นักศึกษาในเขตสงคราม: เรียนหนังสือและวิ่งหนีกระสุนในกูตาตะวันออก

ท่ามกลางซากปรักหักพังในเขตกูตาตะวันออก ยังคงมีนักศึกษาที่ไม่ยอมหยุดเรียน Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ ท่ามกลางซากปรักหักพังในเขตกูตาตะวันออก ยังคงมีนักศึกษาที่ไม่ยอมหยุดเรียน

ท่ามกลางซากความเสียหายและความสิ้นหวังที่เกิดจากสงครามในซีเรีย ลึกเข้าไปในเขตกูตาตะวันออกที่ถูกปิดล้อม ยังคงมีคนรุ่นใหม่ที่พยายามจะเรียนหนังสือและวางแผนเพื่ออนาคต

นักศึกษาเหล่านี้ พึ่งพามหาวิทยาลัยที่เปิดสอนปริญญาออนไลน์ ซึ่งนอกจากพวกเขาจะต้องเผชิญกับความท้าทายในการเอาชีวิตรอดแล้ว ยังต้องพยายามเข้าถึงไฟฟ้าและอินเทอร์เน็ตด้วย

นายมาห์มูด ชาวเมืองกูตาตะวันออกวัย 20 ปี กำลังศึกษาในภาควิชาวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ จากมหาวิทยาลัยแห่งประชาชน (University of the People) ในสหรัฐฯ ซึ่งเปิดหลักสูตรสำหรับผู้ที่ไม่สามารถเข้าถึงการศึกษาระดับอุดมศึกษาขึ้นไปได้ในประเทศนี้

การระดมทิ้งระเบิด

นายมาห์มูด เรียนจบจากโรงเรียนมัธยมในเขตกูตาตะวันออก ท่ามกลางสงครามกลางเมืองและการปิดล้อม

คำบรรยายภาพ บ้านที่พังเสียหายของนักศึกษาคนหนึ่งในเขตโกตาตะวันออก เขารอดชีวิตเนื่องจากไม่ได้อยู่ในบ้านขณะถูกโจมตี

นายมาห์มูด กล่าวกับบีบีซีว่า "ตอนผมเรียนจบมัธยม ผมไม่สามารถหามหาวิทยาลัยไหนที่เปิดสอนวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ได้" แต่การศึกษาเป็นสิ่งสำคัญ เป็นหนทางหนึ่งที่ช่วยให้มองไปถึงอนาคตว่ามีสิ่งที่ดีกว่ารออยู่ "ผมคิดว่า ผมมีก้าวแรกบนหนทางนี้แล้ว"

University of the People ถูกมองว่าเป็นมหาวิทยาลัยทางเลือกสำหรับผู้ที่ไร้หนทางเลือก นักศึกษาชาวซีเรียจากเมืองอเล็ปโป ก็เลือกเรียนที่นี่ ตอนที่มหาวิทยาลัยของเมืองถูกทำลายจากการสู้รบ

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ ภาพการช่วยเหลือเด็กหลังการโจมตีทางอากาศในขณะที่เมืองถูกปิดล้อม

โครงการนี้ เปิดให้นักศึกษาได้เรียนระดับปริญญาทางอินเทอร์เน็ต โดยเป็นหลักสูตรการศึกษาที่ได้รับการรับรอง และได้รับการสนับสนุนจากบริษัทกูเกิลและมูลนิธิเกตส์ ส่วนบุคลากรที่สอนเป็นอาจารย์อาสาสมัคร และอดีตอาจารย์มหาวิทยาลัยที่เกษียณอายุงานแล้ว

ขณะนี้ ในเขตกูตาตะวันออกซึ่งเลขาธิการยูเอ็นเรียกว่าเป็น "นรกบนดิน" มีนักศึกษาอยู่ 10 คน ที่เรียนกับสถาบันนี้

การอยู่รอดและความหวัง

เมื่อถามว่า มีสมาธิกับการเรียนได้อย่างไรท่ามกลางการโจมตีเช่นนี้? นายมาห์มูด ตอบว่า "แน่นอนว่ามีผลทางด้านจิตวิทยาเยอะมากจากสิ่งที่อยู่รอบตัวเรา... เวลาโดนทิ้งระเบิดอย่างหนัก สิ่งที่เราคิดถึงเพียงอย่างเดียวคือการเอาชีวิตรอด" และ "เมื่อการโจมตีเริ่มเบาลง แม้ว่าจะเป็นเพียงเวลาสั้น ๆ เราก็กลับไปคิดถึงงานที่ทำ การเรียน สิ่งที่เราจะทำในอนาคต ผมคิดว่าการเผชิญสองปัญหานี้พร้อม ๆ กัน ก็เป็นปัญหาด้านจิตวิทยาในตัวด้วย"

Image copyright Image copyrightGETTY IMAGES
คำบรรยายภาพ ท่ามกลางซากความเสียหากที่ยังมีควันคุกรุ่นจากการโจมตีเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

นายมาห์มูด กล่าวว่า "ต้องคำนึงถึงชีวิตสองแบบที่ต่างกัน คือชีวิตของคนรุ่นใหม่ที่พยายามเรียนให้จบและประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย กับการต้องรักษาชีวิตในวัย 20 ปีให้อยู่รอดต่อไปอีกวันให้ได้" ซึ่งโอกาสทางการศึกษาในเมืองที่ถูกตัดขาดและถูกปิดล้อม กลับเป็นแรงผลักดันในแง่บวกที่หาได้ยาก "ผมอยากเรียนให้จบ อยากมีปริญญา สำหรับเราที่ถูกปิดล้อมเช่นนี้ ถือเป็นโอกาสอันยิ่งใหญ่ที่ทำให้นักเรียนอย่างเรามีความหวัง"

"ผมมีกำลังใจที่จะเรียน และอยากเรียนต่อไปเรื่อย ๆ หากมีโอกาส ผมอยากเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการที่ช่วยฟื้นฟูประเทศขึ้นมาอีกครั้ง"

'วันนี้เป็นวันแห่งการนองเลือด'

การศึกษาทางไกลในพื้นที่สู้รบไม่ใช่เรื่องง่าย นายมาห์มูด เล่าว่าช่วงก่อนหน้าเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาเขาต้องเรียนหนังสือ "อย่างยากลำบาก แต่ยังทำได้" โดยต้องอาศัยเครื่องปั่นไฟ

คำบรรยายภาพ นางสาวมาเรียม ทบทวนบทเรียนภายใต้แสงเทียนท่ามกลางสงครามในเมืองอเล็ปโป

"ไฟฟ้า การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ทุกอย่างที่ผมต้องใช้เพื่อเรียนทางไกลหายากไปหมดเพราะเมืองถูกปิดล้อม และบางครั้งก็เข้าไม่ถึงเลย" นายมาห์มูดกล่าว แต่แล้วสถานการณ์ก็กลับยิ่งเลวร้ายลงอีก เมื่อทุกครอบครัวที่อาศัยอยู่ในอาคารเดียวกับนายมาห์มูด ต้องย้ายลงไปหลบอยู่รวมกันที่ชั้นใต้ดิน

ด้านนายมาจีด นักศึกษาวิชาคอมพิวเตอร์อีกคนเล่าว่า ต้องสูญเสียบ้านของครอบครัวเนื่องจากถูกระเบิดทางอากาศ ทำให้เขาเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ไม่สม่ำเสมอ และยังหาที่ชาร์จโทรศัพท์มือถือได้ลำบาก ซึ่งในขณะที่นักศึกษาทั่วโลกกำลังเตรียมสอบ นายมาจีด ต้องส่งข้อความเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า "วันนี้เป็นวันแห่งการนองเลือด ถูกโจมตีทางอากาศหลายสิบครั้ง"

เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา นายมาจีด กล่าวว่าข้อตกลงหยุดยิงเพื่อเจรจาระหว่างกลุ่มกบฏกับฝ่ายรัฐบาลน่าจะได้ผล

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ ครอบครัวชาวซีเรีย ออกจากที่หลบภัยใต้ดิน เมื่อช่วงต้นสัปดาห์

แต่นอกจากไฟฟ้าและอินเทอร์เน็ตแล้ว อาหารและน้ำยังเป็นสิ่งที่ขาดแคลนและมีราคาแพงมาก ในขณะที่ประชาชนต้องคอยย้ายเข้าหลุมหลบภัยเพื่อหนีการทิ้งระเบิด

นายมาจีด เป็นกังวลกับชาวซีเรียรุ่นต่อไปซึ่งไม่ได้รับการศึกษา ท่ามกลางความเสี่ยง "ถูกละเลยและการใช้แรงงานเด็ก" ซึ่งในขณะที่นักศึกษาคนอื่นกำลังนับถอยหลังสู่การสอบปลายภาค นายมาจีดกลับต้องคอยนับศพเหยื่อผู้เสียชีวิต แต่เขายืนยันว่าตนยังมี "ความหวัง" และกำลังมองไปสู่อนาคตที่อยากเรียนต่อปริญญาเอก

"ชีวิตเราต้องดำเนินต่อไป ไม่ควรถือว่าสงครามเป็นอุปสรรค ในที่สุดแล้วเราจะเป็นคนที่ฟื้นฟูประเทศและซ่อมแซมสิ่งที่เสียหายไป" นายมาจีดกล่าว "ผมเชื่อว่าการศึกษาจะช่วยเราสร้างอนาคตได้"

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม