มุมมองนักวิชาการ-องค์กรสิทธิฯ ต่อ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์

ดร.พิรงรอง รามสูต Image copyright Pirongrong Ramasoota
คำบรรยายภาพ ดร.พิรงรอง รามสูต เห็นว่าการตีความในกฎหมายฉบับนี้น่าจะถูกตีกรอบโดยบริบททางการเมืองเป็นสำคัญ

นักวิชาการชี้ พ.ร.บ.คอมพ์ฯ ฉบับใหม่สะท้อนมุมมองแบบสั่งการและควบคุม เตือนผู้ให้บริการเนื้อหาในระดับข้ามชาติอาจหนีไปประเทศอื่น ด้านแอมเนสตี้ฯ ย้ำเนื้อหาใน พ.ร.บ.คอมพ์ฯ เปิดช่องให้ละเมิดสิทธิมนุษยชน

ผศ.ดร. พิรงรอง รามสูต อาจารย์ประจำภาควิชาวารสารสนเทศ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ เปิดเผยกับบีบีซีไทย ถึง พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ที่ผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในวันนี้ (16 ธ.ค.) ว่า พ.ร.บ.ดังกล่าวสะท้อนมุมมองแบบสั่งการและควบคุมอย่างรวมศูนย์ ทั้งยังมีบทบัญญัติที่ไม่ชัดเจน สามารถตีความไปได้ตามอัตวิสัยหรืออคติของผู้ที่ได้รับมอบหมาย

Image copyright PA

ผศ.ดร.พิรงรอง ตั้งข้อสังเกตถึงบทบัญญัติที่ว่าด้วยการปิดกั้นเว็บไซต์ ที่อนุญาตให้ทำได้แม้เนื้อหาจะไม่ผิดกฎหมาย แต่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดี ซึ่งการตีความในจุดนี้ก็น่าจะถูกตีกรอบโดยบริบททางการเมืองเป็นสำคัญ

ขณะที่การกำหนดให้คณะกรรมการที่จัดตั้งขึ้นตาม พ.ร.บ.นี้ ทั้งคณะกรรมการกลั่นกรองเว็บและคณะกรรมการเปรียบเทียบปรับมีลักษณะอันเป็นกึ่งตุลาการคือสามารถสั่งปิดเว็บ หรือเปรียบเทียบปรับผู้เกี่ยวข้องได้อย่างเป็นอิสระโดยไม่ต้องขอหมายศาลถือเป็นสิ่งที่น่ากลัวอย่างยิ่ง เพราะเกี่ยวเนื่องกับผู้ใช้อินเทอร์เน็ตเป็นสิบ ๆ ล้านราย และผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตทั้งผู้ให้บริการเครือข่าย และผู้ให้บริการเนื้อหาทั้งในและนอกประเทศที่จะได้รับผลกระทบกันถ้วนหน้า

คำบรรยายภาพ แอมเนสตี้ฯ ชี้ว่าประชาคมโลกจับตาดูการบังคับใช้กฎหมายคอมพิวเตอร์ของไทยอย่างใกล้ชิด

ผศ.ดร.พิรงรอง ระบุว่า เท่าที่เป็นอยู่เดิม ผู้ให้บริการเนื้อหาในระดับข้ามชาติไม่อยากจะมาตั้งเซิร์ฟเวอร์ในเมืองไทยอยู่เพราะกลัวความเสี่ยงจากเรื่องภาระรับผิดของตัวกลาง (intermediary liability) ตามมาตรา 15 ของ พ.ร.บ.คอมพ์ฯ เดิม แต่เมื่อมีเรื่องการปิดกั้นเว็บไซต์และข้อกำหนดเรื่องการจัดหามาตรการแจ้งเตือน เพื่อให้ผู้ใช้ทั่วไปสามารถแจ้งรายงานไปยังผู้ให้บริการ และผู้ให้บริการต้องระงับข้อมูลภายใน 3 วัน ก็คงยิ่งมีแรงจูงใจในเชิงลบให้หนีไกลจากเมืองไทยขึ้นไปอีก

ด้านนางปิยนุช โคตรสาร ผู้อำนวยการแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ในฐานะหนึ่งในองค์กรที่ร่วมคัดค้านเนื้อหาที่เข้าข่ายละเมิดสิทธิมนุษยชนในร่างแก้ไข พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ ขอขอบคุณผู้ร่วมลงชื่อคัดค้านมากกว่า 360,000 คน แสดงความผิดหวังอย่างมากกับมติของ สนช. โดยยืนยันว่าเนื้อหาในร่างแก้ไข พ.ร.บ. ฉบับนี้เปิดช่องให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนและขัดต่อพันธกรณีระหว่างประเทศของไทย ซึ่งแอมเนสตี้ฯ จะติดตามต่อไปในเรื่องของการบังคับใช้ และการแก้ไขในอนาคต