เพิ่มเติม: ตำรวจคุมตัวแกนนำต่อต้านโรงไฟฟ้าถ่านหิน-สอบประวัติผู้ชุมนุม 11 คน รวมเด็ก

เครือข่ายปกป้องอันดามันจากถ่านหิน, โรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหิน, กพร., ทำเนียบรัฐบาล, กพช. Image copyright Wasawat Lukharang/BBC Thai
คำบรรยายภาพ กลุ่มประชาชนผู้ต่อต้านโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินในจังหวัดภาคใต้ปักหลักที่ กพร.ตรงข้ามทำเนียบรัฐบาล ตั้งแต่เมื่อวาน (18 ก.พ.)

แกนนำผู้ชุมนุมคัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหิน 5 คนถูกตำรวจคุมตัวจากสำนักงาน กพร. ตรงข้ามกับทำเนียบรัฐบาล วันนี้ (18 ก.พ.) ขณะที่เครือข่ายภาคประชาชนในจังหวัดชายแดนใต้ร่วมประกาศยกระดับการเคลื่อนไหว หลัง กพช.อนุมัติให้สร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่เมื่อวาน ทั้งยังมีชาวบ้านอีก 11 คน เป็นเด็ก 1 คน ถูกนำตัวไปสอบปากคำที่กองบังคับการสายตรวจ 191 วิภาวดี

ตำรวจนครบาลควบคุมตัวแกนนำผู้ชุมนุมคัดค้านการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน 3 ราย ได้แก่ นายประสิทธิชัย หนูนวล ม.ล.รุ่งคุณ กิติยากร และนายอัครเดช ฉากจินดา ออกจากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (กพร.) ซึ่งอยู่ตรงข้ามทำเนียบรัฐบาล วันนี้ (18 ก.พ.) หลังกลุ่มผู้ชุมนุมปักหลักค้างคืนเพื่อคัดค้านมติของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ซึ่งมีมติอนุญาตให้ก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินใน จ.กระบี่ กำลังการผลิต 800 เมกะวัตต์ เมื่อวาน (17 ก.พ.)

ขณะที่ พล.ต.ต.สมพงษ์ ชิงดวง รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล นำกำลังเข้าเจรจากับผู้ชุมนุมช่วงเช้าที่ผ่านมา และโน้มน้าวให้ผู้ชุมนุมเคลื่อนไปยังสถานที่ที่ทางการจัดให้ คือ บริเวณพุทธมณฑล แต่ไม่เป็นผลสำเร็จ จึงได้มีการนำกำลังควบคุมตัวแกนนำทั้ง 3 คน โดยถ้อยแถลงของตำรวจนครบาลระบุว่าเจ้าหน้าที่ได้ให้เวลากลุ่มผู้ชุมนุมประมาณ 5 นาทีให้ปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที แต่ถ้าไม่ปฏิบัติตามจะต้องบังคับใช้กฎหมาย และยืนยันว่าจะไม่มีการทำร้ายประชาชน

Image copyright .
คำบรรยายภาพ แกนนำทั้งสามคนถูกตำรวจนำตัวไปจากพื้นที่ชุมนุมช่วงเช้าที่ผ่านมา แต่ยังไม่มีการเปิดเผยสถานที่ควบคุมตัว

ด้านนายสมบูรณ์ คำแหง หนึ่งในประชาชนผู้ร่วมชุมนุมคัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ เปิดเผยกับบีบีซีไทยว่าเจ้าหน้าที่ได้เข้าควบคุมตัวแกนนำ 3 คนเมื่อเวลา 9.30 น. ส่วนสถานการณ์ผู้ชุมนุมตั้งแต่เมื่อคืนที่ผ่านมา มีผู้พักค้างที่บริเวณหน้าสำนักงาน กพร.ประมาณ 200 คน แต่เมื่อมีเหตุควบคุมตัวแกนนำทำให้ผู้ชุมนุมถูกแยกเป็น 2 จุด คือบริเวณสะพานชมัยมรุเชษฐ์ และภายในสำนักงาน กพร. ซึ่งเจ้าหน้าที่ไม่อนุญาตให้มีการส่งเสบียงอาหารเข้าไปข้างใน และนายสมบูรณ์เรียกร้องว่า แกนนำทั้ง 3 คนที่ถูกควบคุมตัวไปต้องปลอดภัย เพราะเป็นการชุมนุมอย่างสงบ

ขณะที่ น.ส.สุภาภรณ์ มาลัยลอย ผู้จัดการมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLaw) ระบุว่าแกนนำผู้ชุมนุม รวม 5 คน ถูกคุมตัวไปยัง มทบ. 11 โดยแกนนำ 2 คนที่ถูกคุมตัวเพิ่มในภายหลัง ได้แก่ นายบรรจง นะแส และนายธัชพงศ์ แกดำ

นอกจากนี้ เมื่อเวลาประมาณ 16.45 น ชาวบ้านจากเครือข่ายปกป้องอันดามันจากถ่านหิน 11 คน เป็นเด็ก 1 คน ซึ่งปักหลักอยู่ที่ กพร. ถูกตำรวจคุมตัวไปยังกองบังคับการสายตรวจ 191 วิภาวดี เพื่อสอบประวัติเพิ่มเติม โดยเจ้าหน้าที่ระบุว่าเป็นการอาศัยอำนาจตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เรื่อง การรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงของชาติ เพื่อให้อำนาจเจ้าหน้าที่ทหารแทนกฎอัยการศึก และไม่อนุญาตให้ทนายความเข้ารับฟัง โดยระบุว่าเป็นเพียงการซักถาม ไม่ใช่การสอบสวน หากพบว่าไม่มีเป้าหมายทางการเมืองก็จะปล่อยตัวกลับ

น.ส.สุภาภรณ์ ระบุว่าเจ้าหน้าที่ใช้เวลาดำเนินการนานกว่า 2 ชั่วโมง และยังไม่ทราบว่าผู้ชุมนุมกลุ่มสุดท้ายจะได้รับการปล่อยตัวเมื่อใด

Image copyright Wasawat Lukharang/BBC Thai
คำบรรยายภาพ เกิดการเผชิญหน้ากันระหว่างผู้ชุมนุมและเจ้าหน้าที่ตำรวจครั้งหนึ่งแล้วเมื่อวานนี้ (17 ก.พ.) แต่ไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บ

ภายหลังมีการควบคุมตัวแกนนำ ภาคประชาสังคมหลายองค์กร ออกแถลงการณ์เรียกร้องปล่อยตัวแกนนำและผู้ชุมนุมทันที โดยรวมถึงสมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน มูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม มูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน ศูนย์พิทักษ์และฟื้นฟูสิทธิชุมชนท้องถิ่น และเครือข่ายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอีสาน ซึ่งเนื้อหาในแถลงการณ์ต่างเรียกร้องให้ปล่อยตัวแกนนำโดยไม่มีเงื่อนไข และขอให้เจ้าหน้าที่เคารพเสรีภาพในการชุมนุม เนื่องจากได้มีการแจ้งเรื่องจัดการชุมนุมสาธารณะแล้ว แต่เจ้าหน้าที่คัดค้าน และศาลแพ่งมีกำหนดนัดวินิจฉัยในวันที่ 20 ก.พ.

ด้านคณะกรรมการประสานองค์กรพัฒนาเอกชนหรือ กป.อพช. เรียกร้องให้ปล่อยตัวแกนนำโดยทันทีและไม่มีเงื่อนไข พร้อมทบทวนมติ อพช.เมื่อวันที่ 17 ก.พ. เรียกร้องรัฐบาลยกเลิกโครงการเกี่ยวกับถ่านหินทุกกรณี นอกจากนี้ เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสังคมและองค์กรชุมชนภาคใต้ ยังระบุถึงสิทธิในการชุมนุมโดยปราศจากอาวุธ และสิทธิในการปกป้องทรัพยากร พร้อมชี้ว่าการที่เจ้าหน้าที่ดำเนินการขัดขวางไม่ให้ผู้ชุมนุมใช้ห้องน้ำ และห้ามส่งอาหาร เป็นการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐาน จึงขอให้รัฐบาลอำนวยความสะดวกแก่ผู้ชุมนุม พร้อมทบทวนมติ อพช.และเปิดให้มีการมีสวนร่วมจากทุกภาคส่วน

Image copyright Wasawat Lukharang/BBC Thai

นอกจากนี้ เครือข่ายประชาชนในจังหวัดชายแดนใต้ ยังได้ออกแถลงการณ์เรื่องการยกระดับการเคลื่อนไหวตั้งแต่เมื่อวาน เพื่อต่อต้านมติ กพช.ที่อนุญาตให้สร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ โดยเครือข่ายระบุว่าโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน ทั้งที่ จ.กระบี่ หรือ จ.สงขลา เป็นนโยบายที่ไม่สอดคล้องกับกระแสการพัฒนาเพื่อสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน และไม่ใช่ความต้องการของประชาชน แต่เป็นนโยบายเพื่อการพัฒนาประเทศไปสู่อุตสาหกรรมหนักและอุตสาหกรมมลพิษ ทางเครือข่ายฯ จึงขอประกาศว่าจะเดินหน้าเคลื่อนไหวเพื่อคัดค้านนโยบายดังกล่าวต่อไป

ขณะที่ พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงข่าวว่า การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้พิจารณาอย่างรอบด้านแล้ว จนได้ข้อสรุปว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินมีความเหมาะสมมากที่สุดในแง่ของการลงทุน เมื่อเปรียบเทียบกับพลังงานอื่น ๆ เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ ลม ปาล์มน้ำมัน หรือก๊าซธรรมชาติเหลว พร้อมทั้งได้ดำเนินการตามหลักวิชาการทั้งการศึกษาคุณภาพอากาศและศึกษาข้อมูลด้านทะเลและชายฝั่ง การใช้น้ำและระบายน้ำอย่างละเอียด เพื่อให้มั่นใจว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินจะไม่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศทางทะเล การประกอบอาชีพประมง เกษตรกรรม และวิถีชุมชน

ส่วนนางอังคณา นีละไพจิตร กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ในฐานะประธานอนุกรรมการด้านสิทธิพลเมืองและการเมือง มีกำหนดจะลงพื้นที่เพื่อเฝ้าระวังและร่วมสังเกตการณ์การชุมชนกรณีคัดค้านการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินช่วงบ่ายวันนี้ด้วย