ประวัติศาสตร์คสช. อภิสิทธิ์อ่าน ประชาชนเขียน
อุปกรณ์ของท่านไม่สามารถใช้งานเครื่องเล่นสื่อได้

รายงานพิเศษ : ประวัติศาสตร์ คสช. อภิสิทธิ์อ่าน ประชาชนเขียน

7 ปี หลัง คืนที่ "ทุกข์ที่สุดตั้งแต่เป็นนายกรัฐมนตรี" เราชวน อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ย้อนอดีตถึง ปฏิบัติการ "ขอคืนพื้นที่" สี่แยกคอกวัว จากผู้ชุมนุมที่เรียกตัวเองว่า "แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ" (นปช.) เมื่อ 10 เมษายน 2553 ซึ่งจบลงด้วยความสูญเสีย 27 ชีวิต และ ให้เขาเปรียบเทียบกับ ความพยายามสร้างความปรองดองของรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหารของ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา

"เราต้องเรียนรู้จากอดีต มันไม่ใช่การจำเพื่อทำให้เกิดอารมณ์ของความโกรธ ความแค้น หรืออะไรก็ตาม แต่เราต้องมาช่วยกันคิดว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ที่เราคิดว่ามันไม่พึงประสงค์ มีที่มาที่ไปอย่างไร และจะป้องกันไม่ให้มันเกิดขึ้นอีกในอนาคตอย่างไร" อภิสิทธิ์บอกกับบีบีซีไทย พร้อมยืนยัน "หากไม่มี 'กองกำลังติดอาวุธ' และ 'ชายชุดดำ' ก็ไม่เกิดความรุนแรงขึ้น" ในวันที่เขา "ร้องไห้อยู่นานมาก"

แม้ผ่านประสบการณ์ด้านมืดจากการถูกมวลชนล้อมกรอบ ชุมนุมตามท้องถนนเพื่อขับไล่จากอำนาจสมัยเป็นรัฐบาล ทว่า เมื่อพรรคประชาธิปัตย์กลับไปทำหน้าที่ฝ่ายค้าน พวกเขากลับเลือกเล่มเกมเดียวกัน โดย สุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ นำทีม 9 ส.ส. ลาออกจากสภาฯ แล้วกระโจนลงสู่ท้องถนน ในฐานะผู้นำมวลชนที่เรียกตัวเองว่า "คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข" (กปปส.) เพื่อต่อต้านร่างพ.ร.บ. นิรโทษกรรม ในปี 2556 ก่อนยกระดับเป็นปฏิบัติการ "เป่านกหวีด" ขับไล่รัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

Image copyright Paula Bronstein/Getty Images
คำบรรยายภาพ ปฏิบัติการขอคืนพื้นที่บริเวณแยกราชประสงค์ในการชุมนุมของกลุ่ม นปช.เมื่อปี 2553

หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์อธิบายจุดยืนของเขาในเรื่องนี้ว่า คือ "การสนับสนุนการใช้สิทธิตามกรอบรัฐธรรมนูญด้วยการ 'เคลื่อนไหวอย่างสงบปราศจากอาวุธ' และ ไม่เคยมีตรงไหนที่พรรคสนับสนุนการรัฐประหาร"

แต่เมื่อสถานการณ์ลุกลามบานปลาย จนรัฐบาลพลเรือนไม่อาจควบคุม กองทัพจึงเข้ามาปิดเกม

ไม่กี่นาทีก่อนรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 อภิสิทธิ์ระบุว่าได้พูดคุยกับตัวแทนของรัฐบาล โดยชี้ว่า "เมื่อประชาชนจำนวนมากหมดศรัทธาในกระบวนการ ทางเดียวที่จะรักษาประชาธิปไตยเอาไว้ได้ คือผู้มีอำนาจต้องยอมถอย มาตกลงกันว่าจะเอาใครดูแลบ้านเมืองชั่วคราวในเวลาสั้นๆ เพื่อปูทางไปสู่การเลือกตั้ง"

แต่เมื่อรัฐบาลรักษาการยืนยัน "ไม่ลาออก" กลางวงประชุมผู้มีส่วนได้เสีย 7 ฝ่ายเพื่อหาทางออกให้บ้านเมือง ที่สโมสรกองทัพบก ถนนวิภาวดีฯ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ขณะนั้น) จึงประกาศยึดอำนาจ

"ไม่ว่าจะเป็นปี 2549 หรือ 2557 ข้ออ้างสำคัญในการปฏิวัติรัฐประหารคือถ้าไม่ทำจะเกิดความวุ่นวายโกลาหล ถึงขั้นเป็นสงครามกลางเมือง" อภิสิทธิ์กล่าว

Image copyright CHRISTOPHE ARCHAMBAULT/AFP/Getty images
คำบรรยายภาพ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ในบทบาทแกนนำ กปปส.หลังลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์ ช่วงชุมนุมประท้วงปี 2556-2557

ในห้วง 12 ปีแห่งวังวนความขัดแย้ง อภิสิทธิ์ไม่อาจระบุได้อย่างชัดเจนว่าฉากไหน-เหตุการณ์ใดคือ "วิกฤตที่สุด" ของชาติ แต่มองเห็นต้นเหตุแห่งความแตกแยกว่ามาจากรัฐบาลเสียงข้างมากมีแนวคิดใช้อำนาจอย่างไร้ขอบเขต แทรกแซงสื่อ ใช้กลไกรัฐปิดพื้นที่ของผู้เห็นต่าง จึงเป็นที่มาของการชุมนุมประท้วง โดยมีปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่น และการขายหุ้นเครือชินคอร์ปโดยหลบเลี่ยงการเสียภาษีเป็นตัวจุดชนวน

เมื่อรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ชวนนักการเมืองทบทวนอดีต พรรคประชาธิปัตย์จึงเสนอสูตร "ปรองดองเพื่ออนาคต" ต่อคณะกรรมการอำนวยการเตรียมการสร้างความสามัคคีปรองดอง ที่มีปลัดกระทรวงกลาโหมเป็นประธาน เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2560 หัวใจสำคัญคือทำให้กระบวนการประชาธิปไตยกับกระบวนการยุติธรรมทำงานได้ และเป็นกลไกหลักที่ใช้หาข้อยุติในความแตกต่างของสังคม

อย่างไรก็ตามสูตรปรองดองนี้ไม่ขอตั้งต้นด้วยการตั้งคณะกรรมการค้นหาความจริง ด้วยเหตุผลที่ว่ารายงานของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ที่รัฐบาลอภิสิทธิ์ตั้งขึ้นหลังผ่านเหตุการณ์สลายการชุมนุมนปช. เมื่อปี 2553 เคยถูกอีกฝ่าย "ฉีกทิ้ง"

"ถ้าเกิดยังปลุกระดมกันอยู่ว่าถ้าข้อเท็จจริงไม่ตรงกับใจตัวเอง ก็ไม่ยอมรับ.. ทางเดียวก็คือกระบวนการยุติธรรมให้คำตอบ ศาลจะเป็นคนชี้ว่าข้อเท็จจริงคืออะไร ใครควรรับผิดชอบทางกฎหมาย หลังจากนั้นค่อยมาพูดถึงกระบวนการ อาจจะขอพระราชทานอภัยโทษ ขอลดหย่อนผ่อนโทษ หรือรอกำหนดโทษก็ได้"

Image copyright PORNCHAI KITTIWONGSAKUL/AFP/Getty Images
คำบรรยายภาพ การชุมนุมของกลุ่ม นปช.หรือม็อบเสื้อแดงปี 2553

ข้อเรียกร้องของเขาคือ "นิรโทษกรรมทันที" แก่ประชาชนทุกคนที่เข้าร่วมชุมนุมโดยสุจริต แต่ทำผิดกฎหมายพิเศษ ทำผิดกฎหมายเล็กน้อยในการชุมนุม

"ปัญหาคือผมไม่เข้าใจว่าทำไมไม่นิรโทษกรรมประชาชนทั่วไป ในความผิดที่เป็นความผิดพิเศษ ผมก็เข้าใจว่าทำไมทำยาก เพราะถ้าจะนิรโทษกรรมตรงนี้ ต้องรวมถึงคนที่ขัดคำสั่ง คสช.ด้วย เพราะนั่นก็เป็นความผิดทางการเมือง ก็เลยทำให้ คสช.อยู่ในฐานะลำบาก.. แต่ถ้าเราจะทำเรื่องปรองดอง เราต้องคิดถึงเรื่องเหตุผล หลักการ ไม่ใช่คิดถึงหน้าคน กลุ่มคน เหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง เพราะยิ่งถ้าเราทำอย่างนั้น ก็จะยิ่งทำให้เกิดเงื่อนไขว่าตกลงมันเป็นธรรมไหม มีกี่มาตรฐานแล้ว ทำไมกลุ่มนี้ได้อย่างนี้ ทำไมอีกกลุ่มได้อย่างนั้น" อภิสิทธิ์กล่าว

อย่างไรก็ตามแผนนิรโทษกรรมยังเป็น "วาระต้องห้าม" ของรัฐบาล แต่ผลิตผลสำคัญที่ "นายพล คสช." ต้องการคือการจับนักการเมืองเซ็นสัญญาประชาคม "ปรองดองก่อนเลือกตั้ง" ซึ่ง "อภิสิทธิ์" เห็นว่าการตั้งโจทย์ว่าความขัดแย้งเกิดจากประชาธิปไตย หรือเกิดจากการเลือกตั้ง อาจทำให้เดินไปในทิศทางที่ผิด

"ถ้ามีการลงเอ็มโอยู (บันทึกความตกลง) ดีไม่ดีรัฐบาลคสช. ต้องมาลงด้วย และยิ่งไปกว่านั้นถ้าเป็นการลงเกี่ยวกับการเลือกตั้งและผลการเลือกตั้ง ผมอยากให้วุฒิสมาชิกอีก 250 คนมาลงด้วยว่าจะไม่ฝืนเจตนาประชาชน ไม่อย่างนั้นความขัดแย้งก็เกิดขึ้นได้อีก"

และไม่ลืมทิ้ง "วรรคทอง" ระหว่างร่วม "โต๊ะกลมปรองดอง" ภายในศาลาว่าการกระทรวงกลาโหม

Image copyright Athit Perawongmetha/Getty Images
คำบรรยายภาพ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ช่วงระหว่างหาเสียงเลือกตั้งใหญ่เดือนมิถุนายน 2554 ในปีนั้นพรรคประชาธิปัตย์แพ้เลือกตั้ง

"เอ็มโอยูจะให้เซ็นน่ะ ก็เซ็นกันไปสิ ผมยังย้อนเลย บอกว่าคุณประยุทธ์ยังเคยประกาศจะไม่ปฏิวัติเลย ผมก็ไม่ได้ว่าคุณประยุทธ์ผิดคำพูดอะไรนะ แต่ผมจะบอกว่าวันที่คุณประยุทธ์บอกว่าจะไม่ปฏิวัติ ผมก็เชื่อว่าคุณประยุทธ์ไม่ต้องการจะปฏิวัติ ถึงวันนี้คุณประยุทธ์ก็บอกไม่ได้อยากปฏิวัติ ผมก็บอกเหมือนกันครับ คุณจะมาบอกให้ผม ต่อไปนี้ไม่มีการชุมนุมแล้ว วันนี้ผมก็ตั้งใจอย่างนั้น แต่ถ้าวันข้างหน้ามันมีสิ่งเลวร้ายเกิดขึ้น ผมก็ต้องออกไป ดังนั้นคุณจะมาให้เซ็น มันเพื่อประโยชน์อะไร"

ในทัศนะของนายกฯ คนที่ 27 ความสำเร็จของนายกฯ คนที่ 29 จะถูกตัดสินโดยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากนี้

"ประวัติศาสตร์เวลาจารึก จะจารึกว่าเมื่อ คสช.เข้ามาแล้ว ออกไปแล้ว ตกลงแก้ปัญหาที่ตัวเองบอกว่าจะเข้ามาแก้ได้หรือไม่"

นั่นหมายความว่าคนเขียนประวัติศาสตร์หน้าสุดท้ายให้คสช. ไม่ใช่ พล.อ. ประยุทธ์ แต่คือประชาชน!!!

รายงานโดย หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ ผู้สื่อข่าวอิสระ บีบีซีไทย

หมายเหตุ : ติดตามรายงานพิเศษชุด "พรรคการเมืองในเกมปรองดองลายพราง" ได้ตลอดเดือนเมษายน สัปดาห์หน้าพบกับ "THE PLAYER" มุมมองจากพรรคที่เป็น "ผู้เล่นหลัก" ในสนามการเมืองและสนามปรองดอง

ข่าวที่เกี่ยวข้อง