ถกเรื่อง "ทรัมป์" กับนักวิชาการและนักการเมือง ตอนที่ 2 สัมพันธ์สหรัฐฯ-อาเซียน

ธงชาติประเทศสมาชิกอาเซียน Image copyright EPA

บีบีซีไทยรวบรวมความเห็นจากการจัดเสวนาทางเฟซบุ๊กเพจ โดยมี รศ.ดร. สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการอิสระ และ พิชัย นริพทะพันธุ์ คณะทำงานเศรษฐกิจ พรรคเพื่อไทย มาแลกเปลี่ยนความเห็น และ ศ. ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ อดีตผู้สมัครผู้ว่า กทม. เสนอความเห็นมาภายหลัง ต่อทิศทางนโยบายของประธานาธิบดีคนที่ 45 ของสหรัฐฯ

สัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับอาเซียน

รศ.ดร. สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ :ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และ อาเซียนนั้น อาจจะไม่ได้เปลี่ยนแปลงในสาระสำคัญ เมื่อเปรียบเทียบกับแนวนโยบายของสหรัฐฯ ที่ดำเนินการมาต่อเนื่องในยุคสงครามเย็น กล่าวคือ สหรัฐฯ นั้นยังจะคงความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับอาเซียนและบางประเทศเป็นพิเศษเพื่อถ่วงดุลจีน โดยเฉพาะภายใต้บริบทของการขยายแสนยานุภาพของจีนในทะเลจีนใต้ ดังจะเห็นในนโยบายของจีนที่เรียกว่า Nine dash zone

Image copyright Getty Images

ในด้านเศรษฐกิจ ทรัมป์ยังคงจะต้องขยายการค้าและการลงทุนมาสู่อาเซียน โดยมองว่าอาเซียนอยู่ในยุคและเป็นกลไกของโลกยุค เอเชียแปซิฟิก ผมเชื่อว่าแม้ว่าทรัมป์จะปฏิเสธ TPP ซึ่งว่ากันไปแล้วจะเป็นผลประโยชน์โดยรวมต่อสหรัฐฯ มากกว่า แต่อย่างไรก็ตามทรัมป์คงไม่กล้ากลืนน้ำลายตัวเองเพราะได้หาเสียงเอาใจฐานเสียงของตัวเอง ที่เป็นกลุ่มคนที่ต่อต้านโลกาภิวัตน์ และการรวมกลุ่มดังนั้นความเป็นไปได้ในอนาคตก็คือ ทรัมป์อาจจะเจรจาทำข้อตกลงเขตการค้าเสรี ในรูปแบบทวิภาคี หรือ กับกลุ่มประเทศอาเซียน เพื่อทดแทน TPP หรือ อาจจะใช้ฐานของ APEC ซึ่งขณะนี้จีนกำลังเป็นหัวหอกในการพัฒนา APEC ไปสู่การค้าเสรี เอเชียแปซิฟิก

การประชุมสุดยอดระหว่างอาเซียนกับสหรัฐอเมริกา จะยังคงอยู่ต่อไป เเละการประชุมสุดยอดในกรอบของ EAS ซึ่งมี 18 ประเทศ ซึ่งมี America เเละ ASEAN อยู่ในนั้น ก็จะยังคงอยู่ต่อไปเพราะผลประโยชน์เเห่งชาติของอเมริกา ซึ่งก็คือการเข้ามามีบทบาทกับอาเซียน ทั้งด้านความมั่นคงเเละการค้า จะปล่อยให้จีนได้ประโยชน์ฝ่ายเดียวทั้งด้านการเมืองเเละการค้าย่อมเป็นไปไม่ได้

พิชัย นริพทะพันธุ์ :ความสัมพันธ์กับอาเซียนน่าจะเป็นปกติ และเชื่อว่า bureaucrats ของสหรัฐฯ จะเป็นคนจัดการเรื่องนี้ ซึ่งก็คงจะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงมากครับ การประชุม US Asean summit ก็น่าจะมีตามปกติ อย่างไรสหรัฐฯ ก็ต้องรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับ Asean เพื่อถ่วงดุลอำนาจกับจีน

Image copyright AFP

ศ. ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ : ถ้าสิ่งใดที่เคยทำมาแล้ว ก็คงจะสานต่อไป เพราะผมคิดว่า โอกาสในการล้มทิ้งไปเลย ดูไม่ค่อยสมเหตุสมผล ประกอบกับ ถ้าหากสหรัฐฯ มองเห็นประโยชน์ที่จะได้รับจาก ASEAN สหรัฐฯ ก็จะยังคงสานต่อ US - ASEAN Summit

ในประเด็นความสัมพันธ์อาเซียน เชิงเปรียบเทียบระหว่างสมัยโอบามาและทรัมป์ กล่าวได้ว่า ในสมัยโอบามา สหรัฐฯ ให้น้ำหนักและความสำคัญกับทางเอเชียและอาเซียนมากกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับท่าทีและนโยบายต่างประเทศของทรัมป์ อันสังเกตได้จาก นโยบายปักหมุดเอเชีย รวมถึง ประธานาธิบดีโอบาม่าเคยอาศัยอยู่ในประเทศอินโดนีเซีย จึงอาจทำให้เกิดความใส่ใจในประเทศแถบนี้

แต่อย่างไรก็ดี Trump จะไม่ใส่ใจหรือให้ความสำคัญกับอาเซียนเลยก็คงไม่ได้ เพราะจะทำให้จีนมีอำนาจ อิทธิพลต่ออาเซียนมากขึ้นและมากเกินไป และจะทำสิ่งใดๆ ได้ง่ายขึ้นเช่นกัน จนอาจนำสหรัฐฯ ไปสู่ความเพลี่ยงพล้ำทางอำนาจและความมั่นคงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งผมมองว่า สหรัฐฯ ก็คงไม่ยอมให้ไปถึงจุดนั้นอย่างแน่นอนดังนั้น ความเป็นไปได้ในการสานต่อ US - ASEAN Summitบางระดับ จึงมีมากกว่าการไม่สานสัมพันธ์เสียเลย

สัมพันธ์กับเมียนมา

พิชัย นริพทะพันธุ์ :เชื่อว่าน่าจะทำต่อครับ อย่างไรสหรัฐฯ ก็ยังต้องเป็นผู้นำในระบอบประชาธิปไตย ดังนั้น แนวทางประชาธิปไตยของเมียนมาน่าจะดำเนินต่อไป อีกทั้งเศรษฐกิจของเมียนมาก็ดีขึ้นเรื่อยๆ จากการเปลี่ยนแปลงนี้ และสหรัฐฯ ก็จะได้ประโยชน์จากการพัฒนาของเมียนมาด้วย ที่น่าห่วงคือแนวทางประชาธิปไตยของไทยที่สวนทางกับแนวทางของเมียนมา ซึ่งสร้างปัญหาให้กับเศรษฐกิจของไทยที่ขยายตัวต่ำสวนทางกับเศรษฐกิจเมียนมาเช่นกัน

Image copyright EPA

รศ.ดร. สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ : ทรัมป์ ซึ่งโดยภูมิหลังมาจากนักธุรกิจ และบุคลิกภาพ จะไม่เน้นในเรื่องการเคารพสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย แต่จะเน้นในด้านการส่งเสริมด้านการค้าและลงทุน อย่างไรก็ตาม ในการสวมหมวกเป็นประธานาธิบดี สหรัฐฯ นายทรัมป์ก็คงจะไม่ละทิ้งค่านิยมและจิตวิญญาณนของประเทศผู้นำด้านประชาธิปไตย และเสรีนิยมทางเศรษฐกิจ ดังนั้น ประธานาธิบดีทรัมป์ จะมีการเลือก หรือตอกย้ำในด้านประชาธิปไตยและการเคารพสิทธิมนุษยชนบ้าง ในกรณีที่มีประโยชน์ต่อ สหรัฐฯ นโยบายของสหรัฐฯ จะอยู่ในกรอบข้างต้น

ศ. ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ : ตั้งแต่เมียนมาเปลี่ยนการปกครองจากระบอบทหารเป็นระบอบประชาธิปไตย สหรัฐฯ ก็กลายเป็นพันธมิตรสำคัญของเมียนมา จนความสัมพันธ์กับจีนนั้นแผ่วลงไปในช่วงหนึ่ง ซึ่งก่อนหน้านี้จีนเป็นประเทศที่ยังสานสัมพันธ์กับเมียนมา แม้ในเวลาที่เมียนมาจะถูกคว่ำบาตรจากประชาคมโลก เนื่องจากปกครองด้วยระบอบเผด็จการทหารทำให้ตอนนี้ จีนกลับมามีบทบาทต่อเมียนมามากขึ้น

Image copyright AFP

เมื่อ อองซาน ซูจี ชนะการเลือกตั้ง และเนื่องจากอองซาน ซูจีไม่ใช่ฝ่ายทหาร จึงพยายามสร้างความร่วมมือและการปรองดองกับทุกฝ่าย รวมถึงพยายามถ่วงดุลอำนาจไปทางฝั่งตะวันตกด้วย ซูจี พึ่งและหวังฝั่งตะวันตก ด้วยการสร้างความใกล้ชิดกับตะวันตกมากขึ้น เพื่อให้พม่ามีโอกาสทางเศรษฐกิจ ลดการปิดล้อม แต่ทว่าก็ไม่สามารถเข้าใกล้ทางตะวันตกมากที่สุด ด้วยถูกกล่าวหาเรื่องโรฮิงญา ที่ไม่อาจแก้ไขปัญหาได้ โดยอาจเป็นเพราะเจอปัญหาบางอย่างโดยเฉพาะปัญหาภายในประเทศ ด้วยเหตุนี้ เมียนมาจึงหันกลับมาสานสัมพันธ์ ระมัดระวัง และใส่ใจความสัมพันธ์กับจีนมากขึ้นบ้าง และถ้า Trump ยังมีท่าทีไม่สนใจเอเชีย อาเซียนจริงๆ พม่าก็อาจจะขยับไปใกล้จีนมากขึ้นอีก แต่จะมากแค่ไหนนั้น ขึ้นอยู่กับน้ำหนัก การให้ความสำคัญ และการดำเนินนโยบายระหว่างประเทศของสหรัฐฯ ด้วย

ปัญหาทะเลจีนใต้

พิชัย นริพทะพันธุ์ : ปัญหาทะเลจีนใต้น่าจะถูกนำมาขยายตัวให้เพิ่มขึ้น ทั้งนี้เพื่อลดทอนอิทธิพลของจีนในภูมิภาคนี้ ซึ่งปัญหานี้กระทบหลายประเทศในอาเซียนที่สร้าง conflict กันอยู่ครับ

Image copyright AMTI

รศ.ดร. สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ :ในส่วนของเรื่องทะเลจีนใต้ ผมว่า นโยบายของทรัมป์ในทะเลจีนใต้นั้นจะยังคงไม่เปลี่ยนแปลงไปจากสมัย บารัค โอบาม่า ในเนื้อหาสาระสำคัญ นั้นก็คือการปกป้องเสรีภาพในการเดินเรือ ซึ่งถูกกระทบจากแนวนโยบายการขยายแสนยานุภาพทางทะเลของจีน ไม่ว่าจะเป็นเรือง nine dash zone หรือการถมเกาะ เพื่อยึดเป็นเขต อธิปไตยของจีน ตลอดจนการขยายแสนยานุภาพทางอาวุธและกองเรือดำน้ำของจีน แนวนโยบายของ ทรัมป์ คงหนีไม่พ้นการถ่วงดุลจีน ในบริเวณดังกล่าว ดังนั้นการสร้างพันธมิตรกับอาเซียน และ ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ย่อมเป็นแนวนโยบายที่จำเป็น โดยเฉพาะกับ 4 ประเทศ ASEAN ( Vietnam Malaysia, Brunei, Philippines) ที่มีการเรียกร้อง สิทธิในหมู่เกาะต่างๆในทะเลจีนใต้เช่น Spratley และ Paracel

ศ. ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ : ข้อพิพาทหมู่เกาะทะเลจีนใต้เป็นปัญหาที่มีมาอย่างยาวนาน และเกี่ยวข้องกับหลายประเทศ ปัญหาจะยังไม่ได้รับถูกการแก้ไขอย่างจบสิ้น และจะยังอยู่ต่อไป เพราะแต่ละฝ่ายต่างมีข้ออ้างและเหตุผลของตนเอง ปัญหานี้จะยังคงค้างคา คือ กดไว้ไม่ให้ประทุรุนแรงมากกว่าเดิม

สำหรับกรณีที่ทรัมป์จะมีทีท่าทางทหารอย่างไรนั้น ผมมองว่าทรัมป์ จะไม่ยอมเสียเงินโดยไม่สร้างความคุ้มค่า แนวโน้มจึงเป็นการลดกำลังทางทหารและหาวิธีการใหม่ในการจัดการปัญหานี้ ที่ถูกค่าใช้จ่ายลง ซึ่งเป็นไปตามลักษณะของทรัมป์ (นักธุรกิจ) คือ จะปรับจุดยืนการแสดงออกไปเรื่อยๆ ตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้น โดยยึดผลประโยชน์แห่งชาติสหรัฐฯ เป็นหลัก ก็ต้องดูสถานการณ์ของปัญหานี้ต่อไป และปัญหานี้เป็นปัญหาหนึ่งในอีกหลายปัญหาที่เกิดขึ้นทรัมป์จึงจะไม่ได้โฟกัสมากนัก นอกเสียจากว่าจะสร้างผลกระทบเชิงลบต่อสหรัฐฯ อย่างมาก

ข่าวที่เกี่ยวข้อง