สนช.มีมติเอกฉันท์เห็นชอบ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์

ที่ประชุมสภา Image copyright Reuters

สนช. มีมติเอกฉันท์เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ วาระ 3 แล้ว ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ระบุไม่มีเรื่องเชื่อมโยงกับซิงเกิลเกตเวย์อย่างที่กังวล

การประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) วันนี้ มีนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สนช. เป็นประธานการประชุม พิจารณาร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์วาระที่ 2 และ 3 โดยพลตำรวจเอกชัชวาลย์ สุขสมจิตร์ ประธานกรรมาธิการวิสามัญฯ ชี้แจงว่า ร่างกฎหมายดังกล่าว มีทั้งหมด 19 มาตรา แก้ไข 15 มาตรา เพิ่มใหม่ 3 มาตรา ซึ่งตลอดการพิจารณาของกรรมาธิการ ได้รับฟังความเห็นจากประชาชน และได้มีหนังสือไปยังคณะรัฐมนตรี ซึ่งคณะรัฐมนตรีเห็นด้วยกับการปรับปรุงเพิ่มเติมของคณะกรรมาธิการ

จากนั้น นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ สมาชิก สนช.ได้อภิปรายสอบถามเหตุผลของกรรมาธิการฯ เรื่องการแก้ไขมาตรา 2 จากเดิมที่กำหนดให้พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับภายใน 180 วัน ปรับเป็น 120 วัน นับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เนื่องจากเห็นว่า เป็นกฎหมายที่มีความละเอียดอ่อน สุ่มเสี่ยงต่อการถูกฟ้องร้อง ซึ่งพลตำรวจเอกชัชวาลย์ ชี้แจงว่า ขั้นตอนหลังจากนี้ ยังต้องใช้เวลาในการออกประกาศกระทรวงอีก 60 วันหลังจากพระราชบัญญัติฉบับนี้ประกาศใช้ ซึ่งเมื่อรวมเวลาที่พระราชบัญญัติจะประกาศใช้ พระราชบัญญัติฉบับนี้ ก็จะมีความสมบูรณ์ภายใน 180 วัน ตามเจตนารมณ์เดิมของกฎหมาย

Image copyright PA
คำบรรยายภาพ ผู้ใดส่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญแก่ผู้รับ โดยไม่เปิดโอกาสให้ปฏิเสธได้โดยง่าย ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 200,000 บาท

จากนั้น สมาชิก สนช.ได้อภิปรายข้อสังเกตในมาตรา 4 แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 11 ซึ่งกำหนดว่า ผู้ใดส่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญแก่ผู้รับ โดยไม่เปิดโอกาสให้ผู้รับปฏิเสธได้โดยง่าย ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 200,000 บาทนั้น ไม่ได้กำหนดอย่างชัดเจนว่า ข้อมูลใดที่จะเข้าข่ายทำให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญ และอาจละเมิดสิทธิการเข้าถึงข้อมูลของประชาชนผู้สุจริตได้ ดังนั้นควรมีการออกประกาศอย่างชัดเจนว่าข้อมูลประเภทใดคือข้อมูลที่ก่อความเดือดร้อนรำคาญ ประธานคณะกรรมาธิการฯ จึงชี้แจงว่า รัฐมนตรีที่รับผิดชอบจะออกประกาศชี้แจงว่า อะไรที่ไม่ใช่เรื่องเดือดร้อนรำคาญ

สมาชิก สนช. หลายคนยังได้ตั้งข้อสังเกตในมาตรา 14 แก้ไขมาตรา 20 เรื่องการให้อำนาจเจ้าหน้าที่ยื่นขอให้ศาลมีคำสั่งระงับการเผยแพร่หรือลบข้อมูลคอมพิวเตอร์ออกจากระบบ กรณีเผยแพร่ข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่มีลักษณะขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนว่า สังคมให้ความสนใจและกังวลว่าเจ้าหน้าที่จะใช้อำนาจเกินขอบเขต พลตำรวจเอกชัชวาลย์ ชี้แจงยืนยันว่า ศาลจะเป็นผู้ใช้ดุลยพินิจว่ากรณีใดเข้าข่ายความผิดหรือไม่ อย่างไร โดยมีคณะกรรมการกลั่นกรองข้อมูลคอมพิวเตอร์ขึ้นมาพิจารณาให้เจ้าหน้าที่เป็นผู้ยื่นคำร้องต่อศาล หากพบว่ากรณีใดมีความผิดก็สั่งระงับการเผยแพร่หรือลบข้อมูล แต่จะยังไม่ถึงขั้นตอนการเอาผิดกับผู้ที่นำข้อมูลลงไปยังระบบคอมพิวเตอร์

ทั้งนี้ นายสมชาย แสวงการและนายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ได้อภิปรายตั้งข้อสังเกตถึงองค์ประกอบของคณะกรรมการกลั่นกรองข้อมูลคอมพิวเตอร์ว่าควรปรับเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจจะมีตัวแทนจากด้านสิทธิมนุษยชน ภาคประชาสังคม เพื่อให้เกิดความคุ้มครองสิทธิของผู้ที่นำข้อมูลลงในระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งประเด็นนี้มีการถกเถียงกัน จนต้องพักการประชุมเพื่อให้คณะกรรมาธิการและสมาชิกได้หารือถึงจำนวนคณะกรรมการที่เหมาะสม

โดยหลังพักการประชุมเพื่อหารือ คณะกรรมาธิการฯได้ปรับแก้ไขเพิ่มจำนวนคณะกรรมการกลั่นกรองฯ จาก 5 คน เป็น 9 คน ส่วนคุณสมบัติของภาคเอกชน 3 คน ที่เข้ามาร่วมเป็นกรรมการ จะมาจากภาคสิทธิมนุษยชน ด้านสื่อสารมวลชนและด้านเทคโนโลยีสารสนเทศหรือด้านอื่นที่เกี่ยวข้อง พร้อมกันนี้ ยังปรับแก้ไขมาตรา 5 วรรค 1 ตัดคำว่า "บริการสาธารณะ" ออกตามข้อสังเกตของสมาชิก เพราะเห็นว่า ถ้อยคำอื่นมีความหมายครอบคลุมอยู่แล้ว

คำบรรยายภาพ พลตำรวจเอกชัชวาลย์ สุขสมจิตร์ แถลงยืนยันว่า พ.ร.บ.คอมพ์ฯ ไม่ได้ผ่าน สนช.อย่าง "ฉลุย"

จากนั้น ที่ประชุม สนช. ได้ลงมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ในวาระที่ 2 เป็นรายมาตรา ก่อนมีมติเอกฉันท์เห็นชอบร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ในวาระที่ 3 ด้วยคะแนน 168 เสียง งดออกเสียง 5 เสียง เพื่อประกาศใช้เป็นกฎหมายต่อไป

ภายหลังเสร็จสิ้นการพิจารณา พลตำรวจเอกชัชวาลย์ กล่าวแถลงโดยยืนยันว่ากฎหมายฉบับนี้ไม่ได้ผ่าน "ฉลุย" นอกจากนี้ยังขอบคุณผู้ให้ความเห็นทั้งฝ่ายสนับสนุนและคัดค้าน โดยหากมีรายชื่อผู้ที่คัดค้านเพิ่มเติมมากกว่า 300,000 ราย ชื่อที่ได้ยื่นมาเมื่อวานนี้ ก็สามารถทำได้ พร้อมยืนยันว่าจะรับฟังทุกฝ่าย พร้อมย้ำว่าไม่ได้มีเรื่องเชื่อมโยงเกี่ยวกับซิงเกิ้ลเกตเวย์อย่างที่หลายฝ่ายกังวล และหยิบยกมาเป็นประเด็นให้เกิดความสับสน พร้อมยกตัวอย่าง เนื้อหาที่ขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน เช่น ความรุนแรงในครอบครัว สอนวิธีฆ่าตัวตาย สอนวิธีวางระเบิดและผลิตอาวุธ เป็นต้น

ข่าวที่เกี่ยวข้อง