"2-3 เสือ กกต." ส่อตกสเปคตาม รธน. ใหม่

เจ้าหน้าที่กับกล่องบัตรลงคะแนน Image copyright Wasawat Lukharang/BBCThai

ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง เสนอโดยคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) มีเนื้อหารวม 78 มาตรา นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. ได้นำเสนอเป้าหมายหลักของร่างกฎหมายฉบับนี้ เพื่อให้การเลือกตั้งสุจริต เที่ยงธรรม และได้คนดีปกครองบ้านเมือง

แม้สมาชิก สนช. จะเห็นด้วยในหลักการ แต่มีข้อท้วงติงใน 2 ประเด็นหลัก คือสถานะของกรรมการ กกต. ปัจจุบัน 5 คน เนื่องจากร่างกฎหมายนี้ กำหนดให้มี กกต. 7 คน โดยนายสมชาย แสวงการ สมาชิก สนช. ระบุว่า จากการพิจารณาของ สนช.ในเบื้องต้น พบว่ามี กกต. จำนวน 2-3 คนขาดคุณสมบัติตามร่างกฎหมายนี้ พร้อมตั้งคำถามว่า กรธ.กำลังปฏิรูปหรือปฏิวัติองค์กรอิสระหรือไม่ สมาชิก สนช. หลายรายจึงอภิปรายสนับสนุนให้ "5 เสือ กกต." ชุดปัจจุบันดำรงตำแหน่งต่อไปจนกว่าจะครบวาระ โดยให้เหตุผลว่า "กกต.เสียสละเข้ามาเพื่อรับการสรรหา หากอยู่ ๆ ต้องพ้นวาระไปด้วยรัฐธรรมนูญที่กำหนดคุณสมบัติที่เข้มข้นขึ้น มองว่าไม่เป็นธรรม"

อีกประเด็นคือ การยุบ "กกต.จังหวัด" ที่มาจากการแต่งตั้งของ กกต.กลาง แล้วเปลี่ยนเป็นการขึ้นบัญชี "ผู้ตรวจการเลือกตั้ง" เอาไว้จังหวัดละ 5-8 คน เป็นเวลา 5 ปี และทำหน้าที่เฉพาะในช่วงที่มีการเลือกตั้งเท่านั้น โดยผู้ตรวจฯ เหล่านี้ต้องไม่ใช่คนในพื้นที่ ไม่เป็นข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่ง สนช. หลายรายท้วงติงว่าอาจเกิดปัญหาความไม่คุ้นชินกับพื้นที่ สมาชิกบางคนถึงกับตั้งคำถามว่า กรธ.ไปศึกษาเรื่องนี้มาจากที่ใด เหมาะสมกับสังคมไทยหรือไม่

Image copyright Wasawat Lukharang/BBCThai

นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. ชี้แจงว่า เหตุที่ยุบ กกต.จังหวัด และตั้งผู้ตรวจฯ แทน เป็นเพราะได้เพิ่มอำนาจให้ กกต. จากเดิมมี 5 คน เป็น 7 คน และมีอำนาจบริหารและตุลาการในตัว รวมถึงให้อำนาจปฏิบัติการด้วย จึงไม่อยากให้ กกต. ถ่ายอำนาจไปให้กลุ่มบุคคลอื่น รวมถึง กกต.จังหวัดที่มีอำนาจชี้ขาด และมักมีข้อติฉินนินทาว่าทำให้เกิดความไม่เที่ยงธรรม และด้วยข้อมูลข่าวสารในปัจจุบัน ก็จะช่วยให้ผู้ตรวจฯ รับทราบสถานการณ์ในพื้นที่ได้ โดยไม่จำเป็นต้องไปฝังตัวอยู่ในพื้นที่

นายมีชัยย้ำว่า การยกเลิก กกต.จังหวัด "เป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว" พร้อมยกผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนของสำนักงาน ที่พบว่าประชาชนร้อยละ 68 สนับสนุนให้ยกเลิก กกต.จังหวัด

ส่วนคุณสมบัติของ กกต. ชุดปัจจุบันว่า แม้กฎหมายไม่ควรมีผลย้อนหลังในลักษณะเป็นโทษ แต่รัฐธรรมนูญได้กำหนดคุณสมบัติ และลักษณะต้องห้ามค่อนข้างเข้มงวด เพื่อให้ได้บุคคลที่กล้าหาญ สุจริตในการทำงาน เมื่อรัฐธรรมนูญไม่มีข้อยกเว้นให้แก่บุคคลที่อยู่ก่อนหน้านี้ กรธ.จึงต้องเขียนกฎหมายให้สอดคล้อง หากใครมีคุณสมบัติถูกต้องก็ให้อยู่ต่อจนครบวาระ แต่ถ้าไม่ถูกต้อง ก็จะต้องพ้นจากตำแหน่งไป

"กรธ.ไม่ได้ใจไม้ไส้ระกำ เพียงแต่นึกไม่ได้ว่าจะหาทางแก้อย่างไร" นายมีชัยระบุ

Image copyright Wasawat Lukharang/BBCThai
คำบรรยายภาพ นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อาจอยู่ในข่ายผู้ที่ขาดคุณสมบัติเป็นกรรมการ กกต.ตามร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วย กกต.ฉบับใหม่

ทั้งนี้ ที่ประชุม สนช. มีมติ "รับหลักการ" ร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยกกต. ด้วยมติเอกฉันท์ 201 เสียง ต่อ 0 งดออกเสียง 2 เสียง พร้อมตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ จำนวน 31 คน มีระยะเวลาการแปรญัตติ 7 วัน และพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 45 วัน

สำหรับ กรรมการ กกต. ที่สนช. ตรวจพบว่าส่อขาดคุณสมบัติตามร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วย กกต. ฉบับใหม่ คือนายประวิช รัตนเพียร เนื่องจากเคยเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และพ้นมาแล้วไม่ถึง 10 ปี โดยเพิ่งพ้นจากตำแหน่ง รมว.วิทยาศาสตร์ มาในปี 2556

เช่นเดียวกับนายสมชัย ศรีสุทธิยากร ที่รับราชการตำแหน่ง "อธิบดี" หรือหัวหน้าส่วนราชการที่เทียบเท่าไม่ต่ำกว่า 5 ปี แต่ก่อนหน้านี้เจ้าตัวอ้างว่าไม่ขาดคุณสมบัติ เพราะเคยทำงานในองค์กรภาคประชาสังคม อย่างองค์กรกลาง (พีเน็ต) มานานถึง 20 ปี พร้อมออกมาแสดงความไม่เห็นด้วยกับกรธ. ที่พยายาม "เซ็ทซีโร่ กกต." แต่ในวันที่ กรธ. ส่งร่างกฎหมายนี้เข้าสภา 17 เมษายนที่ผ่านมา นายสมชัยกลับบอกว่า "คิดว่าทุกคนพร้อมออก พร้อมเก็บของ"

สำหรับบุคคลที่จะชี้ขาดว่า 5 เสือ กกต.ชุดนี้ตกสเปคหรือไม่ คือ "คณะกรรมการสรรหา" ที่มีประธานศาลฎีกาเป็นประธาน ซึ่งหากพบว่าขาดคุณสมบัติก็สามารถสั่งให้พ้นจากตำแหน่งได้ทันที และคำวินิจฉัยถือเป็นที่สุด ซึ่งรายละเอียดนี้ถูกกำหนดไว้ในบทเฉพาะกาลของร่าง พ.ร.ป. ว่าด้วยกกต. นั่นเอง

ข่าวที่เกี่ยวข้อง