สหภาพฯ ชี้ ช่องดิจิทัลล้นทำ อสมท ขาดทุน ไม่ใช่ความผิดพนักงาน

อสมท., สื่อรัฐวิสาหกิจ, สื่อไทย 4.0, MCOT, ถดถอย, ทีวีดิจิตอล, Image copyright SAEED KHAN/AFP/Getty Images

นายสุวิทย์ มิ่งมล ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสากิจ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) หรือ บมจ. อสมท กล่าวกับบีบีซีไทยหลังนำเสนอรายงานเรื่อง สื่อไทย 4.0 (3) : ยุคแห่งความอ่อนแอของสื่อรัฐวิสาหกิจ เมื่อวันที่ 12 มีนาคมที่ผ่านมา ว่าผลประกอบการและกำไรที่ลดลงของ บมจ. อสมท ไม่ได้เกิดขึ้นจากพนักงานไร้ประสิทธิภาพ แต่เกิดจากรายได้หลักที่เกิดจากอัตราค่าโฆษณาที่ลดลง จากการแข่งขันที่รุนแรงยิ่งขึ้น ภายหลังจากการเกิดของทีวีดิจิทัลเมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา

เหตุผลสำคัญที่นายสุวิทย์อธิบายเพิ่มเติมคือ อสมท ไม่มีความคล่องตัวเพราะดำเนินงานภายใต้ระเบียบราชการ ไม่ว่าจะเป็นระเบียบและการตอบสนองต่อนโยบายของรัฐ ผ่านสำนักนายกรัฐมนตรี และกระทรวงการคลัง ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ นอกจากนี้ ยังถูกกำกับภายใต้ระเบียบปฏิบัติของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

Image copyright Suvit Mingmol

ทั้งนี้ นายสุวิทย์ ผู้ซึ่งเป็นหัวหอกในการคัดค้านเรื่องการประมูลทีวีดิจิทัลมาตั้งแต่เริ่มต้น เชื่อว่าการประมูลทีวีดิจิทัลบริการธุรกิจ 24 ช่องในคราวเดียว จะก่อให้เกิดภาวะฟองสบู่ในอุตสาหกรรม และส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมโทรทัศน์โดยรวม เพราะเม็ดเงินโฆษณาในตลาดไม่ได้เติบโตตามจำนวนช่อง

เขายังไม่เห็นด้วยกับการที่ อสมท ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจต้องเข้าร่วมการประมูลใบอนุญาตประกอบกิจการทีวีดิจิทัลบริการธุรกิจ ในขณะที่องค์กรรัฐอื่นๆ อย่างเช่น ททบ. 5 กำลังแปรสภาพเป็นทีวีสาธารณะเพื่อความมั่นคงและสามารถหารายได้จากโฆษณา ในขณะที่องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) ซึ่งเป็นทีวีสาธารณะเช่นกันยังได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐบาล โดยมีแหล่งที่มาจากภาษีสรรพสามิตที่จัดเก็บจากสุราและยาสูบ จากเหตุผลดังกล่าวจึงทำให้ อสมท อาจจะไม่ได้รับความเป็นธรรมเท่าที่ควร

นับตั้งแต่ปี 2556 อสมท มีผลประกอบการและกำไรที่ติดลบมาอย่างต่อเนื่อง โดยปีที่แล้วเป็นปีแรกที่ขาดทุน 758 ล้านบาท ติดลบกว่า 1,823% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

ปัจจุบัน อสมท เป็นผู้ดำเนินการสถานีโทรทัศน์โมเดิร์นไนน์ทีวี หรือ ช่อง 9 เอ็มคอต เอชดี และช่องเอ็มคอต แฟมิลี่ เพื่อเด็กและครอบครัว สถานีวิทยุเอเอ็มและเอฟเอ็ม 62 สถานี และสื่อออนไลน์อื่นๆ

ปี 59 ไม่จ่ายโบนัสครั้งแรกในรอบกว่า 30 ปี

ผลจากการขาดทุนอย่างต่อเนื่อง ทำให้นายสุวิทย์ยอมรับว่า ย่างเข้าเดือนมีนาคมแล้ว พนักงานยังไม่ได้รับการพิจารณาประเมินผลประจำปี ซึ่งหมายถึงปีนี้อาจจะไม่ได้รับการปรับขึ้นเงินเดือนประจำปี ในขณะที่ปีนี้เป็นปีแรกในรอบ 39 ปี ที่ อสมท ไม่จ่ายโบนัสแก่พนักงาน และเป็นเวลา 3 ปีที่แล้วที่พนักงานทุกคนต้องยอมรับค่าล่วงเวลาแบบเหมาจ่าย แทนการรับค่าตอบแทนตามจริง

การแต่งตั้ง นายเขมทัตต์ พลเดช มาเป็นกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ของรัฐวิสาหกิจแห่งนี้เมื่อวันที่ 7 มีนาคมที่ผ่านมา คาดว่านำความหวังใหม่มาสู่ พนักงาน อสมท กว่า 1,440 คน โดยนายสุวิทย์ คาดหวังว่า ผู้นำคนใหม่จะช่วยฟื้นฟูกิจการของรัฐวิสาหกิจแห่งนี้ให้ดีขึ้น ในขณะเดียวกัน ก็เป็นผู้ผลักดันให้ประสานกับภาครัฐ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อแก้ไขระเบียบต่างๆ ที่เป็นอุปสรรคต่อ อสมท โดยเฉพาะในยุคที่รัฐบาลและสภานิติบัญญัติแห่งชาติเป็นเนื้อเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม นายเขมทัตต์ขอสงวนความเห็นใด ๆ เนื่องจากยังไม่ได้เข้าปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นทางการ คาดว่าจะเข้าเริ่มต้นในเดือนหน้า

ข่าวที่เกี่ยวข้อง