ศาลขอนแก่น อนุมัติฝากขัง “ไผ่ ดาวดิน” ผัดที่หก อีก 10 วัน

ไผ่ ดาวดิน Image copyright WASAWAT LUKHARANG / BBC THAI

ศาลขอนแก่นอนุมัติฝากขัง "ไผ่ ดาวดิน" เป็นผัดที่หก อีก 10 วัน หลังตำรวจอ้างมีหลักฐานใหม่ต้องตรวจสอบ แอมเนสตี้ฯ ติงการตรวจทวารหนักต้องไม่ใช้เพื่อคุกคามสิทธิ

วันนี้ (1 ก.พ. 2560) ศาล จ.ขอนแก่น ได้พิจารณาคำร้องของตำรวจ สภ.เมืองขอนแก่น เพื่อฝากขังนายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือ "ไผ่ ดาวดิน" นักศึกษาคณะนิติศาสตร์ ม.ขอนแก่น ซึ่งถูกควบคุมตัวด้วยข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และละเมิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ จากการแชร์บทความพระราชประวัติสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 ของบีบีซีไทย เมื่อวันที่ 2 ธ.ค. 2559 ไว้บนเฟซบุ๊กส่วนตัว ต่อเป็นผัดที่หก ระหว่างวันที่ 2 - 13 ก.พ. 2560 หลังจากที่นายจตุภัทร์ถูกฝากขังมาเป็นเวลา 41 วันแล้ว

เว็บไซต์หนังสือพิมพ์มติชนรายงานว่า สาเหตุที่ทางตำรวจ สภ.เมืองขอนแก่น ขอฝากขังต่อ "เนื่องจากมีหลักฐานสำคัญใหม่ เป็นแผ่นซีดีภาพเคลื่อนไหว จึงต้องส่งวัตถุพยานไปตรวจพิสูจน์ยังกองพิสูจน์หลักฐานกลาง และอยู่ระหว่างการเสนอสำนวนการสอบสวนไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อพิจารณาและมีความเห็นทางคดี ตามมติที่ประชุมคณะกรรมการพิจารณากลั่นกรองคดีหมิ่นเบื้องสูงของกองบัญชาการตำรวจภูธร ภาค 4"

ทั้งนี้ ศาล จ.ขอนแก่น ได้อนุญาตให้ฝากขังนายจตุภัทร์เป็นเวลา 10 วัน คือระหว่างวันที่ 2 - 11 ก.พ. 2560 เพื่อรอให้พนักงานสอบสวนส่งสำนวนพร้อมความเห็นไปยังอัยการ จ.ขอนแก่น เพื่อพิจารณาสั่งฟ้องต่อไป

สำหรับการพิจารณาคำร้องของฝากขังนายจตุภัทร์ต่อครั้งนี้ ศาล จ.ขอนแก่นได้มีคำสั่งให้พิจารณาเป็นการลับ ทำให้นางพริ้ม บุญภัทรรักษา มารดาของนายจตุภัทร์ ลุกขึ้นร้องขอความเป็นธรรมพร้อมกับวิ่งเข้าชนกำแพงห้องพิจารณาคดี โดยประชาชนที่เดินทางมาให้กำลังนายจตุภัทร์ได้ช่วยกันปฐมพยาบาลเบื้องต้น

นายจตุภัทร์ถูกจับกุม เมื่อวันที่ 3 ธ.ค. 2559 หลังจากแชร์บทความดังกล่าวของบีบีซีไทย ก่อนที่ศาล จ.ขอนแก่น จะให้ประกันตัวในวันรุ่งขึ้น ตีหลักทรัพย์ไว้ที่ 400,000 บาท เนื่องจากไม่มีพฤติการณ์หลบหนี แต่ต่อมาศาล จ.ขอนแก่นก็ได้มีคำสั่งเพิกถอนการประกันตัว ในวันที่ 22 ธ.ค. 2559 โดยอ้างว่านายจตุภัทร์ไม่ยอมลบบทความดังกล่าว และแสดงท่าทีเย้ยหยันอำนาจรัฐ

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 31 ม.ค. 2560 ที่ผ่านมา แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ปล่อยตัวและยกเลิกข้อกล่าวหาต่อนายจตุภัทร์ ซึ่งอาจทำให้ได้รับโทษจำคุกสูงสุดถึง 15 ปี นอกจากนี้นายจตุภัทร์ยังได้ให้ข้อความด้วยว่า ทุกครั้งที่เขาถูกนำตัวกลับไปยังทัณฑสถานบำบัดพิเศษขอนแก่น เขาจะถูกตรวจค้นภายในซึ่งรวมถึงการล้วงทวารหนัก ทั้งที่ตามหลักกฎหมายและมาตรฐานระหว่างประเทศแล้ว การตรวจค้นเช่นนี้อาจกระทำได้ในเฉพาะกรณีที่จำเป็นอย่างที่สุดเท่านั้น และต้องไม่ถูกใช้ในลักษณะที่คุกคามสิทธิส่วนบุคคล

ขณะที่เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง (คนส.) ก็ไปยื่นหนังสือถึงประธานศาลฎีกา ขอให้ปล่อยตัวนายจตุภัทร์ เพราะคำสั่งฝากขังดังกล่าวไม่มีข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงรองรับ