จับตายูเอ็นออกรายงานสถานการณ์สิทธิพลเมืองไทย 24 มี.ค.นี้

คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ, UNCHR, ICCPR, คณะผู้แทนไทย, ชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ Image copyright FABRICE COFFRINI/AFP/Getty Images

ผู้แทนรัฐบาลไทยร่วมชี้แจงข้อซักถามบนเวทีสหประชาชาติ (UN) ตามกติกาว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองหรือ ICCPR ที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ระหว่างวันที่ 13-14 มี.ค.2560 ไทยถูกตั้งคำถามเรื่องการใช้อำนาจรัฐบาลทหาร เสรีภาพในการแสดงความเห็น และการบังคับสูญหาย

คณะผู้แทนไทย นำโดยนายชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ ปลัดกระทรวงยุติธรรม เข้าร่วมชี้แจง พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่จากกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงกลาโหม ตำรวจ สภาความมั่นคงแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวม 46 คน ซึ่งเป็นคณะผู้แทนชุดใหญ่ที่สุดในบรรดาประเทศที่เข้าร่วมชี้แจง

ในวันแรก คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UNCHR) ซักถามผู้แทนไทย ถึงกำหนดการบังคับใช้และประเด็นสิทธิเสรีภาพในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ผ่านการลงประชามติเมื่อปี 2559 ที่ผ่านมา การใช้อำนาจตามมาตรา 44 ของ คสช. แนวทางย้ายคดีพลเรือนจากศาลทหารกลับไปที่ศาลพลเรือน การบังคับใช้กฎหมายชุมนุมสาธารณะ การบังคับสูญหาย การปราบปรามซ้อมทรมาน โทษประหารชีวิต การประกาศกฎอัยการศึกและสถานการณ์ฉุกเฉินในจังหวัดชายแดนใต้

ส่วนประเด็นสำคัญในวันที่สอง UNCHR ได้แสดงความกังวลต่อการจำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นที่เพิ่มขึ้น รวมทั้งการดำเนินคดีตามกฎหมายอาญา มาตรา 112 ซึ่งกว้างขวาง และมีโทษที่รุนแรง ผู้แทนไทยไม่ได้ตอบคำถามชัดเจนถึงสาเหตุการคุมขังในคดี 112 ที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ผู้แทนไทยจากศาลทหาร ยังตอบข้อซักถามเกี่ยวกับการปฏิบัติต่อผู้ต้องคดี ว่าศาลทหารมีการฝึกอบรมแนวปฏิบัติทางสิทธิมนุษยชนอย่างสม่ำเสมอ ภายหลังถูกตั้งคำถามเรื่องการคุมขังในสถานที่ลับ

Image copyright Wasawat Lukharang/BBC Thai
คำบรรยายภาพ จากการรวบรวมข้อมูลขององค์กรระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชน PI เผยนักปกป้องสิทธิไทยถูกฆ่า-สูญหาย เกือบ 60 คนใน 20 ปี

นายสุณัย ผาสุก ที่ปรึกษาฮิวแมนไรท์วอทช์ ประเทศไทย 1 ใน 14 องค์กรภาคประชาสังคมที่ส่งรายงานเงาตรวจสอบสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในไทยไปยังสหประชาชาติ ระบุว่า ประเด็นหลักที่ UNCHR ซักถามคือการใช้อำนาจตามมาตรา 44 แม้ว่าทางผู้แทนไทยจะชี้แจงว่ามาตรา 44 จะถูกใช้ไปในการปลดล็อกขั้นตอนทางราชการ แต่กลับถูกโต้แย้งจากยูเอ็นว่า ถูกนำไปใช้ในการลิดรอนสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นที่ฐานของประชาชน ซึ่งขัดต่อกติกาหลักๆ ของ ICCPR กำหนดไว้ เช่น การให้อำนาจเจ้าหน้าที่ทหารควบคุมตัวบุคคลโดยพลการ การควบคุมตัวโดยไม่ตั้งข้อหา หรือการควบคุมในสถานที่ลับที่อาจนำไปสู่การบังคับสูญหาย

สุณัย ระบุอีกว่า แม้ว่าทางการไทยจะระดมเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปชี้แจง แต่ก็ตอบคำถามได้ไม่ถูกต้องตามข้อเท็จจริง และถูกโต้แย้งด้วยข้อมูลของ UNCHR

"กรณีการสูญหายของทนายสมชาย นีละไพจิตร และนายพอละจี รักจงเจริญ ไทยถูกตั้งคำถามเรื่องผลในทางปฏิบัติที่รื้อคดีขึ้นมาใหม่ แต่ยังไม่มีกรอบเวลาที่ชัด ไม่มีการแจ้งต่อเลขาธิการยูเอ็นหลัง สนช.ผ่านมติให้สัตยาบันอนุสัญญาต่อต้านบังคับสูญหาย ทำให้เชื่อได้ว่าไทยไม่ต้องการมีพันธะในการออกกฎหมายเรื่องนี้"

Image copyright Chaiwat Subprasom/REUTERS

ทั้งนี้ ในวันที่ 24 มีนาคม 2560 UNCHR จะออกรายงานผลการพิจารณาสถานการณ์สิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองต่อประเทศไทย นายสุณัยคาดว่าจะมีการตั้งประเด็นเร่งด่วนที่ไทยต้องตอบสนองภายใน 1 ปี

ด้าน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี วานนี้ (14 มี.ค.) ว่าผู้แทนไทยที่เข้าร่วมประชุม ICCPR ที่นครเจนีวา ทำหน้าที่อย่างดีที่สุด และต้องหันกลับมาดูว่าบ้านเมืองไทยอยู่ในสถานการณ์ใด และจะแก้ปัญหาประเทศอย่างไร ซึ่งต้องรอดูผลหลังจากกลับมาอีกครั้ง แต่ต้องเข้าใจว่าทุกประเทศถูกซักถามทั้งหมด และไทยโดนถาม 10 คำถาม แต่ก็ตอบไปทั้งหมด เบื้องต้นที่ประชุมก็รับฟังด้วยดี ไม่ได้รุกไล่อะไรมาก

ก่อนหน้านี้ UNCHR ได้ส่งประเด็นคำถามมายังรัฐบาลไทย 28 ข้อ ครอบคลุมประเด็นภายใต้กติกาของ ICCPR ซึ่งรัฐบาลไทยได้จัดส่งคำชี้แจงกลับไปเมื่อเดือน พ.ย. 2559 ทั้งหมด 152 ข้อ โดยคำชี้แจงต่อข้อซักถามเหล่านี้ถูกนำมาถามในเวทีที่นครเจนีวาครั้งนี้ด้วย นอกจากนี้ยังมีองค์กรภาคประชาสังคม 14 องค์กรส่งรายงานเงาหรือรายงานคู่ขนานเป็นข้อมูลให้แก่สหประชาชาติอีกทางหนึ่ง

ส่วนเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2560 กระทรวงการต่างประเทศของไทยแถลงว่า การนำเสนอรายงานด้วยวาจาต่อ UNCHR เป็นการปฏิบัติปกติที่รัฐภาคีต้องหมุนเวียนกันมารายงาน มิใช่เวทีที่มุ่งโจมตีประเทศใดประเทศหนึ่งเป็นการเฉพาะ รวมทั้งเป็นแนวปฏิบัติปกติตามพันธกรณีกฎหมายระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชนอื่นๆ

ทั้งนี้ ไทยเข้าร่วมเป็นภาคี ICCPR เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2539 และเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 29 มกราคม 2540