เรือสอดแนม “แยนตาร์” ของรัสเซียทำอะไรอยู่กันแน่ ?

เรือแยนตาร์ขณะผ่านช่องแคบบอสฟอรัสเพื่อไปยังซีเรียในปี 2016 Image copyright YORUK ISIK
คำบรรยายภาพ เรือแยนตาร์ขณะผ่านช่องแคบบอสฟอรัสเพื่อไปยังซีเรียในปี 2016

เรือวิจัยด้านสมุทรศาสตร์ลำใหม่ล่าสุดของกองทัพเรือรัสเซีย กำลังช่วยทางการอาร์เจนตินาออกค้นหาเรือดำน้ำ เออาร์เอ ซานฮวน ซึ่งหายสาบสูญไปพร้อมกับลูกเรื อ 44 ชีวิตตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว อย่างไรก็ตาม "เรือวิจัย" ของรัสเซียลำนี้เพียบพร้อมไปด้วยอุปกรณ์ทันสมัยมากมาย ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าสามารถจะปรับให้กลายเป็นเรือสอดแนม ทำหน้าที่ล้วงความลับจากสายเคเบิลสื่อสารของชาติต่าง ๆ ที่ก้นทะเล หรือใช้ดำเนินแผนบ่อนทำลายด้วยการตัดสายเคเบิลนั้นเสียก็ได้

เรือ "แยนตาร์" (Yantar) ซึ่งมีความหมายว่า "อำพัน" ในภาษารัสเซีย เป็นเรือในสังกัดสำนักงานใหญ่ด้านการวิจัยใต้น้ำของรัสเซีย (GUGI) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกระทรวงกลาโหม เรือลำนี้ต่อขึ้นที่เมืองคาลินินกราดริมฝั่งทะเลบอลติกและนำเข้าประจำการครั้งแรกในปี 2015 ถือเป็นเรือลำแรกในโครงการ 22010 ซึ่งกำลังจะมีการเปิดตัวเรือลำที่ 2 ชื่อ "อัลมาซ"(Almaz) ภายในปีนี้

เรือแยนตาร์มีความยาว 108 เมตร บรรทุกลูกเรือได้ 60 คน ติดตั้งอุปกรณ์สอดแนมที่ทันสมัย ทั้งสามารถใช้เป็นเรือลำหลักที่ประจำการยานดำน้ำลึกขนาดเล็กได้ถึง 2 ลำ ทั้งแบบที่มีคนนั่งบังคับและแบบที่ควบคุมจากระยะไกล ปัจจุบันเรือแยนตาร์มียานดำน้ำขนาดเล็กซึ่งจุเจ้าหน้าที่ได้ 3 คนอยู่ 2 ลำ คือยานดำน้ำ Rus และยาน Konsul ซึ่งสามารถดำดิ่งได้ลึกถึงกว่า 6,000 เมตร

หนังสือพิมพ์วอชิงตันไทมส์รายงานว่า กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ มีความกังวลว่าเรือแยนตาร์ซึ่งมีเส้นทางเดินเรือที่น่าสงสัยในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา อาจถูกใช้เป็นเครื่องมือในแผนบ่อนทำลาย โดยอาจลอบตัดสายเคเบิลสื่อสารสำคัญที่วางอยู่ก้นทะเลได้

Image copyright Reuters
คำบรรยายภาพ เรือดำน้ำ เออาร์เอ ซานฮวน ของอาร์เจนตินาที่หายไปอย่างเป็นปริศนา

รายงานนี้สอดคล้องกับคำเตือนจากผู้บัญชาการระดับสูงของราชนาวีอังกฤษและเจ้าหน้าที่กระทรวงกลาโหมของสหราชอาณาจักรเมื่อเดือนก่อนว่า รัสเซียอาจลอบตัดสายเคเบิลสื่อสารที่เชื่อมต่อระบบอินเทอร์เน็ตและระบบข้อมูลอื่น ๆ ซึ่งจะสร้างความเสียหายใหญ่หลวงทั้งด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจแก่สหรัฐฯ และยุโรป

นายอิกอร์ ซุตยากิน นักวิเคราะห์จากราชสถาบันรวมเหล่าทัพของสหราชอาณาจักร บอกว่า เรือแยนตาร์นั้นมีความสามารถจะตัดทำลายสายไฟเบอร์ออปติกที่วางอยู่ก้นทะเล ซึ่งรวมถึงสายเคเบิลที่นาโต้ใช้เพื่อการสื่อสารทางทหารโดยเฉพาะด้วย แต่ก็ไม่มีหลักฐานมายืนยันว่าเรือแยนตาร์ได้กระทำการดังกล่าวจริงหรือไม่

อย่างไรก็ตาม เรือสอดแนมของรัสเซียจะไม่สามารถดักฟังหรือสกัดเอาข้อมูลลับจากสายเคเบิลใต้ทะเลนี้ได้ เพราะมีแต่ลำแสงอยู่ในสายไฟเบอร์ออปติกเท่านั้น ไม่ใช่ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ จึงเป็นการง่ายกว่าที่จะตัดทำลายสายเคเบิลเหล่านี้เสีย

นายซุตยากินบอกว่า ในช่วงสงครามเย็นเมื่อทศวรรษ 1970 สหรัฐฯ เคยต้องสูญเสียฐานดักฟังใต้ทะเล Sosus ซึ่งใช้ติดตามเรือดำน้ำในมหาสมุทรแอตแลนติกมาแล้ว โดยผลการสืบสวนได้ข้อสรุปว่าเรือดำน้ำของรัสเซียเป็นผู้ลอบตัดสายเคเบิลของฐานดักฟังดักกล่าว

Image copyright RUSSIAN DEFENCE MINISTRY
คำบรรยายภาพ ยานดำน้ำ Rus ที่ประจำการอยู่กับเรือแยนตาร์ สามารถจุเจ้าหน้าที่ได้ 3 คน และดำน้ำได้ลึกถึง 6,180 เมตร

รายงานของรัฐสภารัสเซียเมื่อเดือน ต.ค. ปีที่ผ่านมา ระบุว่าเรือแยนตาร์สามารถใช้ในงานจารกรรมได้ โดยชี้ว่าเรือมีอุปกรณ์ที่ออกแบบมาสำหรับการตามแกะรอยในทะเลลึก และยังมีอุปกรณ์เชื่อมต่อเข้ากับสายเคเบิลที่ใช้สื่อสารความลับสุดยอดของรัฐบาลชาติต่าง ๆ ได้

รายงานดังกล่าวยังระบุว่า เมื่อกลางปี 2015 เรือแยนตาร์ได้รับคำสั่งให้ไปประจำการในน่านน้ำใกล้ฐานทัพเรือคิงส์เบย์ของสหรัฐฯ ในรัฐจอร์เจีย ซึ่งฐานทัพดังกล่าวเป็นอู่ประจำการของเรือดำน้ำ 6 ลำที่ติดตั้งระบบขีปนาวุธ Trident ซึ่งแต่ละลำมีขีปนาวุธนี้อยู่ถึง 24 ลูก เจ้าหน้าที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ชี้ว่า เรือแยนตาร์ของรัสเซียได้พยายามสอดแนมและรวบรวมข้อมูลข่าวกรองเรื่องอุปกรณ์บนเรือดำน้ำดังกล่าว ทั้งยังสอดแนมจากเครือข่ายเซ็นเซอร์ตรวจจับใต้น้ำของสหรัฐฯ อีกด้วย

นายซุตยากินมองว่า รัสเซียมีความสนใจในข้อมูลเรื่องอุปกรณ์เรือดำน้ำของสหรัฐฯ เพราะต้องการลอกเลียนแบบเทคโนโลยีล่าสุดที่สหรัฐฯ ใช้ และล่าสุดเว็บไซต์ด้านความมั่นคง CovertShores ซึ่งติดตามเส้นทางเดินเรือของเรือแยนตาร์ออกมาระบุว่า เรือมีการหยุดจอดพักตามแนวสายเคเบิลใต้ทะเลหลายครั้ง ซึ่งแสดงว่าอาจมีการลงสำรวจที่ก้นทะเลเกิดขึ้น

เมื่อปี 2016 มีผู้พบว่าเรือแยนตาร์ลอยลำอยู่เหนือแนวเคเบิลใต้น้ำนอกชายฝั่งซีเรีย ซึ่งในแถบนั้นมีสายเคเบิลสื่อสารที่ต่อไปยังชาติยุโรปรวมอยู่ด้วย รายงานของรัฐสภารัสเซียยังระบุว่า เรือแยนตาร์ได้ช่วยค้นหาเครื่องบินรบของรัสเซียสองลำที่ตกลงในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนในปีเดียวกัน และ "กู้เอาอุปกรณ์สำคัญที่เป็นความลับขึ้นมาได้ทันเวลา" ซึ่งเรื่องนี้ยิ่งตอกย้ำข้อสงสัยของสหรัฐฯและชาติพันธมิตรที่ว่า รัสเซียอาจกำลังเร่งดำเนินโครงการสอดแนมขนาดใหญ่กับฝ่ายตรงข้ามอยู่ก็เป็นได้

ข่าวที่เกี่ยวข้อง