สนช.ชี้แจงกรณียูเอ็นแถลง "ผิดหวัง" ไทยตีกลับร่าง พ.ร.บ.บังคับสูญหาย

สนช., สภานิติบัญญัติแห่งชาติ, ร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการบังคับบุคคลให้สูญหาย, ไม่ผ่าน, สำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ, OHCHR, ราวีนา ซัมดาซานี Image copyright Richard Juilliart/AFP/Getty Images
คำบรรยายภาพ ตัวแทนรัฐบาลไทยกล่าวต่อที่ประชุมด้านสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติเมื่อปีที่แล้วว่าจะผ่านกฎหมายว่าด้วยการป้่องกันและปราบปรามการทรมานและการบังคับบุคคลให้สูญหาย

เลขาฯวิป สนช.แจงตีกลับร่าง พ.ร.บ.ป้องกันการทรมานและบังคับสูญหาย เพราะต้องรับฟังความเห็นรอบด้านก่อน

นายสมชาย แสวงการ เลขานุการคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (วิป สนช.) ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีไทย ถึงกรณีที่สำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) แสดงความผิดหวังที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ตีกลับร่าง พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการบังคับบุคคลให้สูญหาย ว่า ตามร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่จะมีผลบังคับใช้ในมาตรา77 ระบุว่า จะต้องมีการรับฟังความเห็นให้รอบด้านก่อนที่จะผลักดันกฎหมายออกมา

นายสมชาย กล่าวว่า ทางวิป สนช.จึงได้มอบหมายให้คณะกรรมการพิจารณาร่างกฎหมายที่เกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมนำเรื่องนี้ไปศึกษา ซึ่งพบว่าร่างกฎหมายที่เสนอโดยกระทรวงยุติธรรมฉบับนี้ยังไม่ผ่านการรับฟังความเห็นให้ครบถ้วน จึงเห็นว่าควรส่งกลับไปพิจารณาให้รอบคอบและรับฟังความเห็นจากฝ่ายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อให้สอดคล้องกับบริบทของสังคมไทย ทั้งจากมหาดไทย ตำรวจ ฝ่ายความมั่นคง ทหาร อัยการ เสียก่อน

อย่างไรก็ตาม บทบัญญัติเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้มีกฎหมายปกติ โดยเฉพาะ ประมวลกฎหมายอาญาในการดำเนินการได้อยู่แล้ว จึงไม่น่าจะมีปัญหาอะไรที่จะกระทบกับสิทธิมนุษยชน "เราไม่ขัดข้องที่จะมีกฎหมายลักษณะนี้ และเห็นชอบให้ร่วมเป็นภาคีอยู่แล้ว แต่ร่างกฎหมายที่บังคับว่าต้องเป็นภาคีได้ ก็ต้องดูว่ากฎหมายรัดกุมหรือไม่ และก็ต้องดูด้วยว่าชาติต่าง ๆ ในโลกได้เป็นภาคีเรื่องนี้หรือไม่ เพราะยังสงสัยว่า ชาติมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ เป็นภาคีหรือไม่ โดยเฉพาะเรื่องที่มีข้อสงสัยในตะวันออกกลาง เรื่องกวนตานาโม ที่มีคนหายไป อธิบายได้หรือไม่ เราสนับสนุนไม่ให้มีการอุ้ม และกฎหมายอาญาบ้านเราก็มีเรื่องนี้อยู่เยอะ ก็ต้องดูว่าซ้ำซ้อนกันหรือไม่ด้วย และบางเรื่องก็ต้องดูว่าไปขัดขวางการทำงานของเจ้าหน้าที่หรือไม่ ผมว่ารอหลังรัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้ก็ยังไม่ช้า" นายสมชายกล่าว

Image copyright PORNCHAI KITTIWONGSAKUL/AFP/Getty Images)
คำบรรยายภาพ สนช.ลงมติให้นำร่าง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการบังคับบุคคลให้สูญหาย กลับไปพิจารณาทบทวนอีกครั้ง

OHCHR ออกแถลงการณ์เมื่อวาน (28 ก.พ.) โดยแสดงความผิดหวังที่ สนช. มีมติไม่ผ่านร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการบังคับบุคคลให้สูญหาย ในการประชุม สนช.เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

เนื้อหาในแถลงการณ์ของ OHCHR เรียกร้องให้รัฐบาลไทยผ่านร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวออกมาบังคับใช้ เพื่อให้การทรมานและการบังคับให้สูญหายเป็นความผิดทางอาญา และจะทำให้สามารถนำตัวผู้กระทำผิดในประเด็นที่เกี่ยวข้องมารับโทษตามกระบวนการยุติธรรมได้

น.ส.ราวีนา ชัมดาซานี โฆษกของ OHCHR ยังได้ให้สัมภาษณ์สื่อเพิ่มเติมที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยระบุว่า "การตัดสินใจไม่ผ่านร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวของรัฐบาลไทยเป็นสิ่งที่น่าวิตกกังวล เนื่องจากยังมีข้อกล่าวหาเรื่องการทรมานและการบังคับสูญหายเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในประเทศไทย และที่น่าเป็นห่วงยิ่งขึ้นคือการกระทำเหล่านี้จะยังดำเนินต่อไปโดยไม่มีกฎหมายใดมายับยั้ง"

จากการรวบรวมข้อมูลคณะทำงานว่าด้วยการบังคับให้สูญหายของสหประชาชาติ ระบุว่ามีการบังคับให้สูญหายเกิดขึ้นในไทยทั้งหมด 92 กรณี นับตั้งแต่ปี 2523 เป็นต้นมา รวมถึงกรณีของนายสมชาย นีละไพจิตร ทนายความด้านสิทธิมนุษยชน และสามีของนางอังคณา นีละไพจิตร คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) และกรณีของนายพอละจี รักจงเจริญ หรือบิลลี่ ผู้นำการเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิชุมชนกะเหรี่ยง ซึ่งหายตัวไปเมื่อเดือน เม.ย.2557

ข่าวที่เกี่ยวข้อง