ชายไทยเกือบครึ่งยอมรับทำร้ายร่างกายคนรัก

ภาพมือสองข้าง Image copyright SPL
คำบรรยายภาพ ผู้ชายใช้วาจาทำร้ายผู้หญิงมากที่สุด

นายจเด็จ เชาวน์วิไล ผู้อำนวยการมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล เปิดเผยกับบีบีซีไทยว่า จากการสำรวจสถิติการใช้ความรุนแรงในครอบครัวของชายไทย ล่าสุดในปีนี้ (2559) พบว่าเมื่อเกิดอารมณ์โมโห ผู้ชายไทย 57.3% จะทำลายข้าวของในบ้าน 68.9% ออกไปดื่มเหล้านอกบ้าน 44.8% ยอมรับว่าทำร้ายร่างกายภรรยาหรือแฟน 42.% บังคับให้มีเพศสัมพันธ์ด้วย นอกจากนี้ผู้ชายกว่า 80% เคยตะคอกภรรยาและคนรัก 74.7% ใช้คำหยาบคายเพื่อระบายอารมณ์ และ 71.7% คบผู้หญิงหลายคนในคราวเดียวกัน

นายจเด็จ กล่าวว่า ผลสำรวจดังกล่าวได้จากการสำรวจผู้ชายวัย 20-35 ปี 1,671 ตัวอย่าง ทั้งในกรุงเทพฯ พื้นที่รอบนอก และต่างจังหวัด ผู้ที่ร่วมในการสำรวจมีระดับการศึกษาตั้งแต่ประถมศึกษาจนถึงระดับปริญญาโท จึงถือได้ว่ากลุ่มตัวอย่างมีความหลากหลาย

Image copyright Mario Tama/Getty Images
คำบรรยายภาพ มีการรณรงค์ในหลายประเทศทั่วโลกให้ยุติการใช้ความรุนแรงกับผู้หญิง

ผลสำรวจที่ได้ชี้ให้เห็นว่าผู้ชายใช้ความรุนแรงทำร้ายผู้หญิงทั้งทางวาจา จิตใจ และร่างกาย โดยการทำร้ายด้วยวาจามีสัดส่วนสูงที่สุด และจากการทำงานร่วมกับผู้ชายที่มีพฤติกรรมดังกล่าว พบด้วยว่าหากผู้หญิงไม่ตอบโต้ หรือพูดคุยด้วย ผู้ชายก็จะใช้ความรุนแรงทางวาจา และจิตใจเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ไปจนถึงขั้นทำร้ายร่างกาย โดยการดื่มเหล้ามีส่วนสำคัญที่ทำให้ผู้ชายลงไม้ลงมือกับผู้หญิง

"สาเหตุหลักมาจากวิธีคิดที่ปลูกฝังกันมาว่าชายเป็นใหญ่ เป็นเจ้าของผู้หญิง ผู้ชายคิดว่าตัวเองเหนือกว่า ขณะที่ระบบการศึกษาไม่สอนเรื่องสิทธิเท่าเทียมกันของหญิงและชาย ในเวลาเดียวกันข่าวสารที่นำเสนอเรื่องราวการข่มขืน ใช้ความรุนแรงในครอบครัว ยิ่งตอกย้ำความคิดว่าชายเป็นใหญ่"

ผู้อำนวยการมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล กล่าวด้วยว่า จากการทำงานของมูลนิธิฯ พบว่าทัศนคติที่ว่าชายเป็นใหญ่นั้นไม่มีความแตกต่างกันเลยระหว่างผู้ชายในเมืองและชนบท แต่สิ่งที่แตกต่างกันคือวิธีแก้ปัญหา ซึ่งผู้หญิงในชนบทจะได้รับความช่วยเหลือจากชุมชน หรือเครือญาติ ส่วนผู้หญิงในเมืองที่มีสภาพต่างคนต่างอยู่ ต้องเผชิญปัญหาเพียงลำพัง

Image copyright Reuters
คำบรรยายภาพ การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มีส่วนทำให้ผู้ชายลงมือทำร้ายผู้หญิง

นายจเด็จ กล่าวด้วยว่า มีความเป็นไปได้ที่จะเปลี่ยนแปลงทัศนคติดังกล่าวของผู้ชาย โดยจะต้องเรียนรู้ปัญหาและมีแรงจูงใจที่จะปรับเปลี่ยน

สำหรับผู้หญิงนั้น นายจเด็จ มีข้อแนะนำว่าควรศึกษาทัศนคติของผู้ชายในเรื่องการใช้ความรุนแรง และสังเกตพฤติกรรมทางอารมณ์ ก่อนแต่งงานกัน หากพบว่ามีอารมณ์ก้าวร้าว ควบคุมตัวเองไม่ได้ ผู้หญิงก็จะต้องคิดให้รอบคอบก่อนตัดสิน ส่วนเมื่อตัดสินใจแต่งงานไปแล้วและประสบปัญหา ก็ไม่ควรรู้สึกอับอายที่จะต้องหย่าร้างหรือมีคู่ใหม่ และไม่ควรต้องอดทน เพราะหลายกรณีความอดทนเป็นแรงผลักให้ผู้หญิงต้องป้องกันตัวเอง จนนำไปสู่การฆ่าสามี หรือถูกสามีฆ่า ซึ่งจากการเก็บสถิติของมูลนิธิพบว่าในช่วงเกือบหนึ่งปีที่ผ่านมา มีกรณีเหล่านี้เกิดขึ้นกว่า 200 กรณีแล้ว