พบเรือประมงหาปลาบริเวณที่น้ำมันรั่วในทะเลจีนตะวันออก

เรือซานจี บรรทุกปิโตรเลียมที่มีความเป็นพิษสูงซึ่งเมื่อรั่วไหลลงน้ำแล้วจะไม่สามารถมองเห็นได้ Image copyright AFP/TRANSPORT MINISTRY OF CHINA
คำบรรยายภาพ เรือซานจี บรรทุกปิโตรเลียมที่มีความเป็นพิษสูงซึ่งเมื่อรั่วไหลลงน้ำแล้วจะไม่สามารถมองเห็นได้

ผลการตรวจสอบของบีบีซี ชี้ว่าเมื่อเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา ยังคงพบว่า มีการทำประมงอย่างต่อเนื่องในบริเวณที่มีน้ำมันรั่วไหลในทะเลจีนตะวันออก หลังเกิดอุบัติเหตุเรือบรรทุกน้ำมันซานจีของอิหร่านชนกับเรือสินค้าซีเอฟคริสตัลของจีน

มีรายงานว่า เรือประมงหาปลาที่เข้าไปในบริเวณดังกล่าว ส่วนใหญ่ถูกระบุว่าเป็นเรือสัญชาติจีน ขณะที่ ผู้เชี่ยวชาญอิสระระบุในทำนองเดียวกันกับการรายงานของสื่อท้องถิ่นของจีนว่า นั่นเป็นผลเนื่องจากมาความล่าช้าในการสั่งระงับการทำประมงในบริเวณน่านน้ำดังกล่าว ขณะที่มีความกังวลว่าอาจเกิดการปนเปื้อนสารพิษในอาหารทะเลรวมถึงส่งผลกระทบต่อสัตว์น้ำในภูมิภาคนั้นด้วย

ข้อมูลและภาพถ่ายดาวเทียมที่บีบีซีได้มา ชี้ว่ามีเรือประมงอยู่ในบริเวณดังกล่าว หลังจากเกิดเหตุน้ำมันรั่วไหลเมื่อวันที่ 6 ม.ค. ที่ผ่านมา

เรือซานจี บรรทุกน้ำมันดิบชนิดเบาในรูปก๊าซธรรมชาติเหลว (Condensate) ปริมาณ 136,000 ตัน หรือเกือบ 1 ล้านบาร์เรลซึ่งมีความเป็นพิษสูง และจะระเหยหรือเจือปนกับน้ำทะเลบริเวณที่เกิดเหตุได้ ต่างจากน้ำมันดิบทั่วไปที่จะทิ้งคราบมันลอยอยู่บนผิวน้ำ

ทั้งนี้ จีนเป็นผู้ส่งออกอาหารทะเลรายใหญ่ และบริเวณที่เกิดน้ำมันรั่วไหล เป็นที่รู้จักดีว่าอุดมสมบูรณ์ไปด้วยสัตว์น้ำ เช่น ปู หมึก ปลาจวดเหลือง และปลาแมกเคอเรล เป็นต้น

สำนักงานสมุทรศาสตร์ของจีน ไม่ได้ตอบคำถามซึ่งบีบีซีส่งไปหลายครั้ง เกี่ยวกับการทำประมงในบริเวณดังกล่าว ส่วนเว็บไซต์ของกระทรวงเกษรตรจีน ระบุว่าพื้นที่ภายในรัศมี 30 ไมล์ทะเลจากจุดที่เรือชน ถูกประกาศเป็นเขตห้ามเข้าหลังเกิดอุบัติเหตุ

Image copyright Image copyrightAFP/TRANSPORT MINISTRY OF CHINA
คำบรรยายภาพ นักวิทยาศาสตร์ระบุว่า คราบน้ำมันที่ลอยอยู่บนผืนน้ำ น่าจะเป็นน้ำมันเชื้อเพลิงของเรือ

นายแบรด ซูล หัวหน้านักวิจัยของ OceanMind ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่เชี่ยวชาญด้านการติดตามการทำประมง ระบุกับบีบีซีว่า "จากการวิเคราะห์ของเรา คาดว่าน่าจะมีการทำประมงต่อเนื่องในบริเวณที่เกิดเหตุ รวมถึงในระยะ 60 ไมล์ทะเลจากจุดที่เรือจม"

ตัวเลขประเมินของ OceanMind ชี้ว่า มีเรือประมงกว่า 400 ลำที่เข้าไปหาปลาในพื้นที่ ระหว่างวันที่ 6 ถึง 25 ม.ค. และมี 13 ลำที่ตรวจจับได้ว่าเข้าไปในระยะ 60 ไมล์ทะเลจากจุดที่เรือจม

หลังจากที่เกิดเหตุชนกันแล้ว เชื่อว่าเรือซานจี ซึ่งบรรทุกน้ำมันมาจากอิหร่าน ได้ลอยตามคลื่นทะเลไปทางใต้ เป็นระยะทางประมาณ 50 ถึง 100 ไมล์ทะเลก่อนจะจมลง ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าจะมีน้ำมันดิบชนิดเบาในรูปก๊าซธรรมชาติเหลวรั่วไหลออกมาตามทางด้วย

ด้าน ศ.ริชาร์ด สไตเนอร์ นักวิทยาศาสตร์ทางทะเล ซึ่งเคยมีประสบการณ์ช่วยรัฐบาลในหลายประเทศรับมือกับปัญหาน้ำมันรั่วไหล ระบุว่า "มีการทำประมงต่อในบริเวณที่ได้รับผลกระทบจากน้ำมั่นรั่วไหลจากเรือซานจี และรัฐบาลจีนไม่ได้สั่งห้าม จนกระทั่งเมื่อไม่นานมานี้" ทั้งที่ก่อนหน้านี้ เขาได้เขียนอีเมลไปยังรัฐบาลจีน เพื่อเสนอให้ออกคำสั่งห้ามการทำประมง เพื่อป้องกันอาหารทะเลปนเปื้อนเล็ดลอดไปถึงผู้บริโภค ซึ่ง ศ.สไตเนอร์ ระบุว่า "เขาตอบข้อเสนอแนะอื่น ๆ ของผม แต่ไม่ตอบข้อนี้โดยตรง"

ส่วน Global Fishing Watch ซึ่งเป็นอีกองค์กรนานาชาติที่คอยติดตามเรือประมง พบหลักฐานในทำนองเดียวกัน โดยนายพอล วูด กล่าวว่า "โดยรวมแล้ว ผมบอกได้ว่าการวิเคราะห์นี้ ชี้ว่าการทำประมงในพื้นที่ระหว่างก่อนและหลังอุบัติเหตุ ไม่ได้แตกต่างกันมากนัก"

คำบรรยายภาพ ภาพแสดงการทำประมงในบริเวณที่เรืองซานจีจม จุดในภาพที่ไล่ระดับสีจากเขียวไปแดงคือความเข้มข้นในการทำประมงในทะเลจากน้อยไปมาก (ภาพบน) บันทึกระหว่างวันที่ 6 - 25 มกราคม (ภาพล่าง) บันทึกระหว่างวันที่ 26 ม.ค. - 14 ก.พ.

รายงานของสำนักข่าวซินหัวของทางการจีน ระบุว่ารัฐบาลได้สั่งให้เรือประมงออกจากพื้นที่ สองวันหลังจากที่เรือซานจีจมลง ซึ่งหมายถึง 10 วันหลังเหตุชนกับเรือสินค้า โดยในรายงานข่าวเมื่อวันที่ 17 ม.ค. ระบุว่า "ศูนย์ค้นหาและกู้ภัยทางทะเลเซี่ยงไฮ้ ส่งเรือ 13 ลำออกทะเลเมื่อวันอังคาร (16 ม.ค.) เพื่อรับมือกับปัญหาต่อเนื่อง รักษาความเรียบร้อยในพื้นที่ ช่วยอพยพเรือสินค้าที่อยู่ใกล้เคียงและเรือประมง และส่งคำเตือนเกี่ยวกับการเดินเรือเป็นภาษาจีนและอังกฤษ"

ผู้เชี่ยวชาญด้านการรับมือเหตุน้ำมันรั่วไหลระบุว่า รัฐบาลจีนเข้าแทรกแซงช้าเกินไป โดย ศ.สไตเนอร์กล่าวว่า "จากการดูภาพ เราเห็นว่ามีน้ำมันดิบชนิดเบาในรูปก๊าซธรรมชาติเหลว เริ่มรั่วออกมาจากเรือซานจี เพียงไม่นานหลังจากที่ชนกับเรืออีกลำ"

อีเมลที่ ศ.สไตเนอร์ ส่งถึงสำนักงานสมุทรศาสตร์ของจีนระบุว่า "หากมีคลื่นความเร็ว 1 น็อตในบริเวณดังกล่าวแปดวัน มลพิษอาจถูกพัดพาไปใต้ผิวน้ำได้ไกลถึง 200 ไมล์"

ด้านหนังสือพิมพ์นิวยอร์ก ไทมส์ รายงานว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลจีนในกรุงปักกิ่ง แถลงเมื่อวันที่ 1 ก.พ. ว่า ตัวอย่างปลาซึ่งเก็บได้ในระยะสี่ถึงห้าไมล์ทะเลจากจุดที่เรือจม มีร่องรอยของปิโตรเลียม ไฮโดรคาร์บอน ซึ่งชี้ว่ามีความเป็นไปได้ที่จะเกิดการปนเปื้อน

Image copyright AFP/TRANSPORT MINISTRY OF CHINA
คำบรรยายภาพ รัฐบาลจีนเปิดเผยข้อมูลระดับความเป็นพิษของน้ำทะเล

"ในกรณีใดก็ตามที่มีน้ำมันรั่วไหล สำหรับน้ำมันเตาจะก่อความเสียหายบนชายฝั่ง ส่วนในกรณีของน้ำมันดิบชนิดเบา เช่น น้ำมันก๊าด และน้ำมันเชื้อเพลิง จะก่อให้เกิดผลกระทบมากขึ้นต่อสัตว์ทะเล เนื่องจากการพิษสามารถปะปนอยู่ในห้วงน้ำได้" ดร.คอรีนา ซิโอคาน นักชีววิทยาทางทะเลจากมหาวิทยาลัยไบรตันกล่าว

ผู้เชี่ยวชาญกล่าวอีกว่า การปิดพื้นที่ทำประมงเป็นเพียงขั้นตอนแรกที่ทางการควรทำแต่เนิ่น ๆ เมื่อมีเหตุน้ำมันรั่วไหล

นายคริส เรดดี นักวิทยาศาสตร์อาวุโสของสถาบันสมุทรศาสตร์วูดส์ โฮล ในสหรัฐฯ กล่าวว่า "นี่เป็นสิ่งที่ทำในทันที หลังเกิดเหตุการรั่วไหลของนำมันดิบจากท่อส่งน้ำมันจากแท่นขุดเจาะดีพวอเตอร์ฮอไรซัน เมื่อปี 2010"

อย่างไรก็ตาม นายเรดดี เชื่อว่า น้ำมันที่รั่วไหลอยู่ในทะเลจีนตะวันออก จะส่งผลกระทบในทันทีคือทำให้สัตว์น้ำตาย แต่ไม่มีความเสี่ยงอาหารทะเลปนเปื้อนในระยะยาว "เพราะคอนเดนเซทที่รั่วไหลออกมา จะละลายไปกับน้ำทะเลที่สะอาดกว่า ถูกจุลินทรีย์ย่อยสลาย หรือระเหยไป ซึ่งหมายความว่าจะไม่มีความเข้มข้นของสารเคมีที่เป็นอันตรายถึงกับทำให้อาหารทะเลปนเปื้อน"

ด้านองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (เอฟเอโอ) ไม่ได้ให้ความเห็นต่อข้อซักถามที่ว่า ขณะนี้มีอาหารทะเลจากภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบถูกส่งถึงตลาดผู้บริโภคแล้วหรือไม่