กลุ่มแฮกเกอร์เตือนผู้ใช้เฟซบุ๊กระวังถูกรัฐบาลจับตา

Image copyright Joe Raedle/Getty Images

กลุ่มแฮกเกอร์นิรนามเตือนผู้ใช้เฟซบุ๊กเพิ่มความระมัดระวังในการใช้งานเครือข่ายสังคมออนไลน์ หลังเฟซบุ๊กเผยว่ารัฐบาลทั่วโลกยื่นคำร้องขอข้อมูลผู้ใช้เฟซบุ๊กเพิ่มขึ้น 27% ช่วงหกเดือนแรกของปี 2559

กลุ่มแฮกเกอร์นิรนาม Anonymous ซึ่งประกาศตัวต่อต้านการปิดกั้นข้อมูลข่าวสารในโลกอินเตอร์เน็ต เผยแพร่รายงานการรวบรวมสถิติคำร้องของรัฐบาลทั่วโลกที่ยื่นขอข้อมูลเกี่ยวกับผู้ใช้เฟซบุ๊ก รวมถึงคำร้องให้ปิดกั้นหรือบล็อกข้อมูลผู้ใช้เฟซบุ๊ก ช่วงเดือน ม.ค.-มิ.ย.ที่ผ่านมา พบว่ารัฐบาลทั่วโลกยื่นคำร้องขอข้อมูลเกี่ยวกับผู้ใช้เฟซบุ๊ก 59,229 เรื่อง เพิ่มขึ้น 27% เมื่อเทียบกับคำร้อง 46,710 เรื่องในเดือน ก.ค.-ธ.ค.2558 บ่งชี้ว่ารัฐบาลทั่วโลกจับตามองผู้ใช้งานเฟซบุ๊กมากขึ้น

เนื้อหาในรายงานระบุด้วยว่า สหรัฐฯ เป็นประเทศที่รัฐบาลยื่นคำร้องขอข้อมูลผู้ใช้เฟซบุ๊กมากที่สุด 23,854 เรื่อง เกี่ยวข้องกับข้อมูลของผู้ใช้เฟซบุ๊ก 38,951 บัญชี โดยที่คำร้องกว่า 56% ระบุให้เฟซบุ๊กดำเนินการโดยไม่ต้องแจ้งเจ้าของบัญชีทราบ แต่เฟซบุ๊กยืนยันว่าคำร้องเกือบทั้งหมดเป็นการขอให้เก็บรักษาข้อมูลที่อาจเป็นหลักฐานเอาไว้เป็นเวลา 90 วัน ซึ่งเฟซบุ๊กจะไม่เปิดเผยข้อมูลใดๆ จนกว่าจะได้รับเอกสารตามกระบวนการทางกฎหมายอย่างเป็นทางการ

Image copyright @BlackPlans

ส่วนประเทศที่ยื่นคำร้องถึงเฟซบุ๊กมากเป็นอันดับ 2 และ 3 ของโลก ได้แก่ สหราชอาณาจักรและอินเดีย ขณะที่รัฐบาลไทยยื่นคำร้องต่อเฟซบุ๊ก 1 เรื่อง เพื่อขอข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับผู้ใช้เฟซบุ๊ก 3 บัญชี และมีคำร้องให้ปิดกั้นข้อมูลที่เข้าข่ายความผิดในคดีอาญา มาตรา 112 หรือคดีหมิ่นสถาบัน รวม 10 เรื่อง

กลุ่มแฮกเกอร์นิรนามยังระบุด้วยว่ากรณีที่ตำรวจไทยจับกุมผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นแฮกเกอร์เจาะระบบหรือโจมตีเว็บไซต์ของหน่วยงานราชการในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา รวม 9 คน อาจเกี่ยวพันกับการใช้เฟซบุ๊ก อีกทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ได้เปิดเผยสถานที่ควบคุมตัว จึงน่าวิตกกังวลเรื่องสวัสดิภาพของผู้ถูกจับกุมทั้งหมด

Image copyright LIONEL BONAVENTURE/AFP/Getty Images

ด้านนายสุณัย ผาสุข ที่ ปรึกษาประจำประเทศไทยขององค์การเพื่อสิทธิมนุษยชน "ฮิวแมนไรท์วอทช์" ระบุว่าหลังจากที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้าสู่อำนาจ ทหารกลายสภาพเป็นเจ้าพนักงานที่มีอำนาจทั้งตรวจค้น จับกุม และสอบสวน ซึ่งจะนำไปสู่การสั่งฟ้องดำเนินคดี แต่กระบวนการทั้งหมดนี้ไม่มีการตรวจสอบถ่วงดุลตามหลักการสากล จึงมีเรื่องที่คนจำนวนมากถูกจับกุมและสอบสวนโดยปิดลับ ไม่สามารถเข้าถึงทนายได้ กรณีล่าสุดคือคน 9 คนที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นแฮกเกอร์ แม้จะมีการนำตัวผู้ถูกกล่าวหาคนหนึ่งมาขึ้นศาล แต่ก็ไม่ทราบว่าอีก 8 คนที่เหลืออยู่ที่ไหน

ขณะที่นางอังคณา นีละไพจิตร กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ประธานอนุกรรมการด้านสิทธิพลเมืองและการเมือง เผยว่า ถ้าหากมีการจับกุมตัวประชาชนไปโดยไม่ได้บอกสถานที่ หรือควบคุมในสถานที่ลับ แม้แค่เพียงวันเดียวหรือไม่ถึงวัน ก็ถือว่าเขาตกอยู่ในนิยามของคำว่า "บังคับสูญหาย" หากว่ารัฐบาลมีความจริงใจ คงต้องจัดอบรมเจ้าหน้าที่รัฐทุกส่วนงานให้ได้เข้าใจว่าเจ้าหน้าที่จะต้องไม่ปกปิดที่อยู่หรือชะตากรรมของประชาชนที่ถูกควบคุมตัว

อย่างไรก็ตาม เว็บไซต์มติชนออนไลน์และคมชัดลึก รายงานอ้างอิงคำให้สัมภาษณ์ของพันตำรวจเอกกฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งระบุว่า เจ้าหน้าที่ทหารส่งตัวแฮกเกอร์รายแรกมาให้ตำรวจเมื่อวันที่ 26 ธ.ค. ส่วนผู้ต้องหาอีก 3 รายถูกส่งไปยังกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท. ) เมื่อวานนี้ (30 ธ.ค.) โดยมีการออกหมายจับและแจ้งข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 209 ฐานอั้งยี่ซ่องโจร และรวมถึงดำเนินคดีตามพระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ 2550 อีก 4 ข้อหา