สื่อไทยยุค 4.0 (1) : สิ่งพิมพ์ยังซบเซา นักข่าวเสี่ยงตกงานเพิ่ม

หนังสือพิมพ์ Image copyright LILLIAN SUWANRUMPHA/AFP/Getty Images
คำบรรยายภาพ หนังสือพิมพ์ของไทย ไม่ว่าจะฉบับภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษ ต่อประสบชะตากรรมคล้ายๆ กัน เมื่อยอดคนอ่านและยอดเงินโฆษณาลดลง

การเปลี่ยนผ่านของเทคโนโลยีไปสู่โลกดิจิตอล ทำให้องค์กรสื่อสิ่งพิมพ์หลายๆ เสี่ยงจะต้องปิดตัวลง ขณะที่นักข่าวจำนวนไม่น้อย มีโอกาสสูงที่จะตกงาน หนึ่งในทางรอดก็คือการปรับตัวให้เข้ากับความเปลี่ยนแปลงนี้ให้ได้

นโยบายไทยแลนด์ 4.0 ของรัฐบาล ที่ใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีในการพัฒนาประเทศได้รับการตอบรับจากหลายฝ่าย เพราะเข้ากับยุคสมัยที่ทุกอย่างมุ่งสู่โลกดิจิตอล แต่ในเวลาเดียวกัน สื่อมวลชนที่อยู่มานานในประเทศไทยอย่างสื่อสิ่งพิมพ์ กลับต้องเผชิญกับความท้าทายในยุค 4.0 เมื่อสื่อออนไลน์กลายมาเป็นภัยคุกคามต่อสื่อกระดาษ ทำให้คนอ่านและยอดเงินโฆษณาลดลง จนหลายบริษัทตัดสินใจปรับโครงสร้าง เลิกจ้างพนักงาน ซึ่งรวมถึงตัวนักข่าว

Image copyright Mana Treelayapewat
คำบรรยายภาพ ดร.มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ มองว่านักข่าวที่ปรับตัวเข้ากับสภาพปัจจุบันไม่ได้ จะมีโอกาสตกงานสูง

อยากอยู่รอดต้องปรับตัว

นายไตรลุจน์ นวะมะรัตน นายกสมาคมมีเดียเอเยนซี่และธุรกิจสื่อแห่งประเทศไทย คาดการณ์ว่า งบโฆษณาโดยภาพรวมของปี 2560 น่าจะเติบโตเพิ่มขึ้นประมาณ 10% จากปี 2559 มาเป็น 133,666 ล้านบาท แต่ก็ยังถือว่าต่ำกว่างบโฆษณาในปี 2558 ซึ่งมีอยู่ 136,770 ล้านบาทอยู่ดี

งบโฆษณาในสื่อสิ่งพิมพ์ปี 2560 มีแนวโน้มลดลงถึงราว 20% โดยหันไปลงในสื่อออนไลน์และสื่ออื่นๆ แทน

นายไตรลุจน์ นวะมะรัตน นายกสมาคมมีเดียเอเยนซี่และธุรกิจสื่อแห่งประเทศไทย
Getty Images

นายกสมาคมมีเดียเอเยนซี่ฯ ระบุอีกว่า องค์กรสื่อสิ่งพิมพ์ต้องเปลี่ยนแปลงเพื่อปรับตัวด้วยการวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมายอย่างชัดเจน และเลือกใช้วิธีการในการเข้าถึงอย่างถูกต้องจะทำให้ผ่านวิกฤตการณ์ไปได้ด้วยดี นอกจากนี้ควรสร้างความสัมพันธ์กับผู้บริโภคผ่านสื่อดิจิตอลให้มากขึ้น ก็จะช่วยให้การทำตลาดสำเร็จได้ง่ายขึ้น

สำหรับชะตากรรมในส่วนของตัวบุคคล ดร.มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวกับบีบีซีไทยว่า นักข่าวที่สามารถปรับตัวในการรายงานให้เข้ากับหลายสื่อหลายช่องทางอย่างเช่น ทีวี วิทยุ ออนไลน์ และโซเซียลมีเดีย ยังเป็นที่ต้องการของตลาดโดยเฉพาะในยุคภูมิทัศน์สื่อกำลังเปลี่ยนแปลง เช่นเดียวกันกับพฤติกรรมของผู้ชมรายการโทรทัศน์ ผู้อ่านหนังสือพิมพ์และนิตยสาร ก็เสพสื่อในช่องทางออนไลน์มากขึ้น

"ในทางกลับกัน นักข่าวที่ไม่สามารถปรับตัวกับความเปลี่ยนแปลงได้ มีโอกาสถูกเลิกจ้างได้สูงมากเช่นกัน" ดร.มานะกล่าว

Image copyright PORNCHAI KITTIWONGSAKUL/AFP/Getty Images
คำบรรยายภาพ บริษัทสื่อสิ่งพิมพ์ยักษ์ใหญ่อย่างเครือบางกอกโพสต์ยังประสบกับภาวะขาดทุนถึงกว่าสองร้อยล้านบาท ในปีที่ผ่านมา

รีดไขมัน พยุงบริษัท

นับจากกลางปี 2559 มีองค์กรสื่อสิ่งพิมพ์ที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์อย่างน้อย 2 แห่งประกาศโครงการเกษียณก่อนกำหนด หรือ "เออรี่รีไทร์" ได้แก่ บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) และบริษัท เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)

แต่ดูเหมือนว่า ผู้ที่ตกอยู่ในภาวะลำบากที่สุด ก็คือ เครือเนชั่น ซึ่งประกาศโครงการเออรี่รีไทร์ถึง 2 ครั้ง ในรอบ 6 เดือนที่ผ่านมา

โดยล่าสุด เครือเนชั่น ซึ่งมีสื่อในมือทั้งทีวีดิจิตอล 2 ช่อง ได้แก่ ช่องนาว 26 และช่องเนชั่นทีวี และหนังสือพิมพ์ระดับชาติ 3 ฉบับ ได้แก่ เดอะเนชั่น, กรุงเทพธุรกิจ และคมชัดลึก เตรียมปรับโครงสร้างองค์กร โดยลดจำนวนพนักงานที่ปัจจุบันมีอยู่ราว 2,000 คนลงราว 20% หรืออีกกว่า 400 คน หลังจากการเออรี่รีไทร์ครั้งแรก ที่ตั้งเป้าว่าจะลดจำนวนพนักงานให้ได้ 5%

Image copyright AFP/AFP/Getty Images
คำบรรยายภาพ คนรุ่นใหม่หันมาติดตามข่าวสารผ่านสื่อออนไลน์มากขึ้น ทำให้สื่อสิ่งพิมพ์ได้รับผลกระทบ

นายเทพชัย หย่อง ผู้บริหารเครือเนชั่น กล่าวกับบีบีซีไทยว่า การปรับโครงสร้างมีเป้าหมายเพื่อให้องค์กรรองรับการเติบโตในอนาคต โดยเฉพาะการพัฒนาสื่อออนไลน์ของเครือในระยะกลางและยาว

"เรายอมรับว่าผู้อ่านหนังสือพิมพ์ลดจำนวนอย่างต่อเนื่องและยอดสมาชิกก็ลดลง จึงต้องหันมาพัฒนาสื่อออนไลน์ อย่างไรก็ตาม สื่อโทรทัศน์ยังคงมีอิทธิพลต่อผู้ชมรวมไปถึงเม็ดเงินในอุตสาหกรรมโฆษณา ดังนั้น บริษัทยังคงจะดำเนินธุรกิจโทรทัศน์ ซึ่งปัจจุบันดำเนินการอยู่ 2 ช่องต่อไป" นายเทพชัยกล่าว

ผลประกอบการของบริษัทสื่อสิ่งพิมพ์ชั้นนำที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ 3 บริษัท ในปี 2559 ออกมาตรงกันคือมีรายได้รวมลดลง สวนทางกับรายจ่ายรวมที่เพิ่มขึ้น ทำให้ต้องอยู่ในสภาพ "ขาดทุน"

ปีซบสิ่งพิมพ์ ปิดตัวแล้ว 20 หัว

สถานการณ์ในสื่อสิ่งพิมพ์ยังคงน่าเป็นห่วง เพราะ ในปี 2560 นี้ มีการคาดการณ์ว่างบประมาณโฆษณาที่ใช้ผ่านสื่อสิ่งพิมพ์มีแนวโน้มลดลง ทั้งหนังสือพิมพ์ที่น่าจะลดลง 22% มาเป็น 11,000 ล้านบาท และนิตยสารที่น่าจะลดลง 20% มาเป็น 2,566 ล้านบาท สวนทางกับงบโฆษณาผ่านสื่อออนไลน์ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 31% เป็น 12,000 ล้านบาท ภายในสิ้นปีนี้

นายไตรลุจน์ นวะมะรัตน นายกสมาคมมีเดียเอเยนซี่และธุรกิจสื่อแห่งประเทศไทย ระบุว่า แม้สื่อสิ่งพิมพ์อย่างหนังสือพิมพ์และนิตยสารจะยังจำเป็นสำหรับการโฆษณาสินค้า แต่ก็เฉพาะฉบับที่ได้รับความนิยมสูงเท่านั้น ส่วนฉบับรองลงมาอาจจะอยู่ในภาวะลำบากมากขึ้น

"อย่างไรก็ตาม สื่อหนังสือพิมพ์ยังจำเป็นสำหรับสินค้าหรือผู้ประกอบการธุรกิจบางกลุ่ม อย่างเช่น กลุ่มค้าปลีก กลุ่มโรงภาพยนตร์ที่ต้องการประชาสัมพันธ์ภาพยนตร์เรื่องใหม่ๆ กลุ่มธุรกิจรถยนต์ เป็นต้น" นายไตรลุจน์อธิบาย

Image copyright Triluj Navamarat
คำบรรยายภาพ นายไตรลุจน์ นวะมะรัตน บอกว่าสื่อสิ่งพิมพ์อันดับรอง ๆ จะตกที่นั่งลำบาก

จากข้อมูลบริษัทวิจัยสื่อ นีลเส็น (ประเทศไทย) ระบุว่า ในปี 2559 ที่ผ่านมา มีนิตยสารอย่างน้อย 18 ฉบับต้องปิดตัวลง บางฉบับปรับลดจำนวนหน้า ลดความถี่ในการตีพิมพ์อย่างเช่น เปลี่ยนจากรายปักษ์เป็นรายเดือน

ขณะที่ล่าสุด นิตยสารมารีแคลร์ ซึ่งบริหารโดยบริษัท โพสต์ พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน) ก็ประกาศปิดตัวลง หลังจากวางแผงมานานกว่า 13 ปี

ด้านหนังสือพิมพ์ระดับชาติ ก็มีหนังสือพิมพ์บ้านเมือง อายุ 44 ปี ที่ตัดใจสินใจยุติการผลิตฉบับพิมพ์ไปเมื่อต้นปี 2560 และหันไปนำเสนอข่าวผ่านทางออนไลน์แทน

ปัจจุบัน ประเทศไทยมีสื่อออนไลน์เกิดขึ้นมากมาย ไม่เฉพาะสำนักข่าวชื่อดัง อาทิ เดอะแมทเทอร์, เดอะโมเมนตัม ฯลฯ ยังรวมถึงบรรดาแอดมินเพจเฟซบุ๊กต่างๆ ขณะที่สื่อสิ่งพิมพ์เองก็หันมาจริงจังกับการทำตลาดผ่านเว็บไซต์หรือโซเชียลมีเดีย โดยหวังแย่งชิงทั้งคนอ่านและงบโฆษณาในโลกออนไลน์ที่มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นอย่างก้าวกระโดดได้

น่าสนใจว่า วิธีการดังกล่าวจะเป็นทางออกได้จริงหรือไม่

นี่คือความเป็นจริงของสื่อสิ่งพิมพ์ไทยในยุค 4.0

ข่าวที่เกี่ยวข้อง