สื่อไทยยุค 4.0 (2) : ขุมทรัพย์สื่อในมือกองทัพ

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา Image copyright Getty Images

ตลอด 5 ปี ที่คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เข้ามาปฏิรูปสื่อวิทยุและโทรทัศน์ ต้องเผชิญกับการต่อรองอย่างหนักหน่วงกับหน่วยงานราชการผู้ถือครอง "คลื่นความถี่" อยู่เดิม เพื่อให้เอกชนและภาคประชาสังคมได้มีโอกาสมาใช้ "สมบัติของชาติ" ดังกล่าวบ้าง

แต่หลังจากที่หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ.2557 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ออกคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 76/2559 ซึ่งส่งผลให้การเรียกคืน "คลื่นความถี่วิทยุ" จากหน่วยงานของรัฐ 509 สถานี (แบ่งเป็นคลื่นในระบบเอฟเอ็ม 313 สถานี และระบบเอเอ็ม 196 สถานี) เพื่อนำไปจัดสรรใหม่ตามแผนแม่บทการบริหารคลื่นความถี่ พ.ศ.2555 ต้องเลื่อนออกไปจากกำหนดเดิม 3 เม.ย. 2560 ถึงอีก 5 ปี

ม.44 ต่อเวลากองทัพถือครองคลื่นได้มากที่สุด

ข้อมูลที่รวบรวมโดยสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย หน่วยงานของรัฐที่ถือครองคลื่นความถี่วิทยุมากที่สุด คือ "กองทัพ" โดยมีรวมกันถึง 198 สถานี แบ่งเป็น กองทัพบก 127 สถานี กองทัพอากาศ 36 สถานี กองทัพเรือ 21 สถานี และกองบัญชาการกองทัพไทย 14 สถานี

นางสาวสุภิญญา กลางณรงค์ กรรมการ กสทช. กล่าวกับบีบีซีไทยว่า ไม่เห็นด้วยกับการขยายระยะเวลาถือครองคลื่นความถี่วิทยุออกไป เพราะทำให้กระแสปฎิรูปคลื่นวิทยุต้องหยุดชะงักไป ในขณะเดียวกันยังไม่มีความชัดเจนว่า คลื่นความถี่ดังกล่าวจะได้รับการจัดสรรภายใต้ระบบใบอนุญาต หรือจะกลับเข้าสู่ระบบการให้สัมปทานโดยผู้ถือคลื่นความถี่เช่นในอดีต

ในคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 76/2559 ดังกล่าว ยังขยายเวลาการชำระเงินค่าประมูลทีวีดิจิทัลจากเดิม 3 ปี ออกไปเป็น 6 ปี ซึ่งถือเป็นการต่อลมหายใจให้กับผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลประเภทบริการธุรกิจ

Image copyright BBC Thai

แต่นางสาวสุภิญญากลับมองว่า คำสั่งหัวหน้า คสช. นี้ช่วยกองทัพทางอ้อม เพราะในฐานะที่กองทัพบกเป็นผู้ให้บริการโครงข่ายรายหนึ่ง ก็เหมือนกับลงเรือลำเดียวกันกับผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล ดังนั้น ความอยู่รอดของผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลจึงสำคัญต่อการดำรงคงอยู่ของธุรกิจการให้บริการโครงข่ายสำหรับทีวีดิจิทัล

ทั้งนี้ ในจำนวนผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลประเภทบริการธุรกิจ ที่ยังคงดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน ทั้งหมด 22 ราย มีถึง 13 ราย ที่ใช้บริการส่งสัญญาณผ่านโครงข่ายที่ดำเนินการโดยสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก ช่อง 5 (ททบ.5) ซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้กองทัพบก

ขุมทองธุรกิจโครงข่ายทีวีดิจิทัล

การให้บริการโครงข่ายทีวีดิจิทัลในไทย ถือว่าอยู่ในลักษณะกึ่งผูกขาดโดยผู้ให้บริการที่เป็นหน่วยงานรัฐ 4 ราย ได้แก่ อสมท, กองทัพบก, กรมประชาสัมพันธ์ และองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หลังจาก กสทช. อนุมัติใบอนุญาตให้หน่วยงานของรัฐทั้ง 4 รายให้บริการโครงข่ายทีวีดิจิทัลเป็นเวลาถึง 15 ปี ตั้งแต่ปี 2556

ต่อมา กสทช. ยังอนุมัติให้กองทัพบกได้ใบอนุญาตการให้บริการโครงข่ายทีวีดิจิทัลเพิ่มเติมอีก 1 ใบ เพื่อแลกกับการเจรจากับคู่สัญญาสัมปทานอย่าง บริษัท กรุงเทพโทรทัศน์และวิทยุ จำกัด ในการบริหารสถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 7 ให้ย่นระยะเวลาสัมปทานลดลง เพื่อช่วยให้การยุติทีวีในระบบอนาล็อกเร็วขึ้น

ทำให้ในปัจจุบัน กองทัพบกเป็นผู้ให้บริการโครงข่ายทีวีดิจิทัลรายใหญ่ที่สุดของประเทศ

ททบ.5เป็นโครงข่ายสัญญาณที่มีทีวีดิจิทัลมาใช้มากที่สุด
ช่องรายการความคมชัดสูง (HD) ช่องรายการความคมชัดปกติ (SD)
ช่อง 7HD เวิร์คพอยท์
อมรินทร์ทีวี จีเอ็มเอ็ม25
พีพีทีวี ทรูโฟร์ยู
วัน 31 ทีเอ็นเอ็น24
โมโน29
เนชั่นทีวี
นาว26
ไบรท์ทีวี
นิวทีวี

หนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น เคยรายงานว่า ค่าเช่าโครงข่ายของกองทัพบกสำหรับช่องรายการ HD จะอยู่ที่เดือนละ 14.16 ล้านบาท ส่วน SD จะอยู่ที่เดือนละ 4.72 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม พ.อ.ธนาธิป สว่างแสง ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนารายการและรายได้ของ ททบ.5 ชี้แจงกับบีบีซีไทยว่า การบริการโครงข่ายทีวีดิจิทัล ถือว่าเป็น "การบริการสาธารณะ"

"ในส่วนรายได้ของ ททบ.5 ก็ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการแข่งขันรุนแรงในอุตสาหกรรมทีวี โดยเฉพาะหลังการเกิดขึ้นมาของทีวีดิจิทัล ตั้งแต่ปี 2557 ในขณะเดียวกัน ททบ.5 ยังมีภารกิจที่จะต้องเปลี่ยนผ่านไปเป็นทีวีสาธารณะเพื่อความมั่นคง ส่งผลให้ต้องลดสัดส่วนรายการบันเทิงลงเหลือไม่เกิน 30% ส่วนที่เหลือต้องเป็นรายการความรู้ที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะอีก 70%" พ.อ.ธนาธิปกล่าว

ททบ. 5 ยังหารายได้จากโฆษณาได้

ตาม พ.ร.บ.การประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. 2551 กำหนดให้ช่อง ททบ.5 ของกองทัพบก จัดอยู่ในใบอนุญาตประกอบกิจการทีวีดิจิทัลประเภทบริการสาธารณะ ประเภทที่ 2 ที่มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยสาธารณะ ซึ่งสามารถหารายได้จากการโฆษณาได้ "เท่าที่เพียงพอต่อการประกอบกิจการโดยไม่แสวงหากำไร"

แต่ในเวลาต่อมา กสทช. ได้เปลี่ยนเงื่อนไขให้ ททบ.5 สามารถมีโฆษณาได้เฉลี่ยชั่วโมงละ 8-10 นาที หรือใกล้เคียงกับทีวีดิจิทัลประเภทธุรกิจ ที่สามารถมีโฆษณาได้ไม่เกินชั่วโมงละ 12 นาที 30 วินาที

ททบ.5

ขุมทรัพย์สื่อของกองทัพ

  • 8-10 นาที โฆษณาเฉลี่ย/ชม.

  • 30% รายการบันเทิง

  • 70% รายการความรู้สาธารณะ

  • 700 ลบ. เป้าหมายรายได้ปี 60

Getty Images

พ.อ.ธนาธิป ระบุว่า ททบ.5 จะให้ความสำคัญในการหารายได้จากกิจกรรมหรืองบประมาณของภาครัฐมากขึ้น และเน้นการร่วมผลิตรายการกับเอกชน ซึ่งคาดว่าปีนี้ จะทำให้ ททบ.5 มีรายได้ราว 700 ล้านบาท

ทั้งการใช้มาตรา 44 ขยายเวลาคืนคลื่นความถี่วิทยุซึ่งกองทัพเป็นหน่วยงานของรัฐที่ถือครองมากที่สุดไปอีก 5 ปี และการขยายเวลาจ่ายเงินค่าประมูลที่ช่วยต่อลมหายใจให้กับทีวีดิจิทัลหลาย ๆ ช่อง ซึ่งจำนวนไม่น้อยเช่าโครงข่ายของกองทัพ รวมไปถึงการให้ ททบ.5 สามารถหาโฆษณาได้เกือบเท่ากับทีวีดิจิทัลประเภทบริการธุรกิจ ทั้งที่ไม่ได้จ่ายเงินประมูลใบอนุญาตมาเลยแม้แต่บาทเดียว

ไม่แปลกอะไร หากใครจะตั้งข้อสังเกตว่า "กองทัพ" เป็นหนึ่งในผู้ครอบครองขุมทรัพย์สื่อยุคปัจจุบัน ที่รัฐบาล คสช.กำลังปกครองประเทศอยู่

ข่าวที่เกี่ยวข้อง