ประเทศไหนบ้างที่ยังเป็นมิตรชิดใกล้เกาหลีเหนือ ?

นายคิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ ยังมีมิตรประเทศให้คบหาด้วยมากกว่าที่คิดกัน Image copyright GETTY IMAGES
คำบรรยายภาพ นายคิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ ยังมีมิตรประเทศให้คบหาด้วยมากกว่าที่คิดกัน

แม้จะมองกันว่าเกาหลีเหนือนั้นถูกโดดเดี่ยวจากประชาคมโลก เนื่องจากพฤติกรรม "ต้องห้าม" ในการทดสอบขีปนาวุธและอาวุธนิวเคลียร์ที่ท้าทายคำเตือนของชาติมหาอำนาจอยู่เสมอ แต่ในความเป็นจริงแล้ว เกาหลีเหนือยังมีความสัมพันธ์ทางการทูตกับกว่า 50 ประเทศ

"เพื่อน" ของเกาหลีเหนือเหล่านี้จะได้แก่ประเทศใดบ้างและมีสัมพันธ์ใกล้ชิดกันขนาดไหน ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันโลว์อี(Lowy Institute) สถาบันวิจัยและให้คำปรึกษาด้านนโยบายระหว่างประเทศของออสเตรเลียได้อธิบายไว้ดังนี้

เกาหลีเหนือนั้นมีเครือข่ายทางการทูตที่กว้างขวางอย่างเหลือเชื่อ โดยนับตั้งแต่ก่อตั้งประเทศเมื่อปี 1948 เป็นต้นมา ก็ได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการไปแล้วกับกว่า 160 ประเทศ โดยปัจจุบันยังคงมีสถานทูตและสถานกงสุลของเกาหลีเหนือ 55 แห่ง ใน 48 ประเทศ

แม้จำนวนของประเทศที่มีคณะทูตประจำการในเกาหลีเหนือจะลดลง แต่ก็ยังมีอยู่ไม่น้อยถึง 25 ประเทศ ในจำนวนนี้รวมถึงสหราชอาณาจักร เยอรมนี และสวีเดนด้วย อย่างไรก็ตาม จีนและรัสเซียซึ่งเป็นเพื่อนบ้านใกล้ชิดที่อยู่ภายใต้ระบอบคอมมิวนิสต์เหมือนกันในยุคก่อตั้งประเทศ จัดเป็นกลุ่มแรกที่สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับเกาหลีเหนือ

คำบรรยายภาพ สีส้มคือประเทศที่มีทั้งคณะทูตของเกาหลีเหนือ และได้ส่งคณะทูตของตนไปประจำที่เกาหลีเหนือด้วย สีเขียวคือประเทศที่มีคณะทูตของเกาหลีเหนืออยู่ แต่ไม่ได้ส่งคณะทูตของตนไปประจำที่เกาหลีเหนือ

โครงการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ที่ก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว ทำให้มหาอำนาจอย่างสหรัฐฯเร่งกดดันทั่วโลกผ่านที่ประชุมสหประชาชาติ ให้ตัดความสัมพันธ์ทุกทางกับเกาหลีเหนือลงอย่างสิ้นเชิง บางประเทศอย่างสเปน คูเวต เม็กซิโก อิตาลี และเมียนมา ได้ทำตามเสียงเรียกร้องของสหรัฐฯ โดยสั่งขับทูตหรือผู้แทนทางการทูตของเกาหลีเหนือออกจากประเทศไปในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา

ส่วนโปรตุเกส อูกันดา สิงคโปร์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และฟิลิปปินส์ ต่างก็ประกาศตัดหรือระงับความสัมพันธ์ทางการทูตกับเกาหลีเหนือแล้ว แต่สถานทูตเกาหลีเหนือในประเทศเหล่านี้ รวมทั้งในอีกหลายประเทศทั่วโลก จะยังคงเปิดทำการต่อไปเพื่อประสานงานด้านธุรกิจโดยเฉพาะ บางประเทศในแอฟริกานั้นยังดูเหมือนว่าจะกระชับความสัมพันธ์กับเกาหลีเหนืออย่างแน่นแฟ้นขึ้นอีกด้วย โดยร่วมมือกันดำเนินโครงการก่อสร้างหลายโครงการ รวมทั้งหารือกันเรื่องพลังงานและการเกษตร

อย่างไรก็ตาม เครือข่ายความสัมพันธ์ทางการทูตที่เกาหลีเหนือมีอยู่นี้ ดูจะไม่ช่วยให้สถานการณ์ของประเทศบนเวทีโลกดีขึ้นเท่าใดนัก โดยปัจจุบันยังคงมีคณะทูตของชาติสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (โออีซีดี) เหลืออยู่ในกรุงเปียงยางเพียง 6 ชาติ จากจำนวนชาติสมาชิกของโออีซีดีทั้งหมด 35 ชาติ ส่วนสหรัฐฯ ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้นั้น ไม่เคยสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับเกาหลีเหนือมาก่อนเลย

Image copyright REUTERS
คำบรรยายภาพ เกาหลีเหนือออกแสตมป์ที่ระลึกฉลองความสำเร็จในการทดสอบขีปนาวุธฮวาซอง-14

สภาพการณ์เช่นนี้หมายความว่า สหรัฐฯ และชาติพันธมิตรในเอเชีย ซึ่งกำลังเป็นคู่ขัดแย้งกับเกาหลีเหนืออย่างหนักในขณะนี้ จะได้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับ "วงใน" ของทางการเกาหลีเหนือ ผ่านคณะทูตต่างชาติที่ยังประจำอยู่ในกรุงเปียงยางเท่านั้น ข่าวสารที่มีอยู่น้อยและไม่สมบูรณ์เหล่านี้ มักได้จากคณะทูตของชาติยุโรป ซึ่งรัฐบาลของประเทศเหล่านี้ยังคงไม่เรียกทูตของตนกลับไปตามเสียงเรียกร้องของสหรัฐฯ

เครือข่ายความสัมพันธ์ทางการทูตของเกาหลีเหนือ ยังถูกใช้ไปเพื่อแสวงหารายได้เข้าประเทศ ทั้งในแบบที่ถูกกฎหมายและผิดกฎหมาย โดยส่วนใหญ่ถือเป็นการละเมิดมติคว่ำบาตรเกาหลีเหนือของสหประชาชาติ และละเมิดมาตรการคว่ำบาตรจากชาติอื่น ๆ ด้วย

แต่การที่สถานทูตของเกาหลีเหนือส่วนใหญ่ต้องหาเงินเพื่อเลี้ยงตนเองเพราะไม่มีงบสนับสนุนจากรัฐ ทำให้เข้าไปเกี่ยวข้องกับธุรกิจสีเทาจำนวนมาก เช่น ให้เช่าช่วงอาคารที่ตั้งสถานทูตแก่เอกชนโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือแม้แต่ต้องสงสัยว่าผลิตและจำหน่ายเหล้าเถื่อน เช่นกรณีที่เกิดขึ้นในที่พักของนักการทูตเกาหลีเหนือในปากีสถาน

แม้จะมีความสัมพันธ์ทางการทูตต่อกัน แต่การคบหากับเกาหลีเหนือก็ไม่ได้ราบรื่นสำหรับทุกประเทศ โดยส่วนใหญ่หน่วยข่าวกรองของทั้งสองฝ่ายต่างหวาดระแวงและติดตามตรวจสอบนักการทูตของอีกฝ่ายอยู่เสมอ แม้แต่นักการทูตของเกาหลีเหนือในต่างแดน ยังถูกทางการของตนคอยตรวจสอบอยู่เสมอ เพราะเกรงว่าจะแปรพักตร์หรือกลายไปเป็นสายลับให้ฝ่ายตรงข้าม

Image copyright Getty Images

เมื่อเป็นเช่นนี้ การคบหากับเกาหลีเหนือจะมีประโยชน์คุ้มค่าอันใดหรือไม่ ? น่าสนใจว่าบางประเทศเช่นคิวบา เวเนซุเอลา และลาว มีความสัมพันธ์อันดีกับเกาหลีเหนือด้วยเหตุผลเรื่องการเชิดชูอุดมการณ์คอมมิวนิสต์ ทั้งยังได้สร้างแนวร่วมที่มีจุดยืนต่อต้านสหรัฐอเมริกาเหมือนกันอีกด้วย ซึ่งซีเรียและอิหร่านก็ได้เข้าร่วมกับกลุ่มนี้ รวมทั้งผูกมิตรกับเกาหลีเหนือต่อมาในภายหลัง

ชาติยุโรปที่ยังคงสถานทูตของตนในกรุงเปียงยางเอาไว้ต่อไป ต่างชี้ถึงความสำคัญของการเปิดช่องทางสื่อสารทางการทูตกับเกาหลีเหนือไว้ โดยเชื่อว่าวิถีทางการทูตนั้นเป็นหนทางที่ดีที่สุดในการแก้ปัญหาต่าง ๆ เช่นในกรณีที่นักการทูตสวีเดนได้รับอนุญาตให้เข้าเยี่ยมนายอ็อตโต วอร์มเบียร์ นักศึกษาชาวอเมริกันที่ถูกจับกุมตัวและล้มป่วยในกรุงเปียงยาง จนสามารถเป็นสื่อกลางในการเจรจาเรื่องนี้กับสหรัฐฯได้ แม้ภายหลังนายวอร์มเบียร์จะเสียชีวิตลงหลังได้รับการปล่อยตัวให้เดินทางกลับสหรัฐฯก็ตาม

อดีตทูตของสหราชอาณาจักรประจำกรุงเปียงยางกล่าวว่า การมีสถานทูตในเกาหลีเหนือนั้นถือว่าคุ้มค่ากับงบประมาณของรัฐที่เสียไปเพียงเล็กน้อย เพราะ "ได้อยู่ในตำแหน่งที่เป็นหูเป็นตาให้ประชาคมนานาชาติ ท่ามกลางสถานการณ์ที่พลิกผันได้อย่างรวดเร็วเช่นนี้"

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม