ออง ซาน ซูจี จะถูกดำเนินคดีข้อหาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ได้หรือไม่ ?

ออง ซาน ซูจี ผู้นำโดยพฤตินัยของเมียนมา แทบจะไม่มีอำนาจควบคุมกองทัพ Image copyright EPA
คำบรรยายภาพ ออง ซาน ซูจี ผู้นำโดยพฤตินัยของเมียนมา แทบจะไม่มีอำนาจควบคุมกองทัพ

นายเซอิด ราอัด อัล ฮุสเซน ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ กล่าวในการให้สัมภาษณ์กับรายการพานอรามาของบีบีซีว่า เขาจะไม่ประหลาดใจเลยหากวันหนึ่งศาลจะมีคำวินิจฉัยว่า มีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวโรฮิงญาในรัฐยะไข่ของเมียนมาเกิดขึ้นจริง ตามที่สหประชาชาติได้พบเห็นมาแล้ว

ในรายการดังกล่าว ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ แสดงความตั้งใจแน่วแน่ที่จะนำตัวผู้กระทำผิดในกรณีการล้างเผ่าพันธุ์ชาวโรฮิงญา ให้มาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมให้จงได้ ทั้งไม่ปฏิเสธว่านางออง ซาน ซูจี ที่ปรึกษาแห่งรัฐของเมียนมาซึ่งเป็นผู้นำประเทศโดยพฤตินัย รวมทั้งพลเอกอาวุโสมิน อ่อง หล่าย ผู้บัญชาการทหารสูงสุด มีโอกาสจะถูกดำเนินคดีในข้อหาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ซึ่งเป็นอาชญากรรมร้ายแรงต่อมนุษยชาติได้ในอนาคต

ไม่กี่สัปดาห์ก่อนหน้านี้ นายเซอิดแถลงต่อคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติว่า การประหัตประหารชาวมุสลิมโรฮิงญาอย่างเป็นระบบซึ่งมีลักษณะแพร่ขยายออกไปเป็นวงกว้างนั้น ทำให้ทางการเมียนมาไม่อาจปฏิเสธข้อกล่าวหาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ได้ "เมื่อพิจารณาถึงขนาดของปฏิบัติการทางทหารแล้ว เป็นที่ชัดเจนว่าเรื่องนี้คือคำสั่งจากการตัดสินใจของผู้นำระดับสูง" นายเซอิดกล่าว

อย่างไรก็ตาม ไม่เป็นที่แน่ชัดว่า "ศาล" ซึ่งอาจรับหน้าที่พิจารณาคดีฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในครั้งนี้ จะได้แก่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศแห่งใดบ้าง เนื่องจากเมียนมาไม่ได้เป็นสมาชิกของศาลอาญาระหว่างประเทศหรือไอซีซี (ICC) แต่สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า คดีดังกล่าวอาจถูกส่งต่อให้ไอซีซีเป็นผู้วินิจฉัยได้ ด้วยความเห็นชอบจากคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ

Image copyright Reuters
คำบรรยายภาพ ชาวโรฮิงญากว่า 650,000 คนต้องหนีภัยออกจากเมียนมา หลังมีเหตุปะทะกับกองกำลังรัฐบาลเมื่อเดือนสิงหาคม

"แม้จะหาหลักฐานมายืนยันข้อกล่าวหาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ได้ยาก เพราะแน่ว่าคนบงการจะต้องไม่ออกคำสั่งเป็นลายลักษณ์อักษรหรือสั่งการต่าง ๆ อย่างโจ่งแจ้ง แต่ผมจะไม่ประหลาดใจเลย หากวันหนึ่งศาลจะมีคำวินิจฉัยว่ามีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในรัฐยะไข่เกิดขึ้นจริง ตามที่สหประชาชาติได้พบเห็นมาแล้ว" นายเซอิดกล่าว

ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติแสดงความผิดหวังในตัวนางซูจีอย่างมาก โดยบอกว่าเมื่อช่วงต้นปีนี้ เขาได้เคยโทรศัพท์ไปอ้อนวอนต่อนางซูจีให้ช่วยทำทุกอย่างเท่าที่ทำได้ เพื่อหยุดยั้งปฏิบัติการทางทหารที่ไล่ล่าปราบปรามชาวโรฮิงญาลงเสียที แต่ก็ต้องผิดหวังอย่างยิ่งที่คำขอร้องจากเขาไม่ได้รับการตอบสนอง

แม้จะรู้ว่าอำนาจของนางซูจีเหนือกองทัพเมียนมานั้นมีอยู่จำกัด แต่นายเซอิดมองว่าเธอควรทำอะไรสักอย่างมากกว่านี้ เพื่อยับยั้งสถานการณ์ที่เลวร้ายลงเรื่อย ๆ เขายังตำหนิที่นางซูจีหลีกเลี่ยงการใช้คำว่า "โรฮิงญา" อีกด้วย "การห้ามชาวโรฮิงญาไม่ให้ใช้ชื่อเผ่าพันธุ์ของตนเอง เป็นการทำให้พวกเขาขาดความเป็นมนุษย์ จนถึงจุดที่คุณเริ่มเชื่อได้ว่าอะไรก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้นแล้ว"

ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติยังชี้ว่า การที่ประชาคมนานาชาติเพิกเฉยต่อเหตุรุนแรงที่เกิดขึ้นในรัฐยะไข่เมื่อปี 2016 ทำให้กองทัพเมียนมาได้ใจ และมีความกล้ามากขึ้นในการดำเนินปฏิบัติการล้างเผ่าพันธุ์ชาวโรฮิงญาต่อไป โดยมีการวางแผนมานานและเตรียมการล่วงหน้าสำหรับปฏิบัติการนี้มาเป็นอย่างดี

Image copyright EPA
คำบรรยายภาพ พลเอกอาวุโสมิน อ่อง หล่าย ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของกองทัพเมียนมา

รายการบีบีซี พานอรามา ได้พบหลักฐานที่ยืนยันถึงคำกล่าวข้างต้นของนายเซอิดด้วยเช่นกัน โดยพบวิดีโอการปลุกระดมจัดตั้งกองกำลังชาวพุทธในท้องถิ่นเพื่อเข้าโจมตีชุมชนชาวโรฮิงญา และพบว่ามีคำสั่งตัดการส่งเสบียงอาหารและความช่วยเหลือที่จำเป็นแก่ชนกลุ่มน้อยตั้งแต่ปีที่แล้ว

มีการส่งกำลังทหารเพิ่มเติมเข้าไปในพื้นที่เกิดเหตุรุนแรงของรัฐยะไข่ตั้งแต่ช่วงต้นปี โดยความเคลื่อนไหวทั้งหมดนี้มีขึ้นก่อนจะเกิดเหตุกองกำลังติดอาวุธชาวโรฮิงญาโจมตีป้อมตำรวจหลายแห่งเมื่อเดือน ส.ค. ซึ่งขัดกับถ้อยแถลงของรัฐบาลเมียนมาที่อ้างว่า เหตุการณ์นี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ต้องเข้าปราบปรามชาวโรฮิงญา

ทีมงานบีบีซี พานอรามา ได้ติดต่อสอบถามเรื่องดังกล่าวไปยังรัฐบาลและกองทัพเมียนมาเพื่อขอคำชี้แจงแล้ว แต่ไม่ได้รับคำตอบ ในขณะที่ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติเกรงว่า ความรุนแรงที่ดำเนินมานานกว่า 4 เดือนนี้ จะเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของสถานการณ์ที่เลวร้ายยิ่งกว่า เช่นที่มีแนวโน้มว่าจะมีการลอบจัดตั้งกลุ่มติดอาวุธในค่ายผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญาในบังกลาเทศ เพื่อเตรียมโจมตีตอบโต้กองทัพหรือแม้กระทั่งวัดวาอารามของเมียนมา ซึ่งกรณีนี้อาจนำไปสู่การเผชิญหน้ากันอย่างเปิดเผยระหว่างชาวมุสลิมและชาวพุทธในเมียนมาได้

"นี่เป็นเรื่องใหญ่มาก ท่าทีตอบสนองแบบไม่จริงจังทั้งขาดความยำเกรงต่อประชาคมนานาชาติของรัฐบาลเมียนมา เป็นสิ่งที่น่าตื่นตระหนกอย่างยิ่ง" นายเซอิดกล่าวทิ้งท้าย

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม