เล็งใช้วิธีดัดแปลงพันธุกรรมสร้างสุดยอดมนุษย์อวกาศ

มนุษย์อวกาศได้รับผลกระทบจากรังสีคอสมิกที่แผ่มาต้องตัวอยู่ตลอดเวลา Image copyright Alamy
คำบรรยายภาพ มนุษย์อวกาศได้รับผลกระทบจากรังสีคอสมิกที่แผ่มาต้องตัวอยู่ตลอดเวลา

การคัดเลือกมนุษย์อวกาศเพื่อปฏิบัติภารกิจนอกโลก มีแนวโน้มจะมองหาบุคคลที่แข็งแกร่งและมีลักษณะเหมาะสมต่อการเดินทางเป็นเวลานานในอวกาศได้มากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งเริ่มมีนักวิทยาศาสตร์หลายคนมองว่า อาจเป็นการง่ายกว่าหากสามารถดัดแปลงพันธุกรรมมนุษย์ให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมในอวกาศ แทนการมุ่งปรับสภาพแวดล้อมนอกโลกให้เหมาะกับมนุษย์เหมือนที่แล้วมา

คุณสมบัติที่ดีหลายอย่างซึ่งจำเป็นต่อการอยู่อาศัยและทำงานในอวกาศนั้น ทุกวันนี้มีแนวโน้มว่าจะทำให้เกิดขึ้นได้จากการดัดแปลงพันธุกรรมหรือตัดต่อยีน ซึ่งเทคโนโลยีในปัจจุบันสามารถใช้กำจัดลักษณะไม่พึงประสงค์หรือเพิ่มลักษณะที่ดีเข้าไปเพื่อการรักษาโรคได้บ้างแล้ว ทำให้มีความเป็นไปได้ว่า ในอนาคตเราอาจดัดแปลงพันธุกรรมเพื่อให้กำเนิดมนุษย์อวกาศที่มีมวลกระดูกหนาเป็นพิเศษ มีความทนทานต่อรังสีคอสมิกได้ดี มีระบบภูมิคุ้มกันที่แข็งแกร่ง ทั้งสามารถถ่ายทอดลักษณะนี้แก่รุ่นลูกรุ่นหลานที่จะเกิดและเติบโตในอาณานิคมต่างดาวต่อไปได้อีกด้วย

ประเด็นนี้เป็นที่สนใจในหมู่นักวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญด้านอวกาศ ที่งานประชุมเชิงปฏิบัติการซึ่งจัดขึ้นที่เมืองฮันท์สวิลล์ รัฐแอละแบมาของสหรัฐฯเมื่อไม่นานมานี้

ลูกา ปาร์มิตาโน นักบินอวกาศขององค์การอวกาศยุโรปหรือ ESA บอกว่า ร่างกายของมนุษย์อวกาศจำเป็นจะต้องแตกต่างจากคนทั่วไป และต้องสามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมนอกโลกที่ปราศจากแรงโน้มถ่วง ทั้งมีรังสีคอสมิกที่ทำอันตรายต่อสุขภาพและดีเอ็นเอของตนเองเข้มข้นกว่าบนโลกหลายเท่า

Image copyright ESA
คำบรรยายภาพ นายทิม พีค ชาวอังกฤษ ได้รับเลือกเป็นนักบินอวกาศขององค์การอวกาศยุโรปในปี 2009

ปาร์มิตาโนบอกว่า ตลอดระยะเวลาเกือบ 6 เดือนที่เขาประจำการอยู่บนสถานีอวกาศนานาชาติ มีความเปลี่ยนแปลงหลายอย่างเกิดขึ้นกับร่างกายของเขาอย่างรวดเร็ว ขาทั้งสองข้างลีบเล็กลง ทั้งใบหน้าก็กลมบวมขึ้น มีความรู้สึกว่าแขนขาแต่ละข้างต่างเคลื่อนที่กันไปคนละทิศละทาง ในเวลาต่อมาเขาเคลื่อนที่ในแนวดิ่งขึ้นลงมากขึ้นกว่าจะไปทางด้านข้างในแนวราบ ทำให้คิดว่าอวัยวะอย่างขานั้นไม่มีความจำเป็นต่อมนุษย์อวกาศเท่าใดนัก

สถิติอยู่ในอวกาศนานที่สุดถึง 437 วัน เป็นของวาเลอรี พอลยาคอฟ มนุษย์อวกาศชาวรัสเซีย ซึ่งเขาก็ประสบกับผลกระทบต่อร่างกายและจิตใจ จากการอยู่ในสภาพแวดล้อมนอกโลกเป็นเวลานานมากเช่นกัน ทำให้ก่อนหน้านี้นักวิทยาศาสตร์มุ่งคิดกันถึงการปรับสภาพยานอวกาศและอาณานิคมนอกโลกให้เหมาะกับการดำรงชีวิตของมนุษย์ เช่นอาจคิดค้นเครื่องจักรที่หมุนรอบยานอวกาศเพื่อให้กำเนิดสนามโน้มถ่วง เพื่อที่มนุษย์ในยานจะไม่สูญเสียมวลกระดูกและกล้ามเนื้อแก่ภาวะไร้แรงโน้มถ่วงมากเกินไป

Image copyright NASA
คำบรรยายภาพ การออกเดินในอวกาศ (Spacewalk)โดยยึดตัวเองไว้กับแขนกลซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสถานีอวกาศ

โรเบิร์ต แฮมป์สัน ผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทวิทยาศาสตร์ (Neuroscience) ซึ่งศึกษาผลกระทบของรังสีในอวกาศต่อสมองมนุษย์บอกว่า การปรับสภาพสถานีอวกาศหรืออาณานิคมบนดวงดาวต่าง ๆ ให้เหมาะกับลักษณะทางชีวภาพของมนุษย์นั้นสิ้นเปลืองเวลาและทรัพยากรอย่างมาก แต่การทำให้มนุษย์ปรับตัวเข้ากับสภาพแรงโน้มถ่วงและบรรยากาศที่ต่างจากโลกได้ จะเป็นการง่ายกว่าสำหรับการอาศัยในอาณานิคมนอกโลกที่มนุษย์อวกาศรุ่นต่อ ๆ ไปจะต้องถือกำเนิดและเติบโตขึ้นที่นั่น โดยไม่มีโอกาสเดินทางมายังโลกอีกเลย

แฮมป์สันยังบอกว่า การรอให้มนุษย์อวกาศที่ไปตั้งรกรากยังต่างดาวเกิดวิวัฒนาการปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ได้เอง ก็จะเป็นการช้าเกินไป เพราะวิวัฒนาการนั้นกินเวลาหลายชั่วรุ่นและหลายล้านปี การดัดแปลงพันธุกรรมนั้นจะเท่ากับช่วยเพิ่มพลังในการก้าวกระโดดให้กับวิวัฒนาการของมนุษย์ยุคอวกาศ แต่ปัญหาอยู่ที่ว่า ขอบเขตในการลงมือดัดแปลงพันธุกรรมนี้ควรอยู่ที่ไหน จะทำให้เกิดมนุษย์สายพันธุ์ใหม่ที่กายภาพแตกต่างไปจากมนุษย์ในปัจจุบันอย่างสุดขั้วหรือไม่ และจะส่งผลกระทบเชิงจริยธรรมมากน้อยเพียงใด

"โอกาสที่จะพบดาวคู่แฝดของโลก หรือพบสภาพแวดล้อมต่างดาวที่เหมาะกับเรามีอยู่น้อยมาก ดังนั้นการสร้างมนุษย์สายพันธุ์ใหม่เพื่อการใช้ชีวิตในอวกาศจึงน่าสนใจมากกว่า ถึงตอนนั้นมนุษย์อาจมีสี่มือ หรือมีหางช่วยทรงตัวในสภาพไร้แรงโน้มถ่วงก็เป็นได้ แต่นั่นก็แค่จินตนาการของผมเท่านั้นนะ" ปาร์มิตาโนกล่าว

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม