วัยรุ่นพลิกโลก: รู้จัก 4 นักประดิษฐ์รุ่นเยาว์ผู้สร้างความแตกต่าง

อุปกรณ์ BEACON สามารถผลิตไฟฟ้าจากแหล่งน้ำได้เกือบทุกประเภท Image copyright Beacon
คำบรรยายภาพ อุปกรณ์ BEACON สามารถผลิตไฟฟ้าจากแหล่งน้ำได้เกือบทุกประเภท

โลกเดินมาถึงยุคที่คนรุ่นใหม่อายุน้อยมีบทบาทนำในการเปลี่ยนแปลงสร้างสรรค์สังคมกันมากขึ้นเรื่อย ๆ ไม่เว้นแม้แต่แวดวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งบีบีซีจะพาไปรู้จักกับหนุ่มสาววัยรุ่น 4 คน ที่มีผลงานเป็นสิ่งประดิษฐ์อันน่าทึ่ง ตั้งแต่ยังมีอายุไม่ครบ 20 ปีด้วยซ้ำไป

ฮานนาห์ เฮิร์บส์ อายุ 17 ปี

สาวน้อยจากรัฐฟลอริดาของสหรัฐฯ ได้แรงบันดาลใจในการสร้างสิ่งประดิษฐ์ทางวิทยาศาสตร์ตั้งแต่ยังมีอายุ 15 ปี หลังได้ทราบจากเพื่อนทางจดหมายวัย 9 ขวบในเอธิโอเปียว่า เขาไม่มีไฟฟ้าใช้และครอบครัวต้องอยู่ท่ามกลางความมืดมิดในยามค่ำคืน ซึ่งเป็นชะตากรรมเดียวกับประชากรถึง 1.3 พันล้านคนทั่วโลก

ฮานนาห์คิดว่าจะต้องแก้ปัญหานี้ ด้วยการสร้างเครื่องผลิตไฟฟ้าที่นำไปใช้งานได้สะดวกในพื้นที่ส่วนใหญ่ของโลก เธอพบว่ามนุษย์ส่วนใหญ่จะอาศัยอยู่ใกล้แหล่งน้ำ โดยประชากร 40% ของโลกตั้งถิ่นฐานอยู่ภายในรัศมี 100 กิโลเมตรจากจากชายฝั่ง และมีเพียง 10% ที่อยู่ห่างจากแหล่งน้ำจืดเช่นแม่น้ำหรือทะเลสาบเป็นระยะทางเกินกว่า 10 กิโลเมตรขึ้นไป

เมื่อเล็งเห็นถึงโอกาสในการใช้พลังงานจากคลื่นและกระแสน้ำดังกล่าว เธอจึงได้ประดิษฐ์อุปกรณ์ "บีคอน" (BEACON) ซึ่งสามารถกักเก็บพลังงานจากมหาสมุทรได้โดยตรง โดยคลื่นและกระแสน้ำจะหมุนใบพัดที่ข้างหนึ่งของอุปกรณ์ และแปลงพลังงานดังกล่าวให้เป็นไฟฟ้าด้วยเครื่องกำเนิดไฟฟ้าขนาดเล็กที่อยู่อีกด้านหนึ่ง

อุปกรณ์ "บีคอน" ทำจากพลาสติกและผลิตด้วยการพิมพ์ 3 มิติ หากมีการขยายขนาดจากต้นแบบให้ใหญ่ขึ้น จะสามารถนำไปชาร์จแบตเตอรีให้รถยนต์ 3 คันได้พร้อมกัน โดยชาร์จไฟให้เต็มได้ในเวลาเพียง 1 ชั่วโมง

อุปกรณ์นี้ได้รับรางวัลชนะเลิศในการประกวด Discovery Education 3M Young Scientist Challenge ในปี 2015 โดยฮานนาห์บอกว่าพลังงานไฟฟ้าที่ได้จากบีคอน อาจนำไปใช้ในกระบวนการทำน้ำสะอาด และปั่นแยกองค์ประกอบของเลือดตามโรงพยาบาลในประเทศกำลังพัฒนาได้

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ เหตุน้ำมันดิบรั่วไหลจากแท่นขุดเจาะของบริษัท Deepwater Horizon เมื่อปี 2010 สร้างความเสียหายอย่างหนักแก่สภาพแวดล้อมในอ่าวเม็กซิโก

เคียนา คาเว อายุ 18 ปี

เด็กสาวชาวอเมริกันจากรัฐนิวออร์ลีนส์ผู้นี้ เริ่มคิดค้นนวัตกรรมช่วยแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่สำคัญของโลก หลังได้ฟังข่าวเหตุการณ์ที่น้ำมันดิบจากแหล่งขุดเจาะของบริษัทดีปวอเทอร์ ฮอไรซัน (Deepwater Horizon) รั่วไหลลงอ่าวเม็กซิโกถึงเกือบ 5 ล้านบาร์เรล เมื่อปี 2010 ซึ่งถือว่าเป็นเหตุน้ำมันรั่วไหลปนเปื้อนในทะเลครั้งร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ

หลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้น มีรายงานผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมที่น่าหวาดหวั่นตามมา เช่นมีลูกโลมาตายลงมากกว่าจำนวนปกติถึง 6 เท่า ทั้งพบสัตว์ทะเลที่พิกลพิการเป็นจำนวนมากขึ้น รวมถึงกุ้งที่ไม่มีลูกตาและปลาที่มีเนื้องอกและแผลเน่าด้วย

เมื่อได้ทราบข่าวดังกล่าว เคียนาซึ่งมีอายุเพียง 15 ปีในขณะนั้น รู้สึกสงสัยขึ้นมาทันทีว่าจะต้องมีสาเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งที่สร้างความเสียหายดังกล่าวขึ้น โดยน่าจะเป็นกระบวนการทางเคมีที่ยังค้นหากันไม่พบ

เคียนาได้ลงมือศึกษาทดลองว่า จะเกิดอะไรขึ้นกับน้ำมันที่ลอยเป็นฝ้าอยู่เหนือผืนน้ำทะเลเป็นเวลานาน ซึ่งในที่สุดก็พบว่า รังสีอัลตราไวโอเลตจากดวงอาทิตย์จะทำปฏิกิริยาให้คราบน้ำมันนั้นกลายเป็นสารก่อมะเร็งได้

ทุกวันนี้เคียนาได้นำองค์ความรู้ที่ค้นพบมาต่อยอดให้เกิดผลงานวิจัยที่จดสิทธิบัตรแล้ว 2 ชิ้น และยังก่อตั้งบริษัทสตาร์ทอัพ Mare ซึ่งมุ่งพัฒนาเทคนิคการกำจัดมลพิษในทะเล เธอเพิ่งได้รับเงินทุนสนับสนุนการวิจัยนี้เป็นมูลค่า 1.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 37.4 ล้านบาท) อีกด้วย

Image copyright Twitter/@Rifath_shaarook
คำบรรยายภาพ นายริฟัตห์ ชารุก อายุ 18 ปี กับผลงานดาวเทียมที่เบาที่สุดในโลก

ริฟัตห์ ชารุก อายุ 18 ปี

เมื่อเดือนพฤษภาคมของปีที่แล้ว หนุ่มน้อยชาวอินเดียผู้นี้ตกเป็นข่าวเกรียวกราว เมื่อสามารถประดิษฐ์ดาวเทียมที่มีน้ำหนักเบาที่สุดในโลกเพียง 64 กรัมได้สำเร็จ และองค์การนาซาได้ส่งดาวเทียมดังกล่าวขึ้นไปทดลองโคจรในอวกาศเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ริฟัตห์มาจากรัฐทมิฬนาฑูทางตอนใต้ของอินเดีย และมีพ่อเป็นนักวิทยาศาสตร์เช่นกัน พ่อของเขาซึ่งเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยชอบชวนเขาดูดาวผ่านกล้องโทรทรรศน์ตั้งแต่ยังเล็ก ทำให้เขามีความสนใจในการศึกษาวิทยาศาสตร์

แม้พ่อจะเสียชีวิตลงตั้งแต่เขายังเรียนอยู่ชั้นประถม แต่ริฟัตห์ก็ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาตนเองให้มีความเชี่ยวชาญในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีต่อไป โดยเข้าร่วมกับองค์การ Space Kidz India ที่ดำเนินโครงการพัฒนาเยาวชนให้เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านอวกาศ เขาได้เป็นผู้นำทีมเยาวชน 6 คน ที่ใช้เวลา 4 ปี ออกแบบและพัฒนาดาวเทียมขนาดจิ๋วที่ใช้งานได้จริงขึ้น

ดาวเทียมที่เบาที่สุดในโลกนี้มีชื่อว่า "กาลามแซท" (Kalam SAT) ซึ่งตั้งให้เป็นเกียรติแก่อดีตประธานาธิบดีอับดุล กาลาม ของอินเดีย ซึ่งเป็นผู้บุกเบิกพัฒนาวิทยาการด้านอวกาศของประเทศ โดยตัวดาวเทียมที่เป็นทรงลูกบาศก์กว้าง 3.8 เซนติเมตร ทำจากพลาสติกเสริมคาร์บอนไฟเบอร์ที่พิมพ์ออกมาตามแบบแปลนด้วยเครื่องพิมพ์สามมิติ ติดตั้งคอมพิวเตอร์ขนาดจิ๋ว และเซนเซอร์ตรวจวัดอุณหภูมิรวมทั้งความเข้มของสนามแม่เหล็กในอวกาศด้วย

ในเดือนมิถุนายนของปีที่แล้ว จรวดของนาซาได้นำดาวเทียมกาลามแซทขึ้นสู่ห้วงอวกาศ และปล่อยสู่วงโคจรระดับต่ำของโลก (ราว 2,000 กิโลเมตรเหนือพื้นดิน) ให้ทดสอบการทำงานเป็นเวลาทั้งหมด 12 นาที ซึ่งความสำเร็จของดาวเทียมน้ำหนักเบานี้ จะปูทางไปสู่การลดค่าใช้จ่ายมหาศาลในการขนส่งดาวเทียมขึ้นสู่ห้วงอวกาศได้ เนื่องจากในปัจจุบันการขนส่งวัตถุขึ้นสู่อวกาศมีค่าใช้จ่ายคิดตามน้ำหนักที่ 10,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 3 แสนบาท) ต่อ 1 ปอนด์ (450 กรัม)

Image copyright EVA
คำบรรยายภาพ เสื้อชั้นใน EVA สามารถตรวจพบอาการระยะแรกเริ่มของมะเร็งเต้านม โดยผู้ใช้แค่สวมใส่สัปดาห์ละ 1 ชั่วโมงเท่านั้น

จูเลียน ริยอส คานตู อายุ 18 ปี

เมื่อ "จูเลียน" หนุ่มน้อยชาวเม็กซิกันมีอายุได้ 13 ปี แพทย์ตรวจพบว่าแม่ของเขาเป็นมะเร็งเต้านม โดยเนื้อร้ายโตขึ้นอย่างรวดเร็ว จากขนาดเท่าเมล็ดข้าวเป็นขนาดเท่าลูกกอล์ฟในเวลาเพียง 6 เดือน แม่ของเขาต้องตัดเต้านมทิ้งทั้งสองข้างก่อนที่จะหายขาดจากโรคร้ายในเวลาต่อมา

หลังจากเหตุการณ์นี้ จูเลียนและเพื่อนอีก 3 คนได้ร่วมกันตั้งบริษัท Higia Technologies เพื่อคิดค้นและพัฒนาอุปกรณ์สวมใส่ได้ที่จะช่วยตรวจจับสัญญาณของมะเร็งเต้านมตั้งแต่อยู่ในระยะแรกเริ่ม ผลงานของพวกเขาคือ "เอวา บรา" (EVA bra)เสื้อชั้นในที่มีเซนเซอร์ตรวจจับความเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิและความยืดหยุ่นของเต้านม ซึ่งเป็นข้อมูลที่ใช้ในการวินิจฉัยว่า ผู้สวมใส่มีความเสี่ยงเป็นมะเร็งเต้านมมากน้อยเพียงใด

เซนเซอร์ดังกล่าวสามารถถอดแล้วนำไปติดกับเสื้อชั้นในธรรมดาได้ โดยผู้ใช้งานจะต้องสวมใส่บรานี้เพียงสัปดาห์ละ 1 ชั่วโมง ข้อมูลที่ตรวจวัดได้จะถูกส่งไปยังแอปพลิเคชันของบริษัททุกสัปดาห์ ซึ่งจะมีการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) คำนวณและประเมินความเสี่ยงการเป็นโรคมะเร็งเต้านมของผู้ใช้งานให้

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้จูเลียนและเพื่อนยังไม่สามารถระดมเงินทุนได้เพียงพอที่จะผลิตบรานี้ออกมาวางจำหน่ายในท้องตลาดได้ และยังมีเสียงวิจารณ์อีกว่าผลงานของเขายังไม่ผ่านการทดสอบระดับคลินิกและขาดความน่าเชื่อถือ แต่หากพวกเขาประสบความสำเร็จ เสื้อชั้นในอัจฉริยะนี้จะช่วยรักษาชีวิตของผู้หญิงหลายล้านคนทั่วโลกเอาไว้ได้

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม