ครม.เห็นชอบมาตรการช็อปช่วยชาติ 18 วันช่วงส่งท้ายปี 2559

ภายในห้างสรรพสินค้า Image copyright Ed Wray/Getty Images
คำบรรยายภาพ มาตรการช็อปช่วยชาติไม่รวมการนำเที่ยว ที่พักและโรงแรม

รัฐบาลคาดมาตรการช็อปช่วยชาติที่จะจัดขึ้นเป็นเวลา 18 วัน อาจทำให้รัฐสูญรายได้ 3,200 ล้านบาท แต่ช่วยลดภาระภาษีให้ประชาชนราว 2 ล้านคน

มาตรการช็อปช่วยชาติเป็นมาตรการลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับซื้อสินค้าและบริการไม่เกิน 15,000 บาท

ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงปลายปี 2559 ของกระทรวงการคลัง หรือมาตรการ "ช็อปช่วยชาติ" ซึ่งเป็นมาตรการลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับซื้อสินค้าและค่าบริการ ตามจำนวนรายจ่ายจริงไม่เกิน 15,000 บาท โดยจะมีผลตั้งแต่วันที่ 14 -31 ธ.ค.2559 รวมเป็นระยะเวลา 18 วัน

นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรี ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยรายละเอียดของมาตรการดังกล่าวที่ทำเนียบรัฐบาล วันนี้ (13 ธ.ค.) โดยระบุว่าผู้ที่ซื้อสินค้าและจ่ายค่าบริการ จะต้องขอใบกำกับภาษีมูลค่าเพิ่มจากผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม เพื่อนำมาใช้ในการขอลดหย่อนภาษี แต่มาตรการนี้จะไม่รวมการซื้อสินค้าประเภท สุรา เบียร์ ไวน์ ยาสูบ รถยนต์ เรือ น้ำมัน ก๊าซ

Image copyright Paula Bronstein/Getty Images

รัฐบาลคาดการณ์ว่ามาตรการดังกล่าวอาจทำให้รัฐสูญเสียรายได้ 3,200 ล้านบาท แต่จะช่วยลดภาระด้านภาษีให้ประชาชนได้ราว 2 ล้านคน และมีเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจในการบริโภคภายในประเทศประมาณ 2 หมื่นล้านบาท ทั้งยังคาดว่าจะทำให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น 0.2% โดยจะมีผลกับทางเศรษฐกิจต่อเนื่องไปอีกประมาณ 1-2 ปี

นายกอบศักดิ์ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้มาตรการช็อปช่วยชาติได้เคยออกมาแล้วในช่วงปลายปี 58 ที่ผ่านมา ซึ่งในขณะนั้นมีระยะเวลา 7 วัน ในรูปแบบมาตรการที่เหมือนกัน

อย่างไรก็ตาม มาตรการช็อปช่วยชาติจะไม่รวมค่าบริการที่เกิดจากธุรกิจนำเที่ยว ที่พัก และโรงแรม เนื่องจากเมื่อวันที่ 29 พ.ย.ที่ผ่านมา ครม.ได้เห็นชอบมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวช่วงปลายปี 2559 ไปแล้ว โดยมาตรการดังกล่าวจะเปิดให้ผู้จ่ายค่าบริการให้แก่ผู้ประกอบการธุรกิจนำเที่ยวและค่าที่พักในโรงแรมให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมสำหรับการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศ ระหว่างวันที่ 1-31 ธ.ค. สามารถนำมาหักภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้ตามจำนวนที่จ่ายจริงแต่รวมแล้วไม่เกิน 15,000 บาท อาจทำให้รัฐสูญเสียรายได้ราว 150 ล้านบาท แต่เชื่อว่าจะกระตุ้นให้มีเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจในประเทศเพิ่มขึ้น

ข่าวที่เกี่ยวข้อง