สื่อไทย 4.0 (3) : ยุคแห่งความอ่อนแอของสื่อรัฐวิสาหกิจ

อสมท., สื่อรัฐวิสาหกิจ, สื่อไทย 4.0, MCOT, รัฐประหาร, 2549, 2557, คสช., คมช., ถดถอย, ทีวีดิจิตอล, ประยุทธ์ จันทร์โอชา, สนธิ บุญยรัตกลิน, ทักษิณ ชินวัตร Image copyright JOEL SAGET/AFP/Getty Images

ในระหว่างทางของการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง และการพัฒนาสู่ยุคสื่อดิจิทัล กิจการสื่อในมือกองทัพน่าจะมีความมั่นคงต่อไปอีกหลายปี แต่หากพิจารณาสื่อรัฐวิสาหกิจ อย่าง บมจ. อสมท ดูเหมือนจะสวนทางกันโดยสิ้นเชิง

แม้ว่ากระทรวงการคลังจะเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ แต่ในแง่สถานะทางการเงินของ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) หรือ บมจ. อสมท รัฐวิสาหกิจที่มีสื่อในมือ ทั้งสถานีโทรทัศน์ อย่างโมเดิร์นไนน์ทีวี (ปัจจุบัน เปลี่ยนชื่อเป็นช่อง 9 เอ็มคอตเอชดี) สถานีวิทยุ ทั้งเอฟเอ็มและเอเอ็ม รวม 62 สถานีทั่วประเทศ และสื่อใหม่ กลับถดถอยอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การยึดอำนาจโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในปี 2557 ที่ผ่านมา และการเปิดเสรีในอุตสาหกรรมโทรทัศน์ด้วยการประมูลทีวีดิจิทัลประเภทบริการธุรกิจ เพื่อเปิดประตูให้ผู้ประกอบการรายใหม่เข้ามาในตลาด หลังจากที่มีผู้เล่นในตลาดนี้เพียง 6 รายมาเป็นเวลาหลายสิบปี

จากข้อมูลรายงานทางการเงินของบริษัทฯ ที่รายงานต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยล่าสุด บ่งชี้ว่า ผลประกอบการของ บมจ. อสมท กลับตกต่ำลงอย่างต่อเนื่อง หลังจากที่ทำรายได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 5,984 ล้านบาท ในปี 2556

การกล่าวโทษผลกระทบจากรัฐประหารครั้งล่าสุดโดย คสช. หลังจากเกิดความวุ่นวายทางการเมืองอีกรอบ คงไม่เป็นธรรมมากนัก เพราะว่าปัจจัยสำคัญอีกอย่างคือ เศรษฐกิจอยู่ในภาวะชะลอตัว รวมไปจนถึงการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในอุตสาหกรรมโทรทัศน์และพฤติกรรมของผู้บริโภคที่หันมาเสพสื่อผ่านช่องทางสื่อใหม่ๆ เพิ่มมากขึ้น

Image copyright Rufus Cox/Getty Images

ผลที่ตามมา งบประมาณสื่อโฆษณาทั้งระบบที่รายงานโดยบริษัทวิจัยสื่อ บริษัท นีลเส็น (ประเทศไทย) จำกัด ในปี 2557 มีมูลค่าหดตัวเป็น 102,346 ล้านบาท ลดลง 9.5% จากปีก่อนหน้า

ซึ่งชะตากรรมของ บมจ. อสมท ก็ไม่ได้รับการยกเว้น เพราะรายได้ของบริษัทในปีนั้น ลดลงเหลือ 4,454 ล้านบาท หรือติดลบกว่า 26% และยังคงลดลงอย่างต่อเนื่องจนถึงล่าสุด ปี 2559 ที่เหลือเพียง 2,830 ล้านบาทเท่านั้น

เมื่อพิจารณาจากข้อมูลในอดีตจะพบว่า ภายหลังความขัดแย้งทางการเมืองจนนำไปสู่การยึดอำนาจรัฐบาลรักษาการ ของนายทักษิณ ชินวัตร โดย พล.อ. สนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คมช.) ในเดือนกันยายนปี 2549 มีผลทำให้คณะกรรมการฯ ต้องลาออกทั้งหมด ส่งผลต่อการบริหารงานและผลประกอบการของ บมจ. อสมท ต้องสะดุดลงในปี 2550 ด้วยรายได้ราว 3,840 ล้านบาท ซึ่งลดลงจากปี 2549 ซึ่งทำรายได้ประมาณ 4,180 ล้านบาท ก่อนที่จะพลิกฟื้นคืนกลับมาจุดสูงสุดในปี 2556

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งแล้วครั้งเล่า ก็มีผลต่อความต่อเนื่องในการบริหารงานของ บมจ. อสมท

Image copyright MIKE CLARKE/AFP/Getty Images
คำบรรยายภาพ การรัฐประหารเมื่อปี 2549 เป็นหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งใหญ่ที่กระทบต่อวงการสื่อ

ผู้นำเปลี่ยน นโยบายเปลี่ยน

ปัญหาการเปลี่ยนแปลงนโยบายและผู้บริหารของ บมจ. อสมท มีให้เห็นอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจะใช้ความพยายามหลีกหนีความเป็นระบบราชการ ด้วยการแปรสภาพมาเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเมื่อปี 2547 ก็ตาม

ย้อนหลังไป 10 ปี มีผู้ที่เข้ามาดำรงตำแหน่งกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ รวมผู้มาปฏิบัติหน้าที่รักษาการแทนมาแล้วอย่างน้อย 5 คน หลายคนก็ต้องจำลาจากตำแหน่งในเวลาอันสั้น

▪ นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ : 2545 - 2549

▪ นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ : 2550 - 2551

▪ นายธนวัฒน์ วันสม : 2552 - 2554

▪ นายเอนก เพิ่มวงศ์เสนีย์ : 2555 - 2557

▪ นายศิวะพร ชมสุวรรณ : 2557 - พฤศจิกายน 2559

▪ นายพิเศษ จียาศักดิ์ (รักษาการ) : 7 กันยายน 2559 - ปัจจุบัน

Image copyright SAEED KHAN/AFP/Getty Images

อย่างกรณีล่าสุดที่นายศิวะพรยื่นในลาออกจากตำแหน่งด้วยเหตุผลเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพนั้น ก็เกิดจากข้อร้องเรียนเรื่องคุณสมบัติของนายศิวะพร จนต้องมีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง

จากการรายงานของสำนักข่าวอิศรา นายศิวะพร ถูกร้องเรียนว่าไม่ได้ดำรงตำแหน่งเป็นผู้บริหารระดับสูงของบริษัทเอกชนที่มีรายได้ไม่น้อยกว่า 1,500 ล้านบาท และเคยเป็นผู้บริหารในบริษัทเอกชนที่มีส่วนได้ส่วนเสียกับ บมจ. อสมท ก่อนจะลาออกเพื่อเข้ามารับตำแหน่งกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บมจ. อสมท ในช่วงเวลาไม่ถึง 3 ปี จึงนำไปสู่การแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเรื่องการขาดคุณสมบัติของนายศิวะพร

ภูมิทัศน์สื่อเปลี่ยน พันธมิตรตีจาก

ไม่กี่เดือนหลังจากเริ่มต้นทีวีดิจิทัลในประเทศไทย พันธมิตรทางธุรกิจที่เคยคบค้ากันมาอย่างยาวนาน ไม่ว่าจะเป็น บริษัท เวิร์คพอยท์ เอ็นเตอร์เทนเมนต์ จำกัด (มหาชน) รวมถึง บริษัท เอ็กแซ็กท์ จำกัด และ บริษัท ซีเนรีโอ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือบริษัท จีเอ็มเอ็มแกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ก็ขอโบกมือลาจาก เพื่อไปพัฒนาช่องทีวีดิจิตอลของตนเอง และย้ายรายการเด่นดึงดูดผู้ชมออกไปด้วย ทำให้ความนิยมของช่องโมเดิร์นไนน์ทีวี ลดลงอย่างมาก

ขณะเดียวกัน ทุกสายตาของนักโฆษณาต่างก็มุ่งหน้าไปยังสื่อดิจิทัล เพราะงบโฆษณาถูกเทไปยังสื่อใหม่นี้ ล่าสุด นายวุฒิธร มิลินทจินดา หรือ "วู๊ดดี้" ผู้ดำเนินรายการโทรทัศน์ชื่อดัง ได้ออกมาประกาศผ่านสื่อโซเซียลของตนเองว่าจะยุติรายการที่ออกในช่องโมเดิร์นไนน์ทีวี แต่จะผลิตรายการออนแอร์ทางสื่อสังคมออนไลน์แทน

Image copyright BBC Thai

ปัจจัยเสี่ยงในอนาคตข้างหน้าสำหรับ บมจ. อสมท ยังมีอีกมาก อย่างเช่น จากที่เคยเป็น "เสือนอนกิน" ภายใต้สัญญาสัมปทานกับคู่ค้าเอกชน ก็กำลังจะสิ้นสุดในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

บมจ. อสมท.มีสัญญาสัมปทานกับ บริษัท บางกอกเอ็นเตอร์เทนเม้นต์ จำกัด ในการส่งสัญญาณสถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 ในระบบอะนาล็อก ซึ่งจะสิ้นสุดในปี 2563 ในขณะที่รายได้ที่จะเกิดขึ้นกับสัญญาสัมปทานกับบริษัท ยูบีซี เคเบิ้ล เน็ตเวิร์ค จำกัด ในการบริการโทรทัศน์แบบบอกรับสมาชิก ทรูวิชั่นส์ จะสิ้นสุดลงในปี 2562

แม้ว่า บมจ. อสมท จะได้สิทธิในการดำเนินการธุรกิจโครงข่ายทีวีดิจิทัล แต่ด้วยปัญหาที่เกิดขึ้นกับลูกค้า ไม่ว่าจะเป็น ช่องไทยรัฐทีวี ช่องสปริงส์นิวส์ และช่องวอยซ์ทีวี ที่อ้างมาโดยตลอดเกี่ยวกับเรื่องคุณภาพการส่งสัญญาณที่ไม่เป็นไปตามสัญญา ก็ส่งผลให้การจัดเก็บรายได้ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย

รายได้จากการให้บริการโครงข่ายทีวีดิจิทัลในปีที่ผ่านมาของ บมจ. อสมท อยู่ที่ 194 ล้านบาท ลดลง 33% จากปีก่อน เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมา บมจ. อสมท ประสบปัญหาการค้างชำระค่าบริการโครงข่ายโทรทัศน์ระบบดิจิทัลบางราย และมีรายงานว่าลูกค้าบางราย หันหน้าไปคุยกับผู้ให้บริการโครงข่ายรายอื่นแล้ว

นี่ถือเป็นโจทย์ใหญ่สำคัญสำหรับผู้นำคนใหม่ของ บมจ. อสมท. ว่าจะเข้ามาสะสางปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างไร "นายเขมทัตต์ พลเดช" ซึ่งมีชื่อเล่นว่า "ใหญ่" เพิ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการผู้อำนวยการใหญ่คนล่าสุดเมื่อวันที่ 7 มี.ค. 2560 ที่ผ่านมา น่าจะเป็นผู้ให้คำตอบได้ดีที่สุด