ไทยอยู่จุดไหน : 5 ปัจจัยเสี่ยงอุบัติเหตุทางถนน

อุบัติเหตุ Image copyright AFP/Getty Images

ศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนสรุปตัวเลขอุบัติเหตุในช่วง 7 วันอันตรายในเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ว่า ช่วงสองวัน (11-12 เม.ย.) เกิดอุบัติเหตุทั่วประเทศแล้ว 995 ครั้ง มีผู้เสียชีวิต 82 ราย และบาดเจ็บ 1,049 คน

ก่อนเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ ทางการเร่งเข็นมาตรการรณรงค์ความปลอดภัยทางถนนออกมา โดยบังคับใช้กฎหมายตาม ม.44 กำหนดให้ผู้ขับขี่ ผู้โดยสารรถยนต์ ทั้งส่วนบุคคล-สาธารณะ ต้องคาดเข็มขัดนิรภัยทุกที่นั่ง และยังส่งผลถึงการห้ามบรรทุกผู้โดยสารบนรถกระบะ-แค็ป โดยส่วนหลังนี้เรียกเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าไม่สอดคล้องกับวิถีการใช้รถของ คนไทย จนรัฐต้องยอมผ่อนปรนการบังคับใช้กฎหมายออกไปจนถึงหลังสงกรานต์

ตามรายงานของสหประชาชาติเมื่อปี 2558 ชี้ว่าทั่วโลกมีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนน 1.25 ล้านคนต่อปี และตัวเลขนี้ค่อนข้างคงที่มาตั้งแต่ปี 2550 ทำให้เห็นถึงความ ก้าวหน้าของสิ่งที่ได้ดำเนินการไป แต่ยังไม่เพียงพอ

Image copyright Paula Bronstein/Getty Images

ในรายงานสถานการณ์โลกด้านความปลอดภัยทางถนนยังให้รายละเอียดในเรื่องกฎหมายเกี่ยวกับ 5 ปัจจัยเสี่ยงสำคัญ ได้แก่ความเร็ว เมาแล้วขับ การสวมหมวกนิรภัย การคาดเข็มขัดนิรภัย และการใช้เบาะนิรภัยสำหรับเด็กในรถยนต์

ในส่วนของไทยนั้นถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่ไม่มีกฎหมายจํากัดความเร็ว หรือ จํากัดความเร็วบนถนนในเขตเมืองสูงกว่า 50 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

แต่ในแง่กฎหมายว่าด้วยพฤติกรรมเมาแล้วขับนั้นไทยมีกฎหมายกำหนดให้ผู้ขับขี่รถยนต์ห้ามมีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดระหว่าง 0.05 ถึง 0.08 กรัมต่อเดซิลิตรและห้ามมีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดของผู้ขับรถยนต์ ซึ่งเป็นวัยรุ่น/มือใหม่สูงกว่า 0.02 กรัมต่อเดซิลิตร

Image copyright Paula Bronstein/Getty Images

ในเวลาเดียวกันไทยมีกฎหมายและมาตรฐานหมวกนิรภัย ฉบับสมบูรณ์ ส่วนการบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยเข็มขัดนิรภัยนั้น รายงานเมื่อปี 2558 ชี้ว่าไทยอยู่ในกลุ่มที่มีกฎหมายว่าด้วยเข็มขัดนิรภัยกําหนดให้ทุกคนที่นั่งเบาะหน้าต้องคาดเข็มขัดนิรภัย (ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 5 เม.ย.2560 ไทยได้เริ่มบังคับใช้กฎหมายตาม ม.44 กำหนดให้ผู้ขับขี่ ผู้โดยสารรถยนต์ ทั้งส่วนบุคคล-สาธารณะ ต้องคาดเข็มขัดนิรภัยทุกที่นั่ง)

แต่ไทยยังไม่มีกฎหมายว่าด้วยเบาะนิรภัยสําหรับเด็ก/กฎหมายว่าด้วยเบาะนิรภัยสําหรับเด็ก ไม่อิงกับอายุ/นํ้าหนัก/ความสูงของเด็กและไม่มีข้อห้ามไม่ให้เด็กนั่งที่เบาะหน้า

Image copyright NICOLAS ASFOURI/AFP/Getty Images

ห้ามนั่งท้ายกระบะ ต้องให้เวลาปรับตัว

ดร.สุเมธ องกิตติกุล นักวิชาการจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวกับบีบีซีไทยถึงมาตรการห้ามนั่งท้ายรถกระบะว่าแม้จะเป็นมาตรการที่ "ช็อค" ประชาชน แต่ต้องยอมรับว่าคนไทยมีวิถีการใช้รถผิดวัตถุประสงค์ไปจากการออกแบบ โดยรถประเภทนี้ต้องใช้บนถนนที่ใช้ความเร็วต่ำ ประชาชนเองควรเลือกซื้อรถให้ถูกประเภท ไม่ใช่ใช้เอนกประสงค์

ดร.สุเมธ กล่าวว่าการห้ามนั่งท้ายรถกระบะสามารถทำได้แต่ต้องค่อยเป็นค่อยไป โดยระยะแรกอาจประกาศห้ามบนทางหลวงเชื่อมระหว่างภูมิภาค (ทางหลวงเลขตัวเดียว) ก่อน ต่อมาเป็นทางหลวงระหว่างจังหวัด และอาจอนุญาตให้สามารถนั่งท้ายกระบะได้เฉพาะถนนในเขตเทศบาล ไม่ใช่ถนนใหญ่

Image copyright SAEED KHAN/AFP/Getty Images

นอกจากนี้จะต้องให้เวลาประชาชนปรับตัว 1-2 ปี ในเวลาเดียวกันภาครัฐก็จะต้องเร่งทำความเข้าใจให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญและความปลอดภัย

"ครั้งนี้เป็นครั้งแรกว่ารัฐบาลออกมาตรการลักษณะนี้มา เห็นได้ชัดว่ามีแรงต้านค่อนข้างสูง แต่เป็นเรื่องที่ผมรู้สึกยินดีด้วยซ้ำ เพราะอย่างน้อยก็มีการเอามาพูดกันว่ามีความเสี่ยงเรื่องการสูญเสียจากอุบัติเหตุอยู่ ถ้าไม่มีประกาศประชาชนก็จะไม่เคยรู้เรื่องนี้"

Image copyright PORNCHAI KITTIWONGSAKUL/AFP/Getty Images

ใช้กฎหมายอย่างเดียวไม่แก้ปัญหา เพราะประชาชนยังไร้ทางเลือก

น.ส.ณิชมน ทองพัฒน์ นักวิจัยอีกคนหนึ่งของทีดีอาร์ไอ เขียนบทความเผยแพร่ทางเว็บไซต์ของทีดีอาร์ไอ "สะท้อนมุมมองกรณีถอยคำสั่ง ห้ามนั่งท้ายกระบะ" โดยระบุว่า แม้ประชาชนจะตระหนักถึงความเสี่ยงเรื่องความปลอดภัยจากการนั่งท้ายกระบะ แต่คนก็ยังขาดทางเลือกในการเดินทาง โดยเฉพาะรถโดยสารสาธารณะที่ปลอดภัยและเพียงพอ ซึ่งรัฐต้องคำนึงในจุดนี้

ข่าวที่เกี่ยวข้อง