แบงก์ชาติคาด ศก. โลกยังผันผวนต่อใน 3 ปี อเมริกาฟื้นเร็วอาจช่วยไทยโตได้ถึง 5%

Image copyright Wasawat Lukharang/BBC Thai
คำบรรยายภาพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยเผยว่าสภาพแวดล้อมเศรษฐกิจการเงินโลกมีแนวโน้มผันผวน ซับซ้อน และเศรษฐกิจไทยต้องปรับตัวเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน

แบงก์ชาติเผยแผนยุทธศาสตร์ 3 ปี พร้อมคาดการณ์เศรษฐกิจปีหน้าอาจขยายตัวมากกว่าร้อยละ 3.2 แต่สภาพเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มผันผวน จึงต้องรักษาเสถียรภาพระบบเศรษฐกิจการเงินในประเทศ รวมถึงพัฒนาระบบและองค์กร

นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เผยแผนยุทธศาสตร์ 3 ปีของ ธปท. ระหว่าง พ.ศ.2560-2562 เมื่อวานนี้ (23 ธ.ค.) โดยระบุว่าสภาพแวดล้อมเศรษฐกิจการเงินโลกในระยะต่อไปมีแนวโน้มผันผวน ซับซ้อน และยากจะคาดการณ์ ส่วนหนึ่งเกิดจากปัญหาเชิงโครงสร้างและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่ยังเปราะบาง ทำให้เศรษฐกิจไทยต้องปรับตัวเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันมากขึ้น รวมถึงลดความเหลื่อมล้ำและหนี้ครัวเรือน จึงจำเป็นต้องมุ่งเน้นที่การรักษาเสถียรภาพระบบเศรษฐกิจการเงิน พัฒนาระบบการเงินและสร้างความเข้มแข็งขององค์กร

การรักษาเสถียรภาพระบบเศรษฐกิจการเงินจะต้องผลักดันให้เกิดการพัฒนาศักยภาพในการติดตามและประเมินความเสี่ยง ซึ่งอาจต้องทบทวนกฎระเบียบด้านการควบคุมแลกเปลี่ยนเงิน และส่งเสริมให้ผู้ประกอบการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนมากขึ้น รวมถึงขับเคลื่อนให้สถาบันการเงินมีความสามารถในการกำกับดูแลความเสี่ยงด้านไอทีและภัยคุกคามในโลกไซเบอร์ที่ได้มาตรฐานสากล

Image copyright Wasawat Lukharang/BBC Thai
คำบรรยายภาพ ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในปีนี้ได้รับผลกระทบจากปัญหาภัยแล้งและราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ แต่คาดว่าปีหน้าจะปรับตัวดีขึ้น

ส่วนการพัฒนาระบบการเงินจะส่งเสริมให้เกิดการแข่งขันระหว่างผู้บริการทางการเงิน รวมถึงสนับสนุนการสร้างนวัตกรรมและบริการทางการเงินดิจิทัลที่ครบวงจร ขับเคลื่อนให้เกิดโครงสร้างพื้นฐานกลางที่สามารถใช้ร่วมกันได้ โดยสนับสนุนให้เกิดความเชื่อมโยงของระบบการเงินกับต่างประเทศอย่างมีประสิทธิภาพขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มประเทศกัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม (CLMV) ซึ่งมีศักยภาพการเติบโตที่สูงเมื่อเทียบกับประเทศสมาชิกอาเซียนอื่นๆ และการพัฒนาเทคโนโลยียังจะช่วยลดต้นทุนให้แก่ภาคธุรกิจและผู้ใช้บริการได้ด้วย

นายวิรไทยังประเมินด้วยว่าเศรษฐกิจปี 2560 มีโอกาสขยายตัวมากกว่าร้อยละ 3.2 ตามที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) คาดการณ์ไว้ และอาจมีโอกาสขยายตัวถึงร้อยละ 4-5 ในเวลาประมาณ 1-2 ปีข้างหน้าตามที่รัฐบาลตั้งเป้าไว้ โดยมีปัจจัยบวกเกื้อหนุน ได้แก่ กรณีที่เศรษฐกิจของสหรัฐฯ มีแนวโน้มจะขยายตัวดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ เนื่องจากนโยบายทางเศรษฐกิจของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนใหม่ ช่วยให้ตัวเลขทางเศรษฐกิจที่สำคัญในสหรัฐฯ เริ่มฟื้นตัวเรื่อยๆ และจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจไทยไปด้วย

ส่วนนโยบายการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ หากดำเนินงานได้เร็วกว่าคาดการณ์ไว้ จะส่งผลดีต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือจีดีพี และแม้ว่าปีนี้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์จะได้รับผลกระทบจากปัญหาภัยแล้งและราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ แต่คาดว่าปีหน้าราคาสินค้าโภคภัณฑ์จะปรับตัวดีขึ้น และเป็นแรงผลักดันให้จีดีพีเติบโตมากกว่าร้อยละ 3.2 อย่างไรก็ตาม การส่งออกของไทยและประเทศคู่ค้าอาจได้รับผล กระทบจากนโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ ในปีหน้าได้เช่นกัน ประกอบกับปีหน้าจะมีการเลือกตั้งในหลายประเทศสำคัญ รวมถึงกรณีที่สหราชอาณาจักรจะต้องดำเนินขั้นตอนซึ่งจะนำไปสู่การแยกตัวจากสหภาพยุโรป (Brexit) อาจส่งผลต่อการตัดสินใจของนักลงทุน