ชาวเน็ตจีนถกเดือดเรื่องความยากจน หลังพบเด็กส่งของอายุแค่ 7 ขวบ

"หลี่น้อย" ทำงานส่งพัสดุในเมืองชิงเต่าทางตะวันออกของจีน Image copyright PEAR VIDEO
คำบรรยายภาพ "หลี่น้อย" ทำงานส่งพัสดุในเมืองชิงเต่าทางตะวันออกของจีน

ผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ชาวจีนจำนวนมาก ต่างเข้าชมวิดีโอและแสดงความเห็นวิพากษ์วิจารณ์เรื่องราวของเด็กชาย "หลี่น้อย" ซึ่งเป็นเด็กกำพร้าที่ต้องมาทำงานรับส่งพัสดุหาเลี้ยงตนเอง ทั้งที่มีอายุได้เพียง 7 ขวบเท่านั้น

มีผู้เข้าชมวิดีโอเรื่องดังกล่าวที่เว็บไซต์ข่าว Pear Video กว่า 18 ล้านครั้ง โดยผู้สื่อข่าวของเว็บไซต์ดังกล่าวรายงานว่า เด็กชายที่มีชื่อเล่นเรียกกันว่า "หลี่น้อย" เป็นเด็กกำพร้าที่พ่อตายจากไปตั้งแต่ยังมีอายุได้เพียง 3 ขวบ ส่วนแม่ของหลี่น้อยนั้นแต่งงานใหม่และขาดการติดต่อกันไปนานแล้ว ทำให้ต้องอาศัยอยู่กับเพื่อนของพ่อซึ่งทำหน้าที่ผู้ปกครองให้หลี่น้อยมานานหลายปี

เพื่อนของพ่อคนนี้เป็นพนักงานรับส่งพัสดุในบริษัทเอกชนที่เมืองชิงเต่า จึงได้พาหลี่น้อยย้ายจากบ้านในชนบทที่มณฑลซานตง มาอยู่ด้วยกันที่โกดังพัสดุของบริษัท และได้พาเด็กชายติดตามไปส่งของด้วยเป็นประจำ แต่อย่างไรก็ตาม ในเวลาต่อมาหลี่น้อยเริ่มออกส่งพัสดุเองตามลำพัง

Image copyright PEAR VIDEO
คำบรรยายภาพ สื่อจีนรายงานว่า "หลี่น้อย" อาศัยอยู่กับเพื่อนพ่อในโกดังของบริษัทรับส่งพัสดุ

ผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์นับล้านคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเว็บไซต์เว่ยปั๋ว ต่างแสดงความสงสารเห็นใจเด็กชายผู้นี้กันอย่างมาก โดยต่างหวังว่าหน่วยงานของรัฐจะเข้ามาช่วยเหลือระดมทุนสาธารณะ เพื่อให้หลี่น้อยมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นและได้ไปโรงเรียน บ้างแสดงความเห็นว่าเรื่องนี้เป็นโศกนาฏกรรมทางสังคมที่เมื่อครอบครัวมีปัญหาแตกแยกก็จะส่งผลกระทบมายังเด็กมากที่สุด

หลังเรื่องราวของหลี่น้อยแพร่ออกไปทางสื่อมวลชนหลายสำนัก หน่วยงานท้องถิ่นได้ยืนยันกับหนังสือพิมพ์ไชน่าเดลี่ว่าจะลงไปดูแลช่วยเหลือในกรณีนี้อย่างแน่นอน ส่วนผู้อำนวยการขององค์กรการกุศลแห่งหนึ่งก็ออกมายืนยันว่า ขณะนี้หลี่น้อยย้ายมาอาศัยอยู่กับทางองค์กรของตน และจะมีการสนับสนุนให้เด็กชายได้รับการศึกษาในอนาคต

แต่อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์หลายคนยังคงแสดงความกังขาว่า ที่ผ่านมาปัญหาเด็กในชนบทที่ยากจนและถูกละเลยทอดทิ้งนั้นเกิดขึ้นเรื่อย ๆ เช่นกรณีเด็กชายที่ต้องเดินฝ่าความหนาวไปโรงเรียนไกลถึง 4.5 กิโลเมตรจนมีน้ำแข็งเกาะเต็มหัวเมื่อไม่นานมานี้ ทำให้มองกันว่าคำมั่นของรัฐบาลที่ประกาศจะขจัดความยากจนภายในปี 2020 นั้น ดูจะเลือนรางห่างไกลออกไปทุกที

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม