12 ปี แห่งความขัดแย้ง ไม่เคยแล้ง "กรรมการปรองดอง"

คนมาชุมนุมประท้วง Image copyright Getty Images

นับแต่เกิดวิกฤตการเมือง ตั้งแต่ปี 2548 ประเทศไทยผ่านการรัฐประหาร 2 ครั้ง การเปลี่ยนแปลงรัฐบาล 7 ครั้ง และ การชุมนุมประท้วงน้อยใหญ่นับครั้งไม่ถ้วน ทำให้มีผู้ได้รับผลกระทบ ทั้งบาดเจ็บและเสียชีวิตนับร้อย

รัฐบาลในอดีตพยายามสร้างความปรองดองมาแล้วหลายครั้ง ล่าสุดการใช้อำนาจพิเศษตามรัฐธรรมนูญห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2557 มาตรา 44 ออกคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 3/2560 เพื่อจัดตั้ง "คณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง" (ป.ย.ป.)" เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2560 โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. คือ ความพยายามครั้งใหม่ของฝ่ายบริหาร ในการเดินหน้าสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้น

Image copyright Reuters

แม้ตัว ป.ย.ป. จะประกอบด้วยคณะกรรมการที่ตั้งขึ้นมาทำภารกิจต่างๆ ถึง 4 คณะ แต่คณะที่ทุกฝ่ายจับตามากที่สุด คือ "คณะกรรมการเตรียมการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง" ซึ่ง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม เป็นผู้รับผิดชอบหลัก และมีการขีดเส้นไว้ว่า ภายใน 3 เดือน จะได้ข้อสรุปว่าใครต้องการอะไร และปัญหาอยู่ที่ไหน ก่อนจะเดินหน้าสร้างความปรองดองต่อไป

และแม้ พล.อ.ประยุทธ์ จะออกตัวไว้ก่อนว่า "ขอให้ช่วยกัน อย่าเอาปรองดองมาเป็นประเด็นตีว่าจะสำเร็จไหม เราต้องคาดหวังว่าจะสำเร็จ เพราะเรื่องปรองดองปฏิรูป ถ้าไม่สำเร็จแล้วจะทำอะไร ทุกคนต้องช่วยกันให้สำเร็จ"

แต่หากย้อนดูประวัติศาสตร์ความพยายามในการผลักดันสร้างความปรองดองที่ผ่านมาโดยเฉพาะในรอบ 12 ปีที่ผ่านมาก ก็พบว่า ยังไม่มีรัฐบาลชุดไหนเลยที่ประสบความสำเร็จ แม้พยายามนำหลากหลายรูปแบบมาสร้างความปรองดอง

Image copyright Getty Images

ล่าสุด พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม ในฐานะผู้รับผิดชอบงานคณะกรรมการเตรียมการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง ป.ย.ป ประกาศจะเชิญกลุ่มการเมืองทุกสีทุกฝ่ายมาพูดคุย พร้อมกับลงสัตยาบัน หรือเอ็มโอยู เพื่อสร้างความปรองดอง

จากบทเรียนในอดีต และความพยายามล่าสุด สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนดุสิต ได้เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ จากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,272 คน ระหว่างวันที่ 16-20 ม.ค. แม้ส่วนใหญ่เห็นว่าเป็นความริเริ่มที่ดี แต่จำนวนคนที่เชื่อว่าจะประสบความสำเร็จ (50.08%) และล้มเหลว (49.92%) ช่างก้ำกึ่งกันมาก

มาย้อนรำลึกถึง "ผลงาน" ของ ความพยายามในอดีต

คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) 2553

ภายหลังเหตุสลายการชุมนุมช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553 ที่ทำให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก รัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็ได้ตั้ง "คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.)" โดยเชิญนายคณิต ณ นคร อดีตอัยการสูงสุด มาเป็นประธาน ภารกิจหลักของ คอป. นอกจากตรวจสอบรากเหง้าของสาเหตุความขัดแย้งรวมถึงเหตุการณ์รุนแรง ยังรวมถึงจัดทำข้อเสนอในการสร้างความปรองดองในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม การทำงานของ คอป. ตลอดระยะเวลา 2 ปี (เดือนกรกฎาคม 2553 - 2555) กลับไม่ได้รับการยอมรับจากบางฝ่ายที่มองว่าตั้งขึ้นมาเพื่อฟอกความผิดให้กับฝ่ายบริหารขณะนั้น โดยเฉพาะการสรุปข้อเท็จจริงเหตุสลายการชุมนุมที่มีการระบุถึง "ชายชุดดำ" ว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ความรุนแรงหลายๆ เหตุการณ์ ทั้งนี้ คอป. ได้อ้างถึงข้อจำกัดในการเชิญผู้เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูล เนื่องจาก คอป. จัดตั้งโดยระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีเท่านั้น จึงทำได้เพียงขอความร่วมมือ ซึ่งก็ได้รับความร่วมมือจากผู้เกี่ยวข้องไม่มากนัก

และเมื่อพรรคประชาธิปัตย์พ่ายแพ้ให้แก่พรรคเพื่อไทย ในการเลือกตั้งทั่วไป เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2554 บทบาทของ คอป. ก็ยิ่งลดน้อยถอยลงกระทั่งไม่มีความสำคัญใดๆ ก่อนจะพ้นวาระไป ทิ้งไว้เพียงรายงานฉบับสมบูรณ์ที่มีความหนาถึง 276 หน้าเท่านั้น

คณะกรรมการประสานและติดตามผลการดำเนินงานตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (ปคอป.) 2554

หลังชนะการเลือกตั้งได้เพียง 3 เดือนเศษ รัฐบาลของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็ออกระเบียบสำนักนายกฯ จัดตั้ง "คณะกรรมการประสานและติดตามผลการดำเนินงานตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (ปคอป.)" ที่มีนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ์ รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน

แม้ภารกิจหลักของ ปคอป. คือการนำข้อเสนอของ คอป. ไปสานต่อให้เกิดผลเป็นรูปธรรม แต่ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า ปคอป.ได้ผลักดันเพียงบางข้อเสนอเท่านั้น โดยเฉพาะเรื่องการจ่ายเงินเยียวยาแก่ผู้ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมือง ระหว่างปี 2548-2553 โดยผู้เสียชีวิตจะได้รับเงินเยียวยาสูงสุดถึง 7.75 ล้านบาท และที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติงบกลางไว้ถึง 2,000 ล้านบาท เพื่อมาดำเนินการดังกล่าว

ผลจากการจ่ายเงินเยียวยาดังกล่าว ถูกฝ่ายค้านยื่นคำร้องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เข้ามาตรวจสอบ โดยอ้างว่าเป็นการดำเนินการที่ทำโดยไม่มีอำนาจเพราะไม่มีกฎหมายรองรับ ซึ่งที่ประชุม ป.ป.ช. ก็มีตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวน พร้อมกับแจ้งข้อกล่าวหากับ ครม.ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตรทั้งคณะ ไปเมื่อกลางปี 2558

Image copyright EPA

คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ (กมธ.ปรองดอง) 2554

ในขณะที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทย ใช้ ปคอป. เป็นกลไกในการสร้างความปรองดอง ฟากสภาผู้แทนราษฎรที่มี ส.ส.พรรคเพื่อไทยเป็นเสียงข้างมาก ก็มีการสร้างกลไกในการสร้างความปรองดอง โดยมีมติตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญขึ้นมาชุดหนึ่ง ให้ชื่อว่า "กมธ.วิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ" หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า กมธ.ปรองดอง

ความพิเศษของ กมธ.วิสามัญชุดนี้ คือมี พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ที่ทำรัฐประหารโค่นล้มรัฐบาลของนายทักษิณ ชินวัตร เมื่อปี 2549 มาเป็นประธาน และมีการมอบหมายให้สถาบันพระปกเกล้าจัดทำงานวิจัยเพื่อสร้างความปรองดองแห่งชาติขึ้นมา เพื่อประกอบการทำงาน

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.)

ทว่ารายงานของ กมธ.ปรองดอง ที่เผยแพร่ต่อสาธารณชนช่วงต้นปี 2555 ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก เพราะมีข้อเสนอที่ไม่เพียงให้นิรโทษกรรมคดีที่เกี่ยวเนื่องกับการชุมนุมทางการเมืองทั้งหมด ยังเสนอให้นิรโทษกรรมคดีที่ดำเนินการโดยคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ด้วย ซึ่งแน่นอนว่า หนึ่งในผู้จะได้รับผลโยชน์ก็คือ นายทักษิณ พี่ชายของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ นายกฯ ขณะนั้น

เสียงวิจารณ์อันรุนแรงทำให้ทางสถาบันพระปกเกล้า ยื่นเงื่อนไขต่อ กมธ.ปรองดอง ไม่ให้นำงานวิจัยไปใช้เพื่อจุดประสงค์ทางการเมืองที่ไม่เอื้อให้เกิดความปรองดอง อย่างไรก็ตาม กมธ.ปรองดอง ก็ยังนำเนื้อหาบางส่วนไปใช้ในการยกร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยความปรองดองแห่งชาติ พ.ศ. .... หรือ "พ.ร.บ.ปรองดอง" ซึ่งจะกลายเป็นหนึ่งในจุดเริ่มต้นวิกฤตการณ์ทางการเมืองครั้งล่าสุด ที่ทำให้ คสช.เข้ามายึดอำนาจในปี 2557

Image copyright Getty Images

ร่าง พ.ร.บ.ปรองดอง และร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม 2555-2556

หลังจาก กมธ.ปรองดอง นำโดย พล.อ.สนธิ ยื่นร่าง พ.ร.บ.ปรองดอง ให้นำเข้าสู่ที่ประชุมสภาฯ เพื่อพิจารณาออกมาบังคับใช้เป็นกฎหมาย กลางเดือนพฤษภาคม 2555 ก็มีผู้ยื่นร่าง พ.ร.บ. ที่มีเนื้อหาใกล้เคียงตามมา รวมทั้งสิ้น 7 ฉบับ (เป็น พ.ร.บ.ปรองดอง 4 ฉบับ และ พ.ร.บ.นิรโทษกรรม อีก 3 ฉบับ) ที่แม้ร่าง พ.ร.บ.แต่ละฉบับจะมีรายละเอียดแตกต่างกัน แต่หัวใจก็ยังเป็นการนิรโทษกรรม และส่วนใหญ่จะอ้างเหตุผลเรื่องการสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นในชาติ

แม้การชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจะสามารถชะลอการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ปรองดองในระยะแรกได้ แต่พอถึงเดือนสิงหาคมปี 2556 ที่ประชุมสภาฯ ที่มี ส.ส.พรรคเพื่อไทยเป็นเสียงข้างมากก็หยิบร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ฉบับนายวรชัย เหมะ ซี่งมีดีกรีการนิรโทษกรรมอ่อนที่สุดในบรรดาทั้ง 7 ฉบับ คือให้นิรโทษกรรมเฉพาะผู้ชุมนุมเท่านั้น ไม่รวมถึงแกนนำ ตำรวจ ทหาร นักการเมือง โดยเฉพาะนายทักษิณ แต่ในการประชุม กมธ.วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ปรองดอง กลับมีการเปลี่ยนใจความสำคัญ นิรโทษกรรมให้กับทุกฝ่าย จนสื่อมวลชนเรียกว่าเป็นฉบับ "เหมาเข่ง-สุดซอย"

ผลคือมีผู้ไม่พอใจร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ฉบับเหมาเข่ง-สุดซอยนี้เป็นจำนวนมาก เริ่มจากแสดงออกในโลกออนไลน์ ต่อมาเมื่อพรรคประชาธิปัตย์จัดการชุมนุมต่อต้านก็มีผู้ออกมาร่วมชุมนุม กระทั่งมีการเปลี่ยนวัตถุประสงค์ไปเป็นขับไล่รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ในชื่อ "คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.)"

จนทำให้ประเทศต้องติดล็อก แม้สภาฯ จะลงมติคว่ำร่าง พ.ร.บ.ปรองดองและ พ.ร.บ.นิรโทษกรรมทุกฉบับ กระทั่ง น.ส.ยิ่งลักษณ์ประกาศยุบสภา ก็ไม่อาจยุติวิกฤตครั้งนี้ได้ ที่สุด คสช. ที่นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จึงเข้ายึดอำนาจการปกครอง ในวันที่ 22 พฤษภาคม 2557

Image copyright Getty Images

ความพยายามปรองดองในยุค คสช.

ตลอดช่วงเวลา 2 ปีครึ่งของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ มีความพยายามในการเสนอแนวทางการสร้างความปรองดองขึ้นมาหลายครั้ง แต่แทบทุกครั้งหากไม่ได้รับการยอมรับจากคู่ขัดแย้ง ก็ถูกเบรกหรือคว่ำโดยผู้มีอำนาจเสียเอง

- คณะกรรมการศึกษาแนวทางสร้างความปรองดอง สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่มีนายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ เป็นประธาน ได้เสนอผลการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดอง 6 แนวทาง โดยกำหนดให้นิรโทษกรรมเฉพาะคดีที่ไม่เกี่ยวข้องกับคดีทุจริตหรือดคีเกี่ยวกับประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 แต่หลังส่งรายงานให้กับรัฐบาลก็เงียบหาย

- กมธ.ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ที่มีนายเสรี สุวรรณภานนท์ เป็นประธาน มีข้อเสนอแนวทางปรองดองต่อรัฐบาล 2 ระดับ แต่ข้อเสนอถูกคัดค้านจากฝ่ายการเมือง เพราะกำหนดเงื่อนไขรอการลงโทษว่าจะต้องรับผิดในชั้นศาล พร้อมวางกลไกไม่ให้กลับไปทำผิดซ้ำที่เข้มงวดมาก

- กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่มีนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ได้กำหนดให้มีกลไกพิเศษชื่อ "คณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ (คปป.)" ไว้ในร่างรัฐธรรมนูญฯ เพื่อให้ปฏิรูปประเทศต่อเนื่อง ระงับความขัดแย้งระหว่างคนในชาติ รวมถึงสร้างความปรองดอง แต่ท้ายที่สุดก็ถูกที่ประชุม สปช. ลงมติคว่ำ

- ศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (ศปป.กอ.รมน.) แม้จะลงพื้นที่ทั่วประเทศ เพื่อชี้แจงทำความเข้าใจ 80,944 ครั้ง ทำกิจกรรมสร้างบรรยากาศปรองดอง 91,977 หมื่นครั้ง รวมไปถึงแก้ปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่ 7,927ครั้ง แต่ผลที่ออกมาก็ยังไม่เป็นรูปธรรม

Image copyright Getty Images

หากพิจารณาจากความล้มเหลวของความพยายามในการสร้างความปรองดองในช่วงที่ผ่านมา ปมปัญหาหลักจะอยู่ที่ "การยอมรับ" จากคู่ขัดแย้งแต่ละฝ่าย รวมถึงประเด็นเรื่อง "การนิรโทษกรรม"

ความพยายามสร้างความปรองดองครั้งล่าสุดของ คสช. ด้วยกลไกอย่าง ป.ย.ป. จึงน่าสนใจว่ามีโอกาสจะประสบความสำเร็จมากน้อยแค่ไหน เพราะตัว พล.อ.ประยุทธ์ก็ให้นโยบายกับ พล.อ.ประวิตร ว่าไม่ให้ไปเป็นคู่ขัดแย้ง และทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนให้ได้

"ส่วนเรื่องการนิรโทษกรรมนั้นจะไม่เอามาพูดก่อน เพราะพูดไปก็มีแต่จะทะเลาะกัน" พล.อ.ประยุทธ์ระบุ

Image copyright AFP
คำบรรยายภาพ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง และ รมว.กลาโหม

รู้จัก "พี่ใหญ่" ผู้กุมภารกิจปรองดอง

"บิ๊กป้อม" พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง และ รมว.กลาโหม มักได้รับมอบหมายภารกิจสำคัญจาก "บิ๊กตู่" พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ อยู่เสมอ แต่ภารกิจล่าสุด น่าจะหนักหนาที่สุดสำหรับบุรุษที่ได้ชื่อว่าเป็น "พี่ใหญ่แห่งบูรพาพยัคฆ์" ผู้เติบโตขึ้นมาในกรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ หรือ ร.21 รอ. เช่นเดียวกับ พล.อ.ประยุทธ์ และ "บิ๊กป๊อก" พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย นั่นก็คือ ภารกิจในการสร้างความปรองดอง

สำหรับ พล.อ.ประวิตร เกิดเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2488 ปัจจุบันอายุ 71 ปีเศษ เติบโตตามสายบังคับบัญชาทหารกระทั่งได้เป็น ผบ.ทบ. ในสมัยรัฐบาลพรรคไทยรักไทยของนายทักษิณ เมื่อปี 2547 ก่อนจะเข้าสู่การเมืองอย่างเต็มตัว เมื่อรับตำแหน่ง รมว.กลาโหม ในสมัยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ของนายอภิสิทธิ์ ระหว่างปี 2551-2554

แม้หลายฝ่ายเชื่อว่า พล.อ.ประวิตร เป็นผู้ที่เหมาะสมกับภารกิจดังกล่าว เนื่องจากเป็นทหารที่ไม่เพียงมากบารมีในกองทัพ ยังมากคอนเน็กชั่นทางการเมือง ทำให้น่าจะประสานงานกับคู่ขัดแย้งฝ่ายต่างๆ ได้ไม่ยาก

พล.อ.ประวิตร กล่าวถึงงานของ ป.ย.ป. ในการสร้างความสามัคคีปรองดอง ว่า "เราจะไม่พูดถึงอดีต ไม่พูดเรื่องนิรโทษกรรมและอภัยโทษ" ทั้งนี้ เบื้องต้นได้ตั้งคณะทำงานที่มี พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล ปลัดกระทรวงกลาโหม เป็นประธาน เพื่อกำหนดหัวข้อว่าจะเชิญพรรคการเมืองต่างๆ มาพูดคุยอะไรบ้าง เพื่อให้พรรคการเมืองอยู่ร่วมกันอย่างสันติ

"จากนั้นนำมาสรุปแต่ละหัวข้อ แล้วเชิญทุกพรรคมาดูข้อเสนอ และให้ลงความเห็นว่าจะเลือก หรือไม่เลือกข้อใด ซึ่งทุกพรรคจะต้องลงสัตยาบันร่วมกันว่าจะใช้กฎเกณฑ์ที่กำหนดเพื่อให้ประเทศชาติเจริญต่อไป" พล.อ.ประวิตรระบุ

ทั้งนี้ ตัวพล.อ. ประวิตร ได้ขอเวลาจาก พล.อ. ประยุทธ ว่าจะทำงานให้ได้ข้อยุติเบื้องต้น ภายในเวลาไม่เกิน 3 เดือน

ภารกิจที่นักการเมืองใช้เวลาทำเป็นสิบปีไม่สำเร็จ บิ๊กทหารรายนี้จะสามารถทำสำเร็จหรือไม่ น่าจับตาเป็นอย่างยิ่ง

ข่าวที่เกี่ยวข้อง