“ละเมอข่มขืน” ข้ออ้างหรืออาการป่วยที่มีจริง ?

วงการแพทย์กำลังศึกษาเรื่องนี้อยู่ผ่านการทดสอบคนไข้ในคลินิกการนอนหลับหลายแห่ง Image copyright AlMY

เรื่องที่คนเราสามารถลุกขึ้นเดินหรือทำสิ่งต่าง ๆ ขณะหลับ โดยอ้างว่าเป็นอาการละเมอรุนแรงยิ่งกว่าคนทั่วไปนั้น หลายคนคงเชื่อว่ามีความเป็นไปได้ แต่พฤติกรรมผิดปกติขณะหลับ (Parasomnia) ที่ถึงขั้นลงมือข่มขืนคนที่นอนอยู่ข้าง ๆ โดยไม่รู้ตัวนั้น คงยากที่จะเชื่อได้ว่าทำลงไปโดยไม่มีเจตนาทำร้ายทางเพศต่อผู้อื่นอย่างแท้จริง

อย่างไรก็ตาม วงการแพทย์กำลังศึกษาเรื่องนี้อยู่ผ่านการทดสอบคนไข้ในคลินิกการนอนหลับหลายแห่ง และตั้งข้อสันนิษฐานในเบื้องต้นว่า เหตุการณ์ลักษณะนี้มีความเป็นไปได้อยู่พอสมควร ผู้ที่สงสัยว่าตนเองอาจละเมอรุนแรงจนถึงขั้นก่ออาชญากรรมทางเพศได้ สามารถเข้ารับการทดสอบจากแพทย์ เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่ตกเป็นผู้ต้องหาในคดีร้ายแรงโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัวในอนาคต

เรื่องเหลือเชื่อของทอมกับซาราห์

เมื่อซาราห์ สาวชาวอังกฤษได้พบกับ "ทอม" เป็นครั้งแรกที่บ้านเพื่อนของเธอ ซาราห์รู้สึกประทับใจในความเป็นคนอบอุ่นนุ่มนวลและช่างพูดคุยของเขา ซึ่งคล้ายกับนิสัยของพี่ชายเธออย่างมาก

หลายสัปดาห์ต่อมา ทั้งสองนัดเที่ยวกันบ่อยขึ้น และเริ่มไปค้างแรมที่บ้านของแต่ละฝ่ายหลายครั้ง แต่ในคืนวันหนึ่งซาราห์พบว่าขณะนอนอยู่บนเตียงด้วยกัน จู่ ๆ ทอมก็ยื่นมือมาจับหน้าอกและของสงวนของเธอในลักษณะที่คุกคามรุนแรงจนน่าตกใจ เธอได้พยายามปัดมือของเขาออก และเลี่ยงที่จะพูดถึงเรื่องนี้ในวันรุ่งขึ้น

ไม่นานนักเหตุการณ์แบบเดียวกันก็เกิดขึ้นอีก คราวนี้ทั้งสองกลับมาจากงานปาร์ตี้ที่ต่างก็ดื่มหนักด้วยกันทั้งคู่ ซาราห์ตื่นขึ้นมากลางดึกและพบว่าทอมพยายามจะมีเพศสัมพันธ์กับเธอ ทั้งที่เธอยังสวมชุดชั้นในอยู่ ซาราห์รู้สึกว่าตัวเองถูกทำร้ายเจ็บปวดและหวาดผวากับเหตุการณ์ครั้งนี้อย่างมาก เพราะเป็นการถูกบังคับขืนใจให้มีเพศสัมพันธ์โดยที่เธอไม่ต้องการ ในขณะที่เกิดเหตุทอมยังมีพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรง เหมือนเปลี่ยนไปเป็นคนละคนอีกด้วย

Image copyright Science Photo Library
คำบรรยายภาพ ผู้ที่สงสัยว่าจะมีพฤติกรรมผิดปกติขณะหลับหรือละเมอรุนแรง สามารถเข้ารับการทดสอบกับแพทย์ได้

เช้าวันต่อมา ซาราห์พูดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นกับทอม ทั้งเอ่ยปากขอเลิกคบหาด้วย แต่ก็ต้องตกตะลึงเพราะเขาปฏิเสธว่าไม่เคยทำเช่นนั้นและจำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้แม้แต่นิดเดียว แม้คำพูดของทอมจะทำให้เธอโกรธมาก แต่ก็ทำให้หวนนึกถึงเรื่องที่ทอมเคยเล่าให้ฟังตั้งแต่ก่อนจะคบหากันว่า เขาเคยต้องโทษจำคุก 7 ปี ในความผิดฐานข่มขืน "คาเรน" อดีตแฟนสาวของเขามาก่อน

เหตุการณ์ครั้งนั้นเกิดขึ้น เมื่อทอมไปเยี่ยมลูกที่เกิดกับคาเรนที่บ้านของเธอ ทั้งสองดื่มแอลกอฮอล์และดูภาพยนตร์ด้วยกันก่อนที่จะเข้านอน แต่เพียง 45 นาทีหลังจากนั้น ทอมตื่นขึ้นมาท่ามกลางเสียงกรีดร้องตกใจของคาเรนที่ตะโกนใส่เขาซ้ำ ๆ ว่า "คุณทำอะไร ? นี่ไม่ใช่ตัวคุณ...ไม่เหมือนคุณเลย นี่ไม่ใช่คุณ"

ด้วยความงุนงงสับสน ทอมเก็บของแล้วออกจากบ้านของคาเรนไป โดยยืนยันว่าเขาจำสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้นไม่ได้สักอย่างเดียว

จากประวัติของทอมที่อ้างว่าเคยละเมอข่มขืนแฟนเก่าโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัวมาแล้ว ประกอบกับที่ซาราห์เคยเห็นเขาละเมอรุนแรงจนลุกขึ้นเดินหรือออกจากบ้านไปโดยที่ไม่ได้สวมเสื้อมาแล้วหลายครั้ง เธอจึงแนะนำให้เขาเข้ารับการตรวจวินิจฉัยจากแพทย์ที่โรงพยาบาลกายแอนด์เซนต์โทมัสในกรุงลอนดอน

คลื่นสมองที่ชี้ว่าตื่นและหลับได้ในเวลาเดียวกัน

แพทย์ให้ทอมเข้ามาทดลองนอน 1 คืน ในคลินิกทดสอบการนอนหลับของโรงพยาบาล โดยติดตั้งอุปกรณ์ตรวจวัดการทำงานของสมองเอาไว้ด้วย

นพ.กาย เลชไซเนอร์ ผู้ตรวจวินิจฉัยอาการของทอมบอกว่า พบความผิดปกติที่น่าสนใจอย่างมาก เพราะคลื่นสมองขณะที่เขาหลับสนิทชี้ว่า สมองอยู่ในภาวะทั้งหลับและตื่นไปพร้อมกัน โดยมีทั้งคลื่นสมองขนาดใหญ่ที่เคลื่อนไหวช้า ๆ บ่งบอกถึงการหลับลึก และคลื่นที่เคลื่อนเป็นจังหวะเร็วแทรกเข้ามา ซึ่งคลื่นแบบหลังนี้บ่งบอกถึงภาวะที่สมองตื่นอยู่

Image copyright Science Photo Library
คำบรรยายภาพ เส้นกราฟที่ไม่สม่ำเสมอแสดงถึงช่วงการนอนหลับแบบ REM ที่ลูกตากลอกไปมารวดเร็ว พฤติกรรมผิดปกติขณะหลับเกิดขึ้นในช่วงนี้

แพทย์วินิจฉัยว่า ทอมมีอาการ "ละเมอมีเพศสัมพันธ์" (Sexsomnia) ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มอาการพฤติกรรมผิดปกติขณะหลับ อาการนี้มีลักษณะคล้ายการเกิดฝันร้าย ทั้งที่คนผู้นั้นไม่ได้อยู่ในช่วงระยะของการนอนที่จะเกิดความฝันได้ อาการนี้มักเกิดขึ้นในช่วงต้นของการนอนเมื่อเริ่มเข้าสู่ระยะหลับสนิท

นพ. เลชไซเนอร์บอกว่า "การละเมอมีเพศสัมพันธ์หรือทำกิจกรรมอื่น ๆ เหมือนคนที่ตื่นอยู่เกิดขึ้นได้ เพราะขณะนั้นสมองส่วนที่ควบคุมการเคลื่อนไหว การมองเห็น และอารมณ์ยังทำงานอยู่ แต่สมองส่วนที่ควบคุมความจำ การตัดสินใจ และการใช้เหตุผลจะยังคงอยู่ในห้วงหลับลึก ทำให้บางคนสามารถกิน ดื่ม เดิน ขับรถ หรือกระทั่งมีเพศสัมพันธ์ได้โดยไม่รู้ตัว"

เหตุผลทางการแพทย์จะทำให้คน "ละเมอข่มขืน" พ้นผิดได้หรือไม่ ?

แม้แพทย์จะชี้ว่า ทอมเป็นผู้ที่มีพฤติกรรมการนอนหลับผิดปกติ และน่าจะก่อเหตุข่มขืนแฟนเก่าไปโดยไม่ได้ตั้งใจ แต่บรรดาผู้พิพากษาในคดีลักษณะเดียวกันหลายคนชี้ว่า ยากที่จะพิสูจน์ว่าผู้ต้องหามีอาการละเมอมีเพศสัมพันธ์ในขณะที่เกิดเหตุจริงหรือไม่ เพราะไม่สามารถจะนำอุปกรณ์ตรวจวัดทางการแพทย์ไปใช้ตรวจสอบในขณะนั้นได้ จึงทำให้ผู้ต้องหาในคดีเช่นนี้ส่วนใหญ่ถูกตัดสินให้มีความผิดตามกฎหมาย

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีคดีความที่ผู้กระทำผิดอ้างว่าตนละเมอทำสิ่งต่าง ๆ ลงไปโดยอัตโนมัติและโดยไม่รู้สึกตัวอยู่มากมาย เช่นที่นครโทรอนโตของแคนาดา ชายผู้หนึ่งอ้างว่าได้ละเมอขับรถไปทำร้ายพ่อตาและสังหารแม่ยายจนเสียชีวิตโดยไม่ได้เจตนา อย่างไรก็ตาม ศาลที่พิจารณาคดีนี้เห็นคล้อยตามความเห็นของแพทย์โดยพิพากษาให้จำเลยพ้นผิด

อย่างไรก็ตาม ศาสตราจารย์กิตติคุณ ไมค์ โคเปลแมน ผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทจิตเวชศาสตร์ (Neuropsychiatry ) จากคิงส์ คอลเลจ ลอนดอน บอกว่า แม้จะไม่สามารถหาหลักฐานเป็นผลการตรวจพิสูจน์คลื่นสมองของผู้ต้องหาขณะลงมือก่อเหตุมายืนยันกับศาลได้ แต่ผู้ที่มีพฤติกรรมการนอนหลับผิดปกติก็อาจหาหลักฐานพยานแวดล้อมมาสู้คดี โดยหากเจ้าหน้าที่สอบสวนไม่พบร่องรอยของการจำเหตุการณ์ได้ในภายหลัง หรือไม่พบร่องรอยของการไตร่ตรองเตรียมกระทำความผิดไว้ก่อน ก็อาจเชื่อได้ว่าเกิดจากเหตุละเมอทำลงไปโดยไม่รู้ตัวจริง

แพทย์ยังแนะนำว่า ผู้ที่มีอาการละเมอมีเพศสัมพันธ์สามารถป้องกันเหตุไม่พึงประสงค์ได้ โดยแต่งกายมิดชิดรัดกุมขณะเข้านอน หลีกเลี่ยงการแตะเนื้อต้องตัวกับผู้ร่วมเตียง พยายามไม่เครียดและไม่อดนอน รวมทั้งงดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และการนอนในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคย

หลังจากเข้าพบและปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์มาระยะหนึ่ง ทอมบอกว่า "ตอนนี้ผมมั่นใจมากขึ้นว่าสามารถควบคุมอาการละเมอมีเพศสัมพันธ์ไม่ให้เกิดขึ้นได้แล้ว จากเดิมที่ผมมักจะมีอาการราว 2-3 เดือนต่อครั้ง แต่ตอนนี้ไม่มีมานานกว่า 2 ปีแล้ว"

หมายเหตุ: ชื่อบุคคลในบทความนี้เป็นนามสมมุติ เว้นแต่ชื่อของผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์