ไข้ลัสสา : โรคคร่าชีวิตที่ยังไม่มีวัคซีนป้องกัน

The Lassa virus Image copyright Alamy

ดร.ชาร์ลี เวลเลอร์ หัวหน้าส่วนงานด้านวัคซีน ของเวลคัมทรัสต์ องค์กรการกุศลที่ประกาศตัวเป็นองค์กรที่ทำงานเพื่อหาแนวทางสร้างเสริมสุขภาพของประชากรโลก ออกมาเตือนภัยโรคไข้ลัสสาที่ระบาดในไนจีเรียตั้งแต่ต้นปีมานี้ว่าเป็นหนึ่งในโรคที่อาจระบาดได้อย่างร้ายแรง ในขณะที่ยังไม่มีวัคซีนใดในการป้องกันโรคนี้

ดร.เวลเลอร์ เขียนบทความเผยแพร่ทางหน้าเว็บไซต์ของบีบีซี อธิบายว่าไข้ลัสสาไม่ใช่โรคใหม่ แต่การระบาดของโรคที่เกิดในขณะนี้เป็นสิ่งที่ไม่ได้คาดคิดมาก่อน และยังเป็นการระบาดอย่างรวดเร็ว ในวงกว้างกว่าที่เคยเป็นมา ในขณะที่เจ้าหน้าที่สาธารณสุขต่างทำงานกันอย่างเกินกำลังเพื่อรับมือ ซึ่งหลายคนต้องติดเชื้อ และเสียชีวิตไปด้วย

โรคนี้ที่เมื่อเป็นแล้วมีโอกาสเสียชีวิตได้ จัดอยู่ในกลุ่มโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสที่จะไปทำลายระบบหลอดเลือดและส่งผลกระทบต่ออวัยวะภายในร่างกาย ซึ่งเมื่อเป็นแล้ว การรักษาจะเป็นไปอย่างยากลำบาก

ผู้ติดเชื้อไวรัสลัสสาส่วนใหญ่จะไม่มีอาการหนัก แต่จะมีไข้ ปวดศีรษะ และอ่อนเพลีย บางคนอาจจะไม่มีอาการที่ว่าเลยก็ได้ อย่างไรก็ดี ในกรณีที่ร้ายแรง ผู้ป่วยอาจมีอาการไม่ต่างจากผู้ติดเชื้ออีโบล่า ซึ่งจะมีเลือดออกทางจมูก ปากและส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย

ศูนย์ควบคุมโรคของอังกฤษ ให้ข้อมูลว่าโดยปกติแล้วอัตราการเสียชีวิตจากโรคลัสสามีประมาณ 1 เปอร์เซ็นต์ แต่การระบาดในไนจีเรีย มีอัตราการเสียชีวิตมากกว่า 20 เปอร์เซ็นต์ ในหมู่ผู้ที่ได้รับการยืนยันว่าติดเชื้อและน่าจะติดเชื้อ โดยคาดกันว่ามีผู้เสียชีวิตแล้ว 90 คน แต่ตัวเลขที่แท้จริงอาจสูงกว่านี้ เพราะไข้ลัสสาเป็นโรคที่วินิจฉัยได้ยาก

สำหรับผู้หญิงที่ติดเชื้อโรคนี้ในช่วงปลายของการตั้งครรภ์ มีโอกาสที่จะเสียทารกสูงถึง 80 เปอร์เซ็นต์ หรืออาจจะเสียชีวิตเองด้วยซ้ำ

หัวหน้าส่วนงานด้านวัคซีน ของเวลคัมทรัสต์ บอกว่าเกือบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะแยกอาการของโรคนี้ จากโรคอื่น ๆ อย่างมาลาเรีย และไข้เลือดออก

และในเมื่อยังไม่มีวิธีทดสอบใด ๆ ในขณะนี้ หนทางเดียวที่จะวินิจฉัยเพื่อยืนยันการติดเชื้อโรคนี้ทำได้โดยการวิเคราะห์ตัวอย่างเลือดหรือเนื้อเยื่อผู้ป่วยเท่านั้น ซึ่งในไนจีเรียมีห้องทดลองทางวิทยาศาสตร์อยู่เพียงไม่กี่แห่งที่สามารถทำได้

การระบาดของโรคนี้ในไนจีเรียครั้งแรกเกิดขึ้นที่เมืองลัสสา ตั้งแต่ปี 1969 นับตั้งแต่นั้นมาก็เกิดการระบาดในประเทศในแอฟริกาตะวันตกอื่น ๆ รวมทั้งกานา มาลี และเซียร์ราลีโอน

Image copyright Science Photo Library
คำบรรยายภาพ คนส่วนใหญ่ติดเชื้อโรคนี้จากสิ่งปนเปื้อนปัสสาวะ อุจจาระ เลือด หรือน้ำลายของหนู

แต่การระบาดครั้งล่าสุดนี้ก่อให้เกิดความกังวลเพราะจำนวนผู้ติดเชื้อที่สูงผิดปกตินับตั้งแต่ต้นปี ซึ่งเจ้าหน้าที่สาธารณสุขพยายามหาคำตอบว่าทำไมถึงเป็นเช่นนั้น ทั้งนี้ สิ่งที่มีอิทธิพลต่อการมีตั้งแต่เรื่องของสภาพอากาศ ซึ่งส่งผลต่อหนูซึ่งเป็นพาหะนำโรคนี้ ไปจนถึงความตระหนักของสาธารณชนเกี่ยวกับโรคนี้ หรือเป็นไปได้ว่าเกิดการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับไวรัสของโรค

คนส่วนใหญ่ติดเชื้อโรคนี้จากสิ่งปนเปื้อนปัสสาวะ อุจจาระ เลือด หรือน้ำลายของหนู ไม่ว่าจะด้วยการกิน ดื่ม หรือสัมผัส นอกจากนี้เชื้อยังสามารถแพร่จากคนสู่คนผ่านทางของเหลวในร่างกาย ซึ่งหมายความว่าเจ้าหน้าที่ดูแลผู้ป่วยที่ไม่มีอุปกรณ์ป้องกันเพียงพอถือว่าอยู่ในกลุ่มเสียงที่จะติดเชื้อ

ระยะฟักตัวของโรคนานสูงสุดถึง 3 สัปดาห์ ขณะนี้นักวิจัยกำลังศึกษาว่าเชื้อโรคนี้จะอยู่ในร่างกายและแพร่ผ่านทางการมีเพศสัมพันธ์ได้หรือไม่ แม้ผู้ป่วยจะมีอาการดีขึ้นแล้วก็ตาม

อย่างไรก็ดี ดร.เวลเลอร์ เชื่อว่ามีความเป็นไปได้ว่าอาจมีการคิดค้นวัคซีนป้องกันโรคนี้ได้ในอนาคต แต่การพัฒนาวัคซีนเป็นกระบวนการที่ยาวนาน ซั้บซ้อน และมีค่าใช้จ่ายสูง

ขณะนี้องค์กรใหม่ซึ่งเพิ่งก่อตั้งเมื่อปี 2017 ที่มีชื่อว่า CEPI (Coalition for Epidemic Preparedness Innovations) กำลังเร่งพัฒนาวัคซีนป้องกันโรคนี้ โดยหวังว่าจะประสบผลสำเร็จและทดสอบใช้ในวงกว้างได้ในอีก 5 ปีข้างหน้า

ด้านเว็บไซต์ของสมาคมโรคติดเชื้อเด็กในประเทศไทยให้ข้อมูลว่ายังไม่พบรายงานโรคนี้ในไทย

ข่าวที่เกี่ยวข้อง