ฮิวแมนไรท์วอทช์เผยวิกฤตสิทธิมนุษยชนไทยปี 59 ถลำลึกใต้เผด็จการ

สถานการณ์สิทธิมนุษยชน, ฮิวแมนไรท์วอทช์, คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ, แบรด อดัมส์, อังคณา นีละไพจิตร, กสม., HRW, Word Report 2017 Image copyright NICOLAS ASFOURI/AFP/Getty Images

องค์การระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชน ฮิวแมนไรท์วอทช์ (HRW) เผยแพร่รายงานสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนทั่วโลก หรือ World Report ครั้งที่ 27 ประจำปี 2017 (พ.ศ.2560) เมื่อวานนี้ (13 ม.ค.) โดยอ้างอิงผลสำรวจสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนในกว่า 90 ประเทศทั่วโลก รวมถึงไทย โดยระบุว่าวิกฤตด้านสิทธิมนุษยชนในไทยถลำลึกภายใต้เผด็จการมากยิ่งขึ้น

นายเคนเนธ รอธ ผู้อำนวยการใหญ่ของ HRW ประเมินภาพรวมด้านสิทธิมนุษยชนทั่วโลกว่า ลัทธิเผด็จการประชานิยมยุคใหม่ได้พยายามล้มล้างแนวคิดเรื่องการปกป้องสิทธิมนุษยชน และมองว่าสิทธิมนุษยชนขัดต่อเจตนารมณ์ของคนส่วนใหญ่ ขณะที่คนอีกเป็นจำนวนมากรู้สึกว่าตามไม่ทันระบบเศรษฐกิจโลก ทั้งยังวิตกกังวลว่าอาชญากรรมความรุนแรงจะเพิ่มขึ้น ส่วนภาคประชาสังคม สื่อมวลชน และองค์กรสาธารณะ มีบทบาทเพิ่มขึ้นในการตอกย้ำคุณค่าของสิทธิในด้านต่าง ๆ ตามหลักการประชาธิปไตย

ส่วนนายแบรด อดัมส์ ผู้อำนวยการ HRW ประจำภูมิภาคเอเชีย กล่าวถึงกรณีของประเทศไทยว่า วิกฤตด้านสิทธิมนุษยชนในไทยย่ำแย่ลงในปี 2559 เนื่องจากรัฐบาลทหารใช้อำนาจอย่างเข้มงวดขึ้น ทำให้ประเทศไทยถลำลึกภายใต้เผด็จการมากยิ่งขึ้น ขณะที่ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ไม่ได้พยายามนำพาประเทศคืนสู่ประชาธิปไตย แต่ลงโทษและปิดกั้นผู้วิพากษ์วิจารณ์หรือผู้เห็นต่างจากรัฐบาลเพิ่มมากขึ้น

Image copyright FABRICE COFFRINI/AFP/Getty Images
คำบรรยายภาพ เวทีการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชน หรือ UPR เป็นกลไกหนึ่งที่ประเทศสมาชิกสหประชาชาติใช้ในการยื่นข้อเสนอแนะในประเด็นสิทธิมนุษยชนด้านต่างๆ

รายงานของ HRW อ้างถึงคำสั่ง คสช.ที่ห้ามการชุมนุมทางการเมือง และระบุว่าการแสดงความคิดเห็นโดยทั่วไปอาจทำให้ถูกดำเนินคดีอาญาได้ ทั้งยังมีคำสั่งปิดกั้นการทำงานของสื่อมวลชน รวมถึงการจับกุมและควบคุมตัวพลเรือนนับร้อยคนในศาลทหาร แม้ว่า คสช.จะมีคำสั่งยกเลิกการนำตัวพลเรือนขึ้นศาลทหารเมื่อเดือน ก.ย.ปีที่แล้ว แต่ไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนดีขึ้นมากนัก เพราะพลเรือนมากกว่า 1,800 คนถูกดำเนินคดีก่อนที่จะมีคำสั่งดังกล่าว และพวกเขายังต้องเข้าสู่กระบวนการในศาลทหารเช่นเดิม

นอกจากนี้ กองทัพยังคงมีอำนาจในการจับกุม ควบคุมตัว และสอบสวนพลเรือนโดยไม่มีหลักประกันว่าจะไม่มีการล่วงเกินหรือละเมิดสิทธิมนุษยชนเกิดขึ้นในระหว่างดำเนินการ ทั้งยังมีการใช้กฎหมายอาญา มาตรา 112 ว่าด้วยการหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ เพื่อดำเนินคดีกับบุคคลจำนวนมาก และนับตั้งแต่เกิดการรัฐประหารในเดือน พ.ค.2557 เป็นต้นมา มีผู้ถูกดำเนินคดีด้วยมาตรา 112 อย่างน้อย 68 คน ส่วนใหญ่เกิดจากการเผยแพร่ข้อมูลหรือแสดงความคิดเห็นในสื่อออนไลน์ และการจับกุมเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างเห็นได้ชัดหลังพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเสด็จสวรรคต

รายงานของ HRW ระบุว่า จนถึงขณะนี้ รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ไม่มีความสนใจจะดำเนินคดีหรือสอบสวนเพิ่มเติมเรื่องการวิสามัญฆาตกรรมบุคคลกว่า 2,000 คนในสงครามยาเสพติดสมัยอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2545 และยังไม่มีผู้กำหนดนโยบาย ผู้บังคับบัญชา หรือนายทหารคนใดถูกลงโทษจากการใช้กำลังสลายการชุมนุมทางการเมืองเมื่อปี 2553 ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 90 ราย และบาดเจ็บอีกกว่า 2,000 คน อีกทั้งยังไม่มีเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงคนใดถูกดำเนินคดีทางอาญาจากการละเมิดสิทธิมนุษยชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งกลุ่มที่มีแนวคิดแบ่งแยกดินแดนยังคงใช้ความรุนแรงก่อเหตุโจมตีพลเรือนและละเมิดกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศอยู่เช่นเดิม

Image copyright Wasawat Lukharang/BBC Thai
คำบรรยายภาพ ปีที่ผ่านมา คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) มีมติว่าการใส่่กุญแจเท้าแก่นักศึกษาที่ถูกจับกุมเพราะแจกเอกสารรณรงค์เรื่องประชามติเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพบุคคล เพราะไม่ใช่การก่ออาชญากรรมร้ายแรง

นักสิทธิมนุษยชนจำนวนมากยังคงกังวลใจเรื่องการฆ่าและการบังคับให้บุคคลสูญหาย ส่วนเจ้าหน้าที่รัฐและบริษัทเอกชนจำนวนหนึ่งใช้กฎหมายว่าด้วยการกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์ฟ้องหมิ่นประมาทแก่นักต่อสู้ด้านสิทธิมนุษยชนที่เคยรายงานกรณีการละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเด็นต่าง ๆ ซึ่งนายแบรด อดัมส์ ผู้อำนวยการ HRW ประจำเอเชีย ระบุด้วยว่า พล.อ.ประยุทธ์ ให้คำสัญญาเพียงลอย ๆ ต่อที่ประชุมสหประชาชาติเรื่องสิทธิมนุษยชน จึงเรียกร้องให้มีการกดดันรัฐบาลทหารไทยให้ยุติการกดขี่ต่าง ๆ โดยย้ำว่ารัฐบาลไทยจะต้องเคารพในเสรีภาพขั้นพื้นฐาน และทำให้ประเทศไทยกลับคืนสู่การปกครองของพลเรือน

ด้านนางอังคณา นีละไพจิตร ประธานอนุกรรมการด้านสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เปิดเผยกับบีบีซีไทยว่า คำสั่ง คสช.ต่าง ๆ เปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่มีอำนาจในการใช้ดุลพินิจพิจารณาในประเด็นที่อาจกระทบต่อความมั่นคงของชาติ ส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากวิตกกังวลที่จะใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และที่ผ่านมา ประเทศสมาชิกสหประชาชาติอื่นๆ ได้ยื่นข้อเสนอแนะด้านสิทธิมนุษยชนต่อประเทศไทยในเวทีการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชน หรือ UPR เพื่อให้ประเทศไทยปฏิบัติตามและยกระดับด้านการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน แต่ในบางกรณีรัฐบาลไทยอาจยังไม่มีแนวทางชัดเจนว่าจะทำตามข้อเสนอ UPR อย่างไร

นางอังคณา ยืนยันว่าคณะอนุกรรมการด้านสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองได้พบปะหารือกับผู้แทนของรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง และได้เสนอให้รัฐบาลทบทวนประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องกับการสิทธิและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น แต่ขณะเดียวกันก็ยอมรับว่ารัฐบาลฟ้องร้องดำเนินคดีกับนักปกป้องสิทธิมนุษยชนมากขึ้น ไม่เฉพาะในจังหวัดชายแดนใต้ แต่รวมถึงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือด้วย

ที่ผ่านมา กสม. ได้จัดทำรายงานสรุปผลการทำงานของ กสม.ในปี 2558 แต่ยังไม่ได้รวบรวมรายงานในปี 2559 เพราะเป็นช่วงที่มีการปรับเปลี่ยนคณะกรรมการฯ จากชุดที่ 2 มาเป็นชุดที่ 3 ซึ่งปฏิบัติหน้าที่มาจนถึงปัจจุบัน