สิทธิเด็กมาก่อน ไอซ์แลนด์ชูร่างกฎหมายห้ามขริบหนังหุ้มปลายองคชาติเด็ก

การขริบอวัยวะเพศชาย Image copyright Getty Images

ส.ส.ไอซ์แลนด์เสนอร่างกฎหมายฉบับใหม่ต่อรัฐสภาที่จะห้ามการขริบหนังหุ้มปลายองคชาติเด็ก เว้นแต่จะเป็นการทำด้วยเหตุผลทางการแพทย์ ชี้เป็นการปกป้องสิทธิเด็ก โดยให้ความสำคัญเหนือกว่าเสรีภาพทางด้านศาสนา ด้านผู้นำองค์กรศาสนาของชาวยิวและชาวมุสลิมต่างแสดงความคัดค้านกับร่างกฎหมายฉบับนี้

ร่างกฎหมายนี้เสนอโทษจำคุก 6 ปีต่อผู้กระทำผิดฐาน "ขริบอวัยวะเพศบางส่วนหรือทั้งหมดของเด็ก" โดยชี้ว่าเป็นการละเมิดสิทธิเด็ก เพราะการขริบหนังหุ้มปลายองคชาติเป็นการผ่าตัดที่ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงถาวรต่อร่างกายเด็ก ทั้งอาจทำให้เกิดความเจ็บปวดรุนแรงด้วย

หากร่างกฎหมายนี้ผ่านการพิจารณาในวาระที่ 1 ก็จะเข้าสู่การพิจารณาในระดับคณะกรรมาธิการก่อนมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ และไอซ์แลนด์จะเป็นประเทศแรกในยุโรปที่มีกฎหมายห้ามขริบหนังหุ้มปลายองคชาติ หลังจากเคยผ่านกฎหมายห้ามการขริบอวัยวะเพศหญิงมาแล้วเมื่อปี 2005

นางซีเลีย เดิกก์ กุนนาร์สด็อตเทียร์ ส.ส.จากพรรคก้าวหน้า (Progressive Party) ผู้เสนอร่างกฎหมายฉบับนี้เมื่อต้นเดือน ก.พ. บอกว่า "เรากำลังพูดถึงสิทธิเด็กไม่ใช่เสรีภาพด้านศาสนา...ทุกคนต่างมีสิทธิ์จะเชื่อในสิ่งที่ตัวเองต้องการ แต่สิทธิเด็กจะต้องอยู่เหนือสิทธิทางความเชื่อ"

อย่างไรก็ตาม ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ถูกคัดค้านจากองค์กรด้านศาสนา องค์กรชาวยิวในกลุ่มประเทศนอร์ดิกออกแถลงการณ์ต่อต้านร่างกฎหมายที่ห้าม "พิธีกรรมสำคัญที่สุด" ในศาสนาของพวกเขา

ขณะที่กลุ่มชาวยิว Milah UK ในสหราชอาณาจักร ระบุว่า การเปรียบเทียบการขริบหนังหุ้มปลายองคชาติในผู้ชายกับการขริบอวัยวะเพศหญิงถือเป็นเรื่องไม่เป็นธรรม เพราะในกรณีของผู้ชายนั้นไม่ก่อให้เกิดผลกระทบเชิงลบต่อเด็กในระยะยาว

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ การขริบหนังหุ้มปลายองคชาติเป็นส่วนหนึ่งในพิธีกรรมทางศาสนาที่สำคัญของชาวยิว

เช่นเดียวกับ อิหม่ามอัคหมัด ซีดดีก จากศูนย์วัฒนธรรมไอซ์แลนด์ก็ออกมาวิจารณ์ร่างกฎหมายฉบับนี้ โดยกล่าวว่า "นี่คือส่วนหนึ่งของความเชื่อ...และเกี่ยวข้องกับศาสนาของเรา...ผมเชื่อว่านี่เป็นการละเมิดเสรีภาพทางศาสนา"

ขณะที่ แอ็กเนส เอ็ม. ซิกูโรอาร์ด็อตเทียร์ บิชอปแห่งเรคยาวิก เตือนว่า หากกฎหมายฉบับนี้มีผลบังคับใช้ก็จะทำให้ชาวยิวและชาวมุสลิมเกิดความรู้สึก "ไม่เป็นที่ต้อนรับ" ในไอซ์แลนด์ พร้อมเรียกร้องให้หลีกเลี่ยงการกระทำสุดโต่งทุกรูปแบบ

การขริบหนังหุ้มปลายองคชาติ ปลอดภัยหรือไม่ ?

โดย มิเชล โรเบิร์ตส์ บรรณาธิการข่าวสุขภาพบีบีซีนิวส์ออนไลน์

แม้ว่าการขริบหนังหุ้มปลายองคชาติ จะเป็นกระบวนการทางการแพทย์ที่ทำได้ไม่ยาก แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีอันตรายเลย เพราะการผ่าตัดประเภทนี้มีความเสี่ยงจะเกิดภาวะเลือดออกมากและการติดเชื้อได้

แพทย์หลายคนอาจแนะนำให้ชายวัยผู้ใหญ่และเด็กชายขริบหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศ หากผิวหนังบริเวณดังกล่าวไม่เปิด หรือมีอาการติดเชื้อแบบเรื้อรังที่หนังหุ้มปลายองคชาติ หรือมีภาวะอักเสบที่ส่วนปลายองคชาติ

นอกจากนี้ ยังมีหลักฐานที่บ่งชี้ว่า ชายที่ผ่านการขริบหนังหุ้มปลายองคชาติมีความเสี่ยงติดเชื้อเอชไอวีจากคู่นอนหญิงที่มีเชื้อต่ำกว่าชายกลุ่มที่ยังไม่ได้ขริบ อย่างไรก็ตาม ยังไม่ชัดเจนว่า การขริบจะช่วยลดความเสี่ยงติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ ได้ด้วยหรือไม่ แต่ผลการศึกษาบางชิ้นพบหลักฐานบ่งชี้ว่ามันอาจช่วยลดโอกาสติดหูดที่อวัยวะเพศซึ่งเกิดจากเชื้อไวรัสเอชพีวี

การขริบหนังหุ้มปลายองคชาติ เป็นสิ่งถูกกฎหมายทั่วยุโรป แม้จะเป็นประเด็นที่มีการถกเถียงเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ก็ตาม

เมื่อปี 2012 ศาลในเยอรมนีอนุมัติข้อกำหนดในท้องถิ่นที่ห้ามการขริบหนังหุ้มปลายองคชาติ หลังจากเด็กชายมุสลิมวัย 4 ขวบคนหนึ่งเข้ารับการขริบและเกิดภาวะแทรกซ้อนตามมา ซึ่งศาลวินิจฉัยว่าการขริบก่อให้เกิด "การเปลี่ยนแปลงถาวรที่แก้ไขไม่ได้" ต่อร่างกายเด็ก แต่ในเวลาต่อมารัฐบาลเยอรมนีชี้ว่า การขริบไม่ขัดต่อกฎหมายหากเป็นการกระทำโดยผู้เชี่ยวชาญที่ผ่านการฝึกมา

ในปี 2013 ที่ประชุมยุโรปแนะนำให้บรรดาชาติภาคีเพิ่มความเข้มงวดเพื่อให้แน่ใจว่า การขริบหนังหุ้มปลายองคชาติจะเป็นไปตามกระบวนการทางการแพทย์ที่ถูกต้องและมีอนามัย ส่วนในปี 2016 ศาลในสหราชอาณาจักรตัดสินคดีหนึ่งว่าบิดาชาวมุสลิมไม่มีสิทธิ์ให้ลูกชายเข้ารับการขริบโดยที่ทางฝ่ายมารดาไม่เห็นด้วย

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม