ทางการไทยปฏิเสธข่าวแฮกเกอร์เจาะเว็บไซต์ กต.

แฮกเกอร์นิรนาม, ต่อต้าน, ซิงเกิลเกตเวย์, พลเมืองต่อต้านซิงเกิลเกตเวย์, OpSingleGateway, Anonymous, MFA, TICA, กระทรวงการต่างประเทศ, กรมความร่วมมือระหว่างประเทศ Image copyright @Blackplans
คำบรรยายภาพ ทวิตเตอร์ของกลุ่มแฮกเกอร์นิรนามระบุว่าเครือข่ายได้เจาะระบบของหน่วยงานรัฐบาลไทยและนำข้อมูลของเจ้าหน้าที่กว่า 3,000 คนออกมาเผยแพร่

นายเสข วรรณเมธี อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า ตามที่ปรากฏข่าวว่าแฮกเกอร์โจมตีเว็บไซต์กระทรวงการต่างประเทศนั้น กระทรวงได้ตรวจสอบแล้วและขอยืนยันว่าเว็บไซต์ทางการของกระทรวงการต่างประเทศยังใช้งานได้ตามปกติ และไม่มีการแฮกข้อมูลของหน่วยงานแต่ประการใด

ก่อนหน้านี้ กลุ่มแฮกเกอร์นิรนาม Anonymous ประกาศตัวเป็นผู้เจาะระบบเว็บไซต์ของกระทรวงการต่างประเทศ รวมถึงกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ (TICA) ของไทย ทั้งยังเผยแพร่รายละเอียดบัตรประชาชนและบัตรประจำตัวของเจ้าหน้าที่ทั้งสองหน่วยงาน รวมกว่า 3,000 คน เพื่อต่อต้านนโยบายควบคุมข้อมูลอินเตอร์เน็ตของรัฐบาลไทย พร้อมเตือนว่าจะโจมตีกลุ่มบริษัทเอกชนและบุคคลทั่วไปที่ให้ความร่วมมือกับรัฐบาลในการสนับสนุนโครงการซิงเกิลเกตเวย์อีกด้วย

แถลงการณ์ของกลุ่ม Anonymous ถูกเผยแพร่ผ่านทางเว็บไซต์ cyberguerilla วันนี้ (22 ธ.ค.) โดยเนื้อหาของแถลงการณ์ระบุว่ารัฐบาลไทยต้องการให้ผู้ใช้อินเตอร์เน็ตในประเทศไทยเชื่อมั่นและปล่อยให้รัฐบาลเป็นผู้เก็บรวบรวมข้อมูลการเข้าถึงอินเตอร์เน็ต ไม่ว่าจะเป็นประวัติการเข้าชมเว็บไซต์หรือการติดต่อกับบุคคลต่างๆ แต่ชาวไทยควรตระหนักว่าข้อมูลเหล่านั้นไม่ได้ถูกเก็บรักษาอย่างปลอดภัยเหมือนที่คิด เพราะข้อมูลดังกล่าวไม่อาจรอดพ้นจากการเจาะระบบของ Anonymous

นอกจากนี้ กลุ่ม Anonymous ระบุด้วยว่าบริษัทเอกชนและบุคคลต่างๆ ที่ให้ความร่วมมือกับรัฐบาลไทยในการส่งเสริมการใช้ทางผ่านทางอินเตอร์เน็ตช่องทางเดียว (Single Gateway) เช่น CAT Telecom จะตกเป็นเป้าโจมตีของกลุ่มเช่นเดียวกัน โดยทางกลุ่มจะเปิดโปงให้เห็นถึงความด้อยประสิทธิภาพด้านข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ขององค์กรเหล่านี้ให้โลกได้รับรู้

Image copyright JAY DIRECTO/AFP/Getty Images
คำบรรยายภาพ กลุ่มแฮกเกอร์นิรนามได้รับการสนับสนุนจากผู้ใช้อินเตอร์เน็ตในหลายประเทศทั่วโลก โดยในภาพเป็นการชุมนุมเรียกร้องเสรีภาพอินเตอร์เน็ตที่ฟิลิปปินส์เมื่อปี 2556

ขณะที่กลุ่มพลเมืองต่อต้านซิงเกิลเกตเวย์ OpSingleGateway เรียกร้องกลุ่มผู้ใช้อินเตอร์เน็ตที่คัดค้านร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์ฉบับที่เพิ่งผ่านการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เมื่อวันที่ 16 ธ.ค.ที่ผ่านมา ร่วมกันโจมตีระบบเว็บไซต์ของหน่วยงานราชการต่างๆ จนกว่ารัฐบาลจะอ้างอิงมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว สั่งยกเลิกร่าง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฉบับดังกล่าว

ส่วนเว็บไซต์หน่วยงานราชการที่กลุ่มพลเมืองต่อต้านซิงเกิลเกตเวย์ระบุว่าจะยกระดับการโจมตีเพื่อแสดงพลังปกป้องเสรีภาพ ได้แก่ เว็บไซต์ระบบการบริหารการเงินการคลังภาครัฐ ระบบการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ระบบการบริหารการเงินการคลังภาครัฐสำหรับส่วนราชการในภูมิภาค และระบบบันทึกด้านการคลังของราชการท้องถิ่น

อย่างไรก็ตาม ประกาศสำนักเลขาธิการวุฒิสภาซึ่งเผยแพร่เมื่อวานนี้ (21 ธ.ค.) ยืนยันมติของ สนช. ให้ดำเนินการนำร่าง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย เพื่อพระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธยให้ประกาศใช้เป็นกฎหมายต่อไป โดยนายพรเพชร วิชิตชลชัย ในฐานะประธาน สนช. เคยให้สัมภาษณ์ก่อนหน้านี้ว่าไม่อาจชะลอหรือระงับขั้นตอนดังกล่าวได้

Image copyright OpSingleGateway/FACEBOOK
คำบรรยายภาพ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติระบุว่าผู้เชิญชวนให้กลุ่มบุคคลเข้าเจาะข้อมูลเว็บไซต์ของทางราชการ จะมีความผิดตามประมวลกฏหมายอาญามาตรา 116

มติชนออนไลน์รายงานอ้างอิง พ.ต.อ. กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งยืนยันว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ทำการแก้ไขเว็บไซต์ที่ถูกโจมตีให้กลับสู่ภาวะปกติเรียบร้อยแล้ว และการโจมตีไม่ก่อให้เกิดความเสียหายกับฐานข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงและตัวบุคคลของประชาชนและเจ้าหน้าที่แต่อย่างใด โดยตำรวจมีวิธีการสืบสวนแกะรอยจากไอพีแอดเดรส หากพบว่าผู้ใดเป็นผู้เชิญชวนให้กลุ่มบุคคลเข้าเจาะข้อมูลเว็บไซต์ของทางราชการ จะมีความผิดตามประมวลกฏหมายอาญามาตรา 116 ฐานยุยงปลุกปั่นชักชวนให้บุคคลร่วมกระทำผิด ส่วนผู้ที่หลงเชื่อหลงกระทำผิด จะมีความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ

นอกจากนี้ พ.ต.อ.กฤษณะ ระบุด้วยว่า ตำรวจพร้อมรับแจ้งความร้องทุกข์ โดยมอบหมายให้กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) เป็นผู้รับผิดชอบดูแลกรณีที่หน่วยงานได้รับความเสียหายจากการถูกเจาะข้อมูล โดยต้องดูพฤติกรรมว่าการกระทำผิดเป็นลักษณะของการเข้าถึงข้อมูลของเว็บไซต์ หรือเป็นการเจาะเข้าไปทำลายข้อมูลสำคัญของเว็บไซต์ ซึ่งถือว่าเป็นความผิดทางอาญา และหน่วยงานที่เป็นผู้เสียหายสามารถฟ้องเอาผิดทางแพ่งฐานละเมิดทำให้เสียหายกับผู้ที่กระทำผิดได้ด้วย