รัฐบาลย้ำไม่ขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม 1% พร้อมระบุสื่อเสนอข่าวคลาดเคลื่อน

ภาษีมูลค่าเพิ่ม, คสช., รัฐบาลถังแตก, บิดเบือน, สื่อคลาดเคลื่อน, ประยุทธ์ จันทร์โอชา, วินธัย สุวารี, กรมสรรภากร, ภาษี, ชินคอร์ป, เทมาเส็ก Image copyright Paula Bronstein/Getty Images

โฆษก คสช.อ้างสื่อบิดเบือนสร้างวาทกรรมรัฐบาลถังแตก กรณีเสนอข่าวขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม 1% ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ยืนยันประชาชนมีส่วนร่วมเดินหน้าประเทศ

พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงกรณีที่สื่อหลายสำนักเสนอข้อมูลว่าพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช.และนายกรัฐมนตรี มีนโยบายจะให้ปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม 1% เพื่อเพิ่มรายได้ให้แก่รัฐ ซึ่งอ้างอิงจากปราศรัยของ พล.อ.ประยุทธ์ ระหว่างลงพื้นที่พบปะประชาชนที่ จ.ปราจีนบุรี เมื่อวานนี้ (9 มี.ชค.) โดย พ.อ.วินธัยระบุว่าข้อมูลดังกล่าวไม่เป็นความจริง และหัวหน้า คสช.ยังไม่มีนโยบายปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มแต่อย่างใด

พ.อ.วินธัยระบุด้วยว่าสื่อมวลชนไทย "นำเสนอกันในมุมที่คลาดเคลื่อนไปจากเจตนารมณ์ของหัวหน้า คสช." พร้อมย้ำว่า พล.อ.ประยุทธ์ อธิบายเรื่องที่มาของรายได้รัฐจากการจัดเก็บภาษี ซึ่งปัจจุบันมีทั้งภาษีบุคคลธรรมดาและภาษีนิติบุคคล ภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ VAT และภาษีอื่นๆ โดยยืนยันว่ารัฐจะคงระดับจัดเก็บ VAT ไว้ที่ 7% ตามเดิม เพราะถือว่าสอดคล้องกับสภาพการณ์ปัจจุบันอยู่แล้ว

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ พล.อ.ประยุทธ์ย้ำว่าประชาชนต้องมีส่วนร่วมในการเดินหน้าประเทศ

"ที่ผ่านมา มีบางบุคคลพยายามทำลายความน่าเชื่อถือ โดยพยายามบิดเบือนสร้างวาทกรรมว่ารัฐบาลถังแตก จึงอาจพยายามเอากรณีล่าสุดนี้ไปผสมโรงด้วยเพื่อจุดประสงค์เดิม ขอให้สังคมได้ใช้วิจารณญาณในการบริโภคข่าวสารด้วยรู้เท่าทันในเจตนาที่มักแอบแฝงมาของบางบุคคลเพื่อทำสังคมสับสน" พ.อ.วินธัย กล่าว

ส่วน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งเป็นประธานในพิธีเปิดงานด้านธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก "SMEs Revolution : เส้นทางสายโอกาสเอสเอ็มอี 4.0" ย้ำว่าประชาชนทุกคนต้องช่วยกันเดินหน้าประเทศ โดยคำนึงถึงยุทธศาสตร์ชาติทั้ง 6 ด้าน คือ ความมั่นคงทางด้านทหาร เศรษฐกิจ สังคม โดยประชาชนจะต้องมีส่วนร่วม การเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน การลดความเหลื่อมล้ำ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การพัฒนาภายในความสมดุล และสิ่งแวดล้อม

"การเดินไปข้างหน้าจะต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน และการทำความเข้าใจ อย่าบิดเบือน" พล.อ.ประยุทธ์กล่าว

Image copyright PORNCHAI KITTIWONGSAKUL/AFP/Getty Images
คำบรรยายภาพ กรณีขายหุ้นชินคอร์ปนำไปสู่การประท้วงขับไล่อดีตนายกรับมนตรีทักษิณ ชินวัตร เมื่อปี 2549

นอกจากนี้ สำนักข่าวไทยยังได้รายงานอ้างอิง นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยความคืบหน้าการเก็บภาษีนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กรณีขายหุ้นชินคอร์ปเมื่อปี 2549 เป็นจำนวน 16,000 ล้านบาท ซึ่งกำลังจะหมดอายุความในวันที่ 31 มีนาคม 2560 เป็นหน้าที่ของกรมสรรพากรที่จะต้องดำเนินการตามกฎหมาย แต่การขยายอายุความไม่สามารถทำได้เพราะขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมาย และกรมสรรพากรจะต้องพิจารณาวิธีการจัดเก็บภาษีกรณีนี้ด้วยแนวทางอื่น

สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได้เสนอแนวทางการใช้มาตรา 61 ของประมวลรัษฎากรในการเก็บภาษีกรณีขายหุ้นชินคอร์ป แต่กรมสรรพากรมีหน้าที่ตัดสินใจว่าจะดำเนินการอย่างไร แต่หากไม่สามารถจัดเก็บภาษีได้จะทำให้ประเทศเสียผลประโยชน์ และต้องดูเหตุผลจากทางกรมสรรพากรว่าเพราะเหตุใดจึงไม่สามารถเก็บภาษีได้ ส่วนจะเข้าข่ายการละเลยปฏิบัติหน้าที่หรือไม่นั้น ต้องพิจารณาว่าก่อนหน้านี้ทางกรมสรรพากรได้ดำเนินการอย่างไรจนอายุความล่วงเลยมาถึงขณะนี้ ซึ่งต้องมีคำชี้แจงที่เหมาะสม