รายงาน : ทางเลือกอื่นในการผลิตไฟฟ้า นอกจาก “ถ่านหิน”

ธันยพร บัวทอง ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย เขียน

พงศ์พิพัฒน์ บัญชานนท์ ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย เรียบเรียง

เสาไฟฟ้า Image copyright Getty Images

แม้คำสั่งให้กลับไปทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) และการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) โครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ จ.กระบี่ ใหม่ ของนายกรัฐมนตรี จะถูกมองว่าเป็นการ "ถอย" แต่รัฐบาลชุดปัจจุบัน นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ก็ไม่ปฏิเสธพลังงานจาก "ถ่านหิน" ซึ่งหลายประเทศต่างทยอยเลิกใช้ไป ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลจากการหมดอายุการใช้งาน หรือไม่สร้างใหม่เพราะเห็นว่าแม้จะราคาถูก แต่ส่งผลกระทบต่อชุมชน รวมถึงสิ่งแวดล้อม

ในส่วนของไทยผู้มีอำนาจตัดสินใจยกเหตุผลเรื่องต้นทุนและความเชื่อมั่นว่าเทคโนโลยีใหม่ที่นำมาใช้จะลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนได้ออกไซด์ลงได้มากกว่าเทคโนโลยีเดิม แต่ถึงอย่างนั้นถ่านหินก็ยังคงเป็นเชื้อเพลิงฟอสซิลที่ก่อมลพิษสูงสุด

เหตุใดผู้มีอำนาจถึงไม่ยอมตัดทางเลือกนี้ในการผลิตกระแสไฟฟ้า และคำถามสำคัญก็คือ ประเทศไทยยังมี "ทางเลือกอื่น" นอกจากถ่านหินหรือไม่

กางแผน PDP2015 ที่มา "2 โรงไฟฟ้า" ในภาคใต้

เบื้องหลังโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน ทั้งที่ จ.กระบี่ กำลังผลิตไฟฟ้า 800 เมกะวัตต์ และที่ อ.เทพา จ.สงขลา กำลังผลิตไฟฟ้า 2,000 เมกะวัตต์ อยู่ใน "แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าประเทศไทย พ.ศ. 2558 - 2579" (Thailand Power Development Plan: PDP ฉบับปี 2015 หรือ PDP2015) ซึ่งเป็นแผนแม่บทในการจัดหาพลังงานไฟฟ้าในระยะยาว ที่จะมีการปรับปรุงแก้ไขอยู่เป็นระยะ และแก้ไขใหญ่ทุกๆ 5 ปี

PDP2015

แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าประเทศไทย 2558-2579

ปี 2579

คาดการณ์การใช้พลังงานไว้อย่างไร?

  • ความต้องการไฟฟ้าสูงสุดของวัน 49,655 เมกะวัตต์

  • ลดใช้ก๊าซธรรมชาติจาก 64% เป็น 30-40%

  • เพิ่มใช้ถ่านหินจาก 20% เป็น 25%

  • ต้องการไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 2.67%

Getty Images

เป็นที่มาของโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน 2 แห่งในภาคใต้ เพื่อตอบสนองความต้องการใช้ไฟฟ้าในพื้นที่ที่จะเพิ่มขึ้นถึง 65% จากปัจจุบันที่ 29,942 เมกะวัตต์

ฟังความสองข้าง พลังงานจาก "ถ่านหิน"

นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน ในฐานะโฆษกกระทรวงพลังงาน กล่าวผ่านรายการเดินหน้าประเทศไทยในวันเดียวกับที่มีการเข้าควบคุมตัวแกนนำผู้ชุมนุมคัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ จ.กระบี่ จากบริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาล (18 ก.พ. 2560) ถึงข้อดีของโรงไฟฟ้าถ่านหินว่า แม้ถ่านหินจะ "รูปชั่ว ตัวดำ" แต่ก็เป็นเชื้อเพลิงที่ต้นทุนต่ำ หาซื้อได้ทั่วโลก ราคาไม่ถูกผูกขาดเช่นน้ำมันหรือก๊าซธรรมชาติ โดยปัจจุบัน ทั่วโลกมีการใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตกระแสไฟฟ้าถึง 40% ส่วนสาเหตุบางประเทศเลิกใช้ถ่านหิน เพราะเป็นโรงไฟฟ้าเก่า อายุ 40-50 ปี เมื่อสร้างใหม่ แม้จำนวนอาจจะลดลง แต่ก็มีประสิทธิภาพดีขึ้น

Image copyright Getty Images

ด้านการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้ทำเอกสารเผยแพร่ข้อเท็จจริงความยาว 7 หน้ากระดาษ อธิบายถึงเหตุผลและประโยชน์ที่จะได้รับจากโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ จ.กระบี่ ซึ่งระบุว่า จะใช้ถ่านหินคุณภาพสูงนำเข้าจากต่างประเทศ และขนส่งด้วยระบบปิด นอกจากนี้จะใช้เทคโนโลยี Ultra Supercritical ซึ่งเป็นหม้อไอน้ำที่พัฒนาแล้วในเชิงพาณิชย์ที่ดีที่สุดในปัจจุบัน โดยจะช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไอออกไซด์ลง 20% ที่สำคัญยังนำเทคโนโลยี Activated Carbon Injection หรือ ACI มาเพิ่มประสิทธิภาพในการดักจับสารปรอทหลังการเผาไหม้อีกชั้นหนึ่ง

ในแผน PDP2015 รวมถึงคำให้สัมภาษณ์ของผู้เกี่ยวข้องไม่ว่าจะกระทรวงพลังงาน กฟผ. หรือรัฐบาล จึงจะได้ยินคำว่า "ถ่านหินสะอาด" เป็นหนึ่งในคีย์เวิร์ดสำคัญอยู่เสมอๆ

อย่างไรก็ตาม ทางกลุ่มกรีนพีซ ระบุว่า ถ่านหินที่จะนำมาใช้กับโรงไฟฟ้าที่กำลังจะสร้างที่ จ.กระบี่ คือ "บิทูมินัส" คำว่าถ่านหินสะอาดเป็นการโกหก เพราะโรงงานนี้จะปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกสู่บรรยากาศราว 4.1 ล้านตันต่อปี รวมถึงปล่อยสารปรอทที่เป็นโลหะหนักที่เป็นพิษสูงออกสู่บรรยากาศและปนเปื้อนแหล่งน้ำ

Image copyright Getty Images

ข้อดี - ข้อเสีย ทางเลือกอื่นๆ

เสียงคัดค้านถ่านหิน ดังขึ้นพร้อมๆ กันกับการเสนอทางเลือกอื่นในการผลิตไฟฟ้า

1. พลังงานหมุนเวียน

นายศุภกิจ นันทะวรการ นักวิจัยมูลนิธินโยบายสุขภาวะ ในฐานะอนุกรรมการศึกษาการใช้พลังงานทดแทนหรือพลังงานทางเลือก โรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.กระบี่ เปิดเผยกับบีบีซีไทยว่า คณะอนุกรรมการฯ เคยศึกษาและมีข้อสรุปเป็นทางการว่า จ.กระบี่ มีศักยภาพนำพลังงานหมุนเวียนผลิตกระแสไฟฟ้าได้ถึงราว 1,700 เมกะวัตต์ คิดเป็น 11 เท่าของความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดของ จ.กระบี่ในปัจจุบัน คือ 150 เมกะวัตต์ นั่นแปลว่า ไม่เพียงแค่ใช้เลี้ยงตัวเองยังสามารถส่งไปสนับสนุนจังหวัดอื่นๆ ในภาคใต้ได้ด้วย

"ในแผน PDP2015 (แผนพัฒนาพลังงาน) ได้กล่าวถึงเพิ่มไฟฟ้าที่มาจากพลังงานหมุนเวียนทุกปี แต่ปรากฎว่า พลังงานหมุนเวียนกลับไม่เติบโตขึ้น เพราะกระทรวงพลังงานให้น้ำหนักกับถ่านหินมากกว่า เห็นได้จากการรับซื้อไฟฟ้าที่มาจากพลังงานหมุนเวียนเพียง 40 เมกะวัตต์ ทั้งที่จริงๆ มีศักยภาพที่จะผลิตได้ถึง 100 เมกะวัตต์" นายศุภกิจกล่าว

Image copyright Getty Images

กฟผ. ได้เขียนโต้แย้งข้อเสนอนี้ไว้บนเว็บไซต์ ว่า พลังงานหมุนเวียนมีข้อจำกัดที่ไม่สามารถจ่ายไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะชีวมวล ลม หรือแสงอาทิตย์ หากต้องการใช้พลังงานหมุนเวียนก็ยังจำเป็นต้องมีโรงไฟฟ้าหลักเพื่อสร้างความต่อเนื่องในการจ่ายไฟฟ้า และปัจจุบันเทคโนโลยีที่สามารถกักเก็บพลังงานไฟฟ้าที่ผลิตจากพลังงานลมและแสงอาทิตย์ไว้ใช้ ยังมีราคาที่แพงมาก เมื่อเทียบกับการผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าหลัก

2.ก๊าซ LNG

แกนนำพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งมีฐานเสียงในภาคใต้ เสนอให้โรงไฟฟ้าภาคใต้ ใช้เชื้อเพลิงจากก๊าซธรรมชาติเหลว หรือก๊าซ LNG (Liquefied Natural Gas) และปาล์มน้ำมัน ด้วยเหตุผลว่า ปัจจุบัน ก๊าซ LNG มีราคาถูกลง มีแหล่งผลิตก๊าซธรรมชาติหลายแห่งทั่วโลก และต้นทุนก่อสร้างโรงไฟฟ้าต่ำกว่าถ่านหินประมาณ 50% รวมทั้งก่อสร้างได้เร็วกว่าถ่านหิน 40 เดือน

นายทวารัฐ กล่าวชี้แจงว่า แม้ก๊าซ LNG จะแหล่งผลิตที่หลากหลายและมีราคาถูกลง แต่การนำมาผลิตไฟฟ้ายังมีปัจจัยอื่นๆ อีกทั้งราคาก๊าซ LNG ในตลาดโลกผันผวนสูงทำให้ควบคุมต้นทุนได้ยาก ที่บอกว่าโรงไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิงจากก๊าซ LNG จะมีต้นทุนถูกกว่าเป็นเพียงการคำนวณในระยะสั้น ส่วนการใช้น้ำมันปาล์มจะใช้ต้นทุนเฉลี่ยแพงกว่าการผลิตไฟฟ้าโดยปกติถึงเกือบสองเท่า

Image copyright Getty Images

3. ทางเลือกอื่นๆ เช่น นิวเคลียร์

ปัจจุบันเชื้อเพลิงที่นำมาใช้สำหรับผลิตไฟฟ้าสำหรับประเทศไทย มีมาจาก 5 แหล่งด้วยกัน

ทั้งนี้ ในแผน PDP2015 ได้ระบุถึงไฟฟ้าที่มาจากนิวเคลียร์ว่า "จัดสรรไว้ปลายแผนตามเดิม" โดยจะให้มีการศึกษาเฉพาะด้านเทคนิค ความปลอดภัย สถานที่ตั้งของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ และส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ให้กับประชาชนเข้าใจต่อประเด็นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์อย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ได้กำหนดให้ในปี 2579 อาจเพิ่มสัดส่วนไฟฟ้าที่มาจากนิวเคลียร์ไว้ระหว่าง 0-5%

Image copyright Sean Gallup

เหตุที่ประเทศไทยยังไม่นำพลังงานนิวเคลียร์มาใช้ในระยะเวลาอันใกล้ แม้จะข้อดีทั้งต้นทุนถูก สะอาด และช่วยลดโลกร้อน ปรากฎอยู่ในแผน PDP2010 อ้างถึงเหตุการณ์แผ่นดินไหวและสึนามิที่ประเทศญี่ปุ่น ในปี 2554 ซึ่งทำให้เกิดการรั่วไหลของกัมมันตรังสีจากเตาปฏิกรณ์ของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะไดอิจิ ส่งผลต่อความเชื่อมั่นและการยอมรับต่อการพัฒนาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในไทย จนที่ประชุมคณะรัฐมนตรีต้องมีมติแก้ไขแผน PDP2010 เลื่อนการจ่ายไฟฟ้าจากนิวเคลียร์เข้าระบบ จากปี 2563 ไปเป็นปี 2566 (ขณะที่แผน PDP2015 ระบุว่า กว่าจะจ่ายไฟฟ้าจากนิวเคลียร์เข้าระบบก็ปี 2578)

แต่ก็ไม่มีอะไรมารับรองได้ว่า เมื่อถึงเวลาดังกล่าว คนไทยจะยอมรับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แล้วหรือไม่

ทั้งหมดคือทางเลือกในการผลิตไฟฟ้าด้วยเชื้อเพลิงประเภทอื่นๆ ในขณะที่ "ถ่านหิน" กลายเป็นหัวข้อถกเถียงว่ายังเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในการผลิตพลังงาน อย่างที่ภาครัฐกล่าวอ้างหรือไม่

ข่าวที่เกี่ยวข้อง