เพิ่มเติม:ผู้อำนวยการไทยพีบีเอสลาออก หลังกรณีฉาวซื้อตราสารหนี้

ไทยพีบีเอส, Thai PBS, ทีวีสาธารณะ, ลงทุนตราสารหนี้, แถลงการณ์, หุ้นกู้ซีพีเอฟ, องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย, ส.ส.ท., Image copyright Thai PBS

เว็บไซต์ไทยพีบีเอส รายงานว่านายกฤษดา เรืองอารีย์รัชต์ ผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) ได้ประกาศลาออกจากตำแหน่งแล้ว พร้อมระบุแม้ว่าการดำเนินงานจะถูกต้องและเป็นประโยชน์ต่อองค์กร แต่กระทบต่อความรู้สึกของประชาชนรวมทั้งเครือข่ายที่เคยทำงานร่วมกับไทยพีบีเอส จึงขอแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออก

ก่อนหน้านี้ ส.ส.ท.หรือไทยพีบีเอส ได้ ออกแถลงการณ์ชี้แจงกรณีการซื้อตราสารหนี้ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด หรือซีพีเอฟ ผ่านเว็บไซต์ไทยพีบีเอส ระบุถึงกรณีที่มี การแสดงความคิดเห็นจากผู้ชมบางส่วน ตั้งคำถามถึงความเหมาะสมของการซื้อตราสารหนี้ของเอกชน และกังวลว่าอาจกระทบต่อความเป็นอิสระในการทำหน้าที่สื่อสาธารณะ

ผู้บริหาร ส.ส.ท. แสดงความเสียใจและขอบคุณความเห็นจากสาธารณะต่อกรณีนี้ พร้อมชี้แจงว่า การบริหารสินทรัพย์สภาพคล่องมีจุดมุ่งหมายเพียงเพื่อให้การบริหารเงินรายได้ ที่รอถึงกำหนดจ่ายมีประสิทธิภาพและเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะมากที่สุดในกรอบของกฎหมาย โดยมีการจัดการบริหารความเสี่ยงทางการเงินเป็นเงื่อนไขกำกับการลงทุน ซึ่งเป็นการลงทุนในตราสารที่มีความเสี่ยงในระดับต่ำ และในการดำเนินการของปีงบประมาณ 2560 ผู้บริหารได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการนโยบาย มีการปรึกษากับที่ปรึกษาทางเงิน รวมถึงไม่มีนโยบายลงทุนในหุ้นสามัญหรือตราสารทุนอื่นๆ

Image copyright Chaiwat Subprasom/REUTERS
คำบรรยายภาพ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สั่งให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องตรวจสอบกรณีมีรายงานว่า ไทยพีบีเอสซื้อตราสารหนี้ซีพีเอฟ

แถลงการณ์ระบุว่า ผู้บริหาร ส.ส.ท. เตรียมพิจารณาทบทวนกรอบนโยบายที่ไทยพีบีเอสจะลงทุน และทบทวนการลงทุนในตราสารหนี้บางบริษัท เนื่องจากอาจทำให้เกิดข้อสงสัยต่อสังคมได้

"เพื่อยืนยันในหลักการของสื่อสาธารณะ ที่ให้ความสำคัญต่อการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างรอบด้าน เสียงวิพากษ์วิจารณ์และข้อคิดความเห็นต่าง ๆ ต่อการบริหารสินทรัพย์สภาพคล่องของ ส.ส.ท. จึงเป็นสิ่งที่ฝ่ายบริหาร เล็งเห็นว่ามีความจำเป็นต้องมีการพิจารณาทบทวนกรอบนโยบายลงทุน รวมทั้งการยุติการลงทุนในตราสารหนี้บางบริษัท ที่อาจจะส่งผลให้ภาคประชาชนและสังคมโดยรวมเกิดข้อสงสัยและความคลางแคลงใจ โดยจะมีการนำเสนอให้คณะกรรมการนโยบาย ส.ส.ท. พิจารณาโดยเร็วที่สุด" แถลงการณ์ระบุ

ขณะที่ในวันนี้ (15 มี.ค.) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงกรณีที่ ไทยพีบีเอส ซื้อตราสารหนี้ ซีพีเอฟว่า ได้ให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องตรวจสอบ ด้านนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไม่ทราบรายละเอียด จึงไม่สามารถตอบได้ว่าระเบียบของทีวีสาธารณะ สามารถนำงบประมาณที่รัฐให้ไปซื้อหุ้นเอกชนได้หรือไม่ แต่จะทำหนังสือสอบถามไปยังสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส ทั้งนี้ไทยพีบีเอสถือเป็นอิสระ และการซื้อตราสารหนี้ก็ไม่ต้องรายงานต่อรัฐบาล เพราะถือเป็นการปฏิบัติตามปกติ

Image copyright CHRISTOPHE ARCHAMBAULT/AFP/Getty Images

ก่อนหน้านี้ ดร. สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศ (TDRI) ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ร่วมออกแบบ พ.ร.บ.ไทยพีบีเอส แสดงความเห็นบนเฟซบุ๊กส่วนตัว ว่า การลงทุนซื้อตราสารหนี้ของไทยพีบีเอสไม่ขัดต่อกฎหมาย

ส่วนการลงทุนในตราสารหนี้ของซีพีเอฟนั้น ไทยพีบีเอสมีฐานะเป็นเจ้าหนี้ ไม่ต่างจากการนำเงินไปฝากธนาคาร ฉะนั้น จึงไม่มีความเสี่ยงต่อเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน แต่อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่ากรณีนี้จะไม่เกิดคำถามจากสาธารณะ

"การไปลงทุนที่เฉพาะเจาะจงในกิจการใดนั้น นอกจากจะมีมิติด้านการเงินแล้ว ยังมีมิติในเชิงสัญลักษณ์ด้วย โดยการลงทุนนั้นอาจถูกมองว่าเป็นการสนับสนุนองค์กรที่ไปลงทุน" ดร.สมเกียรติ ระบุ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง