ถกเรื่อง "ทรัมป์" กับนักวิชาการและนักการเมือง ตอนที่ 1

ทรัมป์ Image copyright Getty Images

บีบีซีไทยรวบรวมความเห็นจากการจัดเสวนาทางเฟซบุ๊กเพจ โดยมี รศ.ดร. สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการอิสระ และ พิชัย นริพทะพันธุ์ คณะทำงานเศรษฐกิจ พรรคเพื่อไทย มาแลกเปลี่ยนความเห็น และ ศ. ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ อดีตผู้สมัครผู้ว่า กทม. เสนอความเห็นมาภายหลัง ต่อทิศทางนโยบายของประธานาธิบดีคนที่ 45 ของสหรัฐฯ

นโยบายการเมือง และ เศรษฐกิจของสหรัฐ ภายใต้การนำของทรัมป์ทีมีต่อโลก จะเป็นอย่างไร

รศ.ดร. สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ :นโยบายในด้านเศรษฐกิจของทรัมป์ที่มีต่อโลกก็คือ แนวนโยบายในการต่อต้านโลกาภิวัตน์เเละการเปิดเสรี เเละการรวมกลุ่ม ดังจะเห็นได้จากเเนว นโยบายที่จะมีการจัดเก็บภาษีนำเข้าที่มีต่อจีน ร้อยละ 45 เเละนโยบายในการที่จะเก็บภาษีชายเเดนกับเม็กซิโก เเละประเทศอื่นๆ นโยบายที่จะยกเลิก TPP เเละต้องการที่จะให้การเจรจาใหม่ในเรื่อง NAFTA กับประเทศเม็กซิโก เเคนาดา

Image copyright EPA

อย่างไรก็ตามผมเชื่อว่าในเชิงปฏิบัติ ทรัมป์คงไม่ดำเนินการตามที่พูด 100% เพราะนั้นย่อมหมายถึงการเปิดศึกสงครามการค้าในโลก เกมดังกล่าวจะเข้าสู่ทฤษฏี เกมลบ (negative-sum game) ซึ่งเป็นไปไม่ได้ดังตัวอย่างที่เห็นชัดในโลก จากประสบการณ์ของโลก หลังปี ค.ศ. 1929 ที่มีการกีดกันทางการค้า ที่ทำให้เกิดภาวะเศรษฐกิจต่ำทั่วโลก และทำให้ฮิตเลอร์ขึ้นมามีอำนาจ จนนำไปสู่สงครามโลกครั้งที่ 2

ทรัมป์ในฐานะว่าที่ประธานาธิบดี กับ ทรัมป์ในฐานะประธานาธิบดี จะมีความแตกต่างกันในประเด็นสำคัญก็คือ นโยบายในฐานะที่เป็นประธานาธิบดี จะมีความสุขุมเเละปฏิบัติได้ในความเป็นจริง และมีเหตุมีผลในระดับหนึ่ง ดังนั้นท่าที่ข่มขู่ของทรัมป์ในฐานะว่าที่ประธานาธิบดี ทรัมป์จึงเป็นกลยุทธ์ในการเจรจาต่อรองเพื่อสร้างเเรงกดดันเพื่อให้ประเทศจีน เม็กซิโก เเละประเทศอื่นๆ เพื่ออ่อนข้อในเเง่การค้าในระดับนึงเท่านั้น ผลลัพธ์ซึ่งผมเชื่อว่า แนวนโยบายของทรัมป์ ในที่สุดจะสร้างบรรยากาศการกีดกันทางการค้าในระดับนึง เเต่ไม่ถึงก่อให้เกิดสงครามทางการค้าโลก

ในเเง่ทางการเมือง ท่าทีของ ทรัมป์ ในฐานะว่าที่ประธานาธิบดี มีท่าทีเเละนโยบายที่ดูเหมือนจะเปลี่ยนเเปลงสถานภาพเดิมของโลกในยุคหลังสงครามเย็น ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการถ่วงดุลจีน เเละรัสเซีย โดยมีการสนับสนุน NATO เเละการถ่วงดุลรัสเซีย เเละนโยบายเป็นพันธมิตรใกล้ชิดกับญี่ปุ่น เกาหลี เเละอาเซียนเพื่อถ่วงดุลจีน

มีคนมองว่าทรัมป์กำลังใกล้ชิดกับรัสเซีย เเละเริ่มละทิ้ง NATO เเละลดบทบาทของอเมริกาในเอเซีย ผมเชื่อว่านโยบายทรัมป์ในทางปฏิบัติ ยังเป็นเเนวนโยบายซึ่งในบางประเด็น การจะยังคงถ่วงดุลอำนาจจีนเเละรัสเซียอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะไม่ฉะนั้นจะเปิดโอกาสให้ รัสเซียเเละจีน ขยาย เเสนยานุภาพจนกลายเป็นภัยคุกคามต่อสหรัฐในอนาคต การเป็นพันธมิตรกับ NATO ในการถ่วงดุลรัสเซียจะยังคงอยู่ เช่นเดียวกัน ความเป็นพันธมิตรอันเเนบเเน่นกับญี่ปุ่น เกาหลีใต้ เเละกับบางประเทศในอาเซียนยังจะต้องคงอยู่เพื่อถ่วงดุลจีน อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ อเมริกาภายใต้ ทรัมป์ อาจจะมีบรรยากาศของการข่มขู่ ไม่ว่ากับพันธมิตร NATO หรือ พันธมิตรในเอเชีย เช่นญี่ปุ่นเเละเกาหลีใต้ โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะกดดันให้ประเทศเหล่านี้ยอมเสียค่าใช้จ่าย เพื่อลดภาระทางการเงิน เเละทางทหารของอเมริกา

Image copyright Reuters

ลงในสาระลึก ทรัมป์ในฐานะประธานาธิบดีจึงยังคงจะยังคงรักษา สถานภาพเดิม อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยสรุป อาจจะกล่าวได้ว่า ภูมิรัฐศาสตร์ของโลก อาจจะถูกกระทบในแง่ของบรรยากาศของความตึงเครียดระหว่าง อเมริกา พันธมิตร NATO และ เอเชีย แต่ในเนื้อหาสาระจริงๆนั้น ความผูกพันธ์ระหว่าง อเมริกากับประเทศเหล่านี้ เพื่อการถ่วงดุลกับรัสเซียและจีน จะยังคงไม่เปลี่ยนแปลง

อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ระหว่าง US-Russia-China จะมีรูปแบบของ 3 C คือ Confrontation (ใน NATO และ ทะเลจีนใต้) Competition ( ในตะวันออกกลางและเอเชีย แอฟริกาและ ลาตินอเมริกา และ Cooperation ( ในด้านการปราบปรามผู้ก่อการร้ายและในด้านการค้าและการลงทุนระหว่างกัน)

พิชัย นริพทะพันธุ์ : ประธานาธิบดีทรัมป์คงทำอย่างที่พูดไม่ได้หมด และอาจจะไม่ถึงครึ่งด้วยซ้ำ ความสัมพันธ์กับรัสเซียน่าจะดีขึ้น ในขณะเดียวกันความสัมพันธ์กับจีนน่าจะต้องเจรจากันอีกนาน แต่สหรัฐกับจีนก็คงตัดกันไม่ขาดเพราะมีความสัมพันธ์และประโยชน์ร่วมกันในหลายด้าน กับนาโต้และยุโรปความสัมพันธ์น่าจะปกตินะครับ เพราะเป็น alliance กันมานาน ไม่น่าจะมีอะไรเปลี่ยนแปลง

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน กล่าวที่การประชุมเวทีเศรษฐกิจโลก (WEF) ที่เมืองดาวอสของสวิตเซอร์แลนด์ว่า เมื่อชาติต่าง ๆ ทำสงครามการค้ากัน จะไม่มีผู้ใดเป็นผู้ชนะ

ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ :นโยบายการปกป้องการค้า ทำให้เสรีทางการค้าของโลกลดน้อยลง สวัสดิภาพของประชากรโลกเบาลง ซึ่งแน่นอนว่ากระทบต่อเรื่องสิทธิแรงงานและสิ่งแวดล้อมอย่างแน่นอน

การต่อต้านเศรษฐกิจการค้าโลกแบบเสรีของทรัมป์ จะส่งผลกระทบระยะยาวต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศกำลังพัฒนา ที่จะอาศัยตลาดสหรัฐฯ มาช่วยยกระดับการผลิตทางอุตสาหกรรมให้สูงขึ้น ตลาดสหรัฐฯ และประเทศตะวันตกอื่นๆ เป็นตลาดสำคัญในการรองรับสินค้าอุตสาหกรรมของประเทศกำลังพัฒนา เพราะเป็นเรื่องยากที่สหรัฐฯ จะหวนกลับมาฟื้นฟูอุตสาหกรรมที่อาศัยแรงงานฝีมือต่ำหรือระดับกลาง เนื่องจากคุณภาพทรัพยากรมนุษย์ของประเทศเหล่านี้ได้ก้าวพ้นจากจุดนี้ไปแล้ว

Image copyright Getty Images

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังไม่สนใจเรื่องภาวะโลกร้อน และสนับสนุนให้มีการขุดเจาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้น รวมทั้งนำถ่านหินกลับมาใช้เป็นพลังงาน อันเห็นได้จากสต็อกน้ำมันดิบของสหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้น และราคาน้ำมันปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งถ้าหากสหรัฐใช้นโยบายปกป้องการค้า ก็จะทำให้ประเทศอื่นๆ ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น