แอมเนสตี้เผยกองทัพเมียนมายึดครองที่ดินหมู่บ้านโรฮิงญา

ทหารเมียนมาประจำการเฝ้าระวังตามแนวพรมแดนที่ติดกับบังกลาเทศซึ่งผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญาตั้งค่ายพักอยู่ Image copyright AFP
คำบรรยายภาพ ทหารเมียนมาประจำการเฝ้าระวังตามแนวพรมแดนที่ติดกับบังกลาเทศซึ่งผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญาตั้งค่ายพักอยู่

แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ออกรายงานล่าสุดที่กล่าวหาว่ากองทัพรัฐบาลเมียนมาได้เข้าทำลายซากหมู่บ้านของชาวโรฮิงญาที่ถูกเผาหลายแห่งในรัฐยะไข่ โดยใช้รถดันดินไถกลบซากปรักหักพังจนราบเรียบ แล้วเข้ายึดครองพื้นที่ดังกล่าว โดยลงมือก่อสร้างถนน รั้ว อาคาร รวมทั้งสิ่งปลูกสร้างทางทหารหลายอย่าง

รายงานดังกล่าวอ้างอิงหลักฐานจากภาพถ่ายดาวเทียมและพยานบุคคลอีกหลายราย ซึ่งชี้ว่านับแต่เดือนม.ค.ของปีนี้เป็นต้นมา รัฐบาลเมียนมาได้เข้าดำเนินการปรับพื้นที่เพื่อก่อสร้างที่พักรองรับชาวโรฮิงญาในหมู่บ้านที่ถูกเผาทำลายไป ตามแผนการเตรียมส่งตัวผู้ลี้ภัยในบังกลาเทศกลับคืนถิ่นฐานที่รัฐยะไข่ภายใน 2 ปี แต่ปรากฏว่าพื้นที่ก่อสร้างหลายแห่งกำลังถูกทำให้กลายเป็นที่มั่นของทหารไปอย่างรวดเร็วและน่าตกใจอย่างยิ่ง

นางทีรานา ฮัสซัน ผู้อำนวยการฝ่ายรับมือภาวะวิกฤตของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลระบุว่า "มีการตั้งฐานที่มั่นใหม่ของทหารขึ้นในพื้นที่เดียวกับที่มีการก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติและต่อชาวโรฮิงญา ซึ่งจะทำให้โอกาสกลับคืนสู่ถิ่นฐานอย่างปลอดภัย ด้วยความสมัครใจและสมศักดิ์ศรีของผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญานั้นยิ่งห่างไกลออกไปอีก"

อุปกรณ์ของท่านไม่สามารถใช้งานเครื่องเล่นสื่อได้
คนโรฮิงญาเล่าเรื่องราวโหดร้ายจากน้ำมือทหารเมียนมา

รายงานเรื่อง "การสร้างรัฐยะไข่ขึ้นใหม่" (Remaking Rakhine State) ของแอมเนสตี้ฯ ยังระบุว่า มีการก่อสร้างถนนและสถานที่ทางทหารล้อมรอบหมู่บ้านของชาวโรฮิงญาหลายแห่ง ซึ่งบ่งชี้ว่ารัฐบาลเมียนมาน่าจะมีแผนให้ประจำการกำลังทหารในพื้นที่ชายแดนติดกับบังกลาเทศต่อไปอีกในระยะยาว ซึ่งแอมเนสตี้ฯเกรงว่าจะส่งผลกระทบต่ออนาคตของผู้ลี้ภัยหลายแสนคนที่ต้องการกลับคืนถิ่น รวมทั้งอนาคตของชาวโรฮิงญาหลายหมื่นคนที่ยังคงอาศัยอยู่ในพื้นที่ดังกล่าวด้วย

Image copyright Amnesty/Digital Globe
คำบรรยายภาพ ภาพถ่ายดาวเทียมที่แอมเนสตี้ชี้ว่ามีการทำลายซากหมู่บ้านของชาวโรฮิงญา เพื่อเปิดทางให้กองทัพและรัฐบาลเข้ายึดครองที่ดิน

ผู้อำนวยการฝ่ายรับมือภาวะวิกฤตของแอมเนสตี้ฯ ยังย้ำว่า "การไถกลบพื้นที่ทั้งหมู่บ้านนั้น เท่ากับทางการเมียนมาทำลายหลักฐานของคดีอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ ซึ่งจะทำให้การสืบสวนหาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษในอนาคตเป็นไปได้ยาก"

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ทางการเมียนมายังคงไม่อนุญาตให้คณะสืบสวนของสหประชาชาติเข้าถึงพื้นที่ส่วนใหญ่ของรัฐยะไข่ จึงทำให้การตรวจสอบยืนยันรายงานของแอมเนสตี้ฯเป็นไปได้ยาก

หลังจากกองทัพเมียนมาเริ่มออกปฏิบัติการปราบปรามกลุ่มติดอาวุธชาวโรฮิงญาตั้งแต่เดือนสิงหาคมของปีที่แล้ว มีชาวโรฮิงญาในรัฐยะไข่ราว 700,000 คน ต้องหลบหนีภัยความรุนแรงและการสู้รบข้ามพรมแดนเข้าไปในบังกลาเทศ และยังคงไม่มีวี่แววว่าจะได้กลับสู่ถิ่นฐานของตน แม้รัฐบาลเมียนมาจะได้บรรลุข้อตกลงความร่วมมือกับรัฐบาลบังกลาเทศเพื่อส่งตัวพวกเขากลับบ้านแล้วก็ตาม

นางฮัสซันกล่าวว่า "การพัฒนาถือเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งต่อรัฐยะไข่ ซึ่งเป็นรัฐที่ยากจนที่สุดแห่งหนึ่งของเมียนมา แต่การพัฒนานี้จะต้องเป็นประโยชน์ต่อทุกคน โดยไม่แบ่งแยกกันทางชาติพันธุ์ตามระบบที่มีการกีดกันชนกลุ่มน้อยชาวโรฮิงญามาก่อนหน้านี้"

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม