เพิ่มเติม: สปท.ผ่านร่างกฎหมายคุมสื่อแล้ว

ร่างกฎหมายฉบับนี้ ระบุให้ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน ต้องมีใบอนุญาต Image copyright MANAN VATSYAYANA/AFP/Getty Images
คำบรรยายภาพ ร่างกฎหมายฉบับนี้ ระบุให้ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน ต้องมีใบอนุญาต

วันนี้ (1 พ.ค.) ที่ประชุมสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ลงมติเห็นชอบ 141 เสียง ต่อ 13 เสียง ผ่านร่าง พ.ร.บ.การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. ..... หรือที่ถูกเรียกว่าร่างกฎหมายคุมสื่อ โดยมีสมาชิก สปท.งดออกเสียง 17 คน หลังสมาชิกร่วมอภิปรายนานกว่า 7 ชั่วโมง

ที่ประชุม สปท.ยังมีมติให้ กมธ.ปฏิรูปสื่อ ที่เสนอร่างกฎหมายนี้ นำความเห็นของสมาชิกที่อภิปรายประเด็น "คณะกรรมการสภาวิชาชีพ" มาปรับปรุงเนื้อหา ก่อนส่งให้คณะรัฐมนตรีพิจารณา

หลัง สปท.ผ่านร่างกฎหมาย นายมงคล บางประภา เลขาธิการและอุปนายกฝ่ายบริหารสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่าพรุ่งนี้ (2 พ.ค.) ตัวแทนองค์กรสื่อจะไปยื่นหนังสือคัดค้านร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ต่อนายกรัฐมนตรีที่ทำเนียบรัฐบาล

ส่วนเนื้อหาของร่าง มติชนออนไลน์รายงานว่า กมธ.ชุดปฏิรูปสื่อ ชี้แจงว่าได้ปรับเรื่องใบอนุญาตประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนเป็นใบรับรองวิชาชีพที่ออกให้โดยองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน ตัดบทลงโทษจำคุกและปรับสื่อมวลชน รวมทั้งเจ้าของสื่อในร่างกฎหมายนี้ แต่ยังคงนิยาม สื่อมวลชน ครอบคลุมสื่อออนไลน์ เจ้าของแฟนเพจเฟซบุ๊กที่มีผู้ติดตามเป็นหมื่นๆ คน เพราะมีรายได้ทางอ้อมจากโฆษณาบนสื่อออนไลน์

ในช่วงเช้า นายปราเมศ เหล็กเพ็ชร์ นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ได้เข้ายื่นหนังสือคัดค้านร่างกฎหมายฉบับนี้ ในนามตัวแทน 30 องค์กรวิชาชีพสื่อ ต่อนายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธาน สปท. ยืนยันให้ถอนร่าง พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว เพราะเห็นว่าขัดต่อหลักเสรีภาพของสื่อมวลชน

วานนี้ (30 เม.ย.) เว็บไซต์ผู้จัดการ และกรุงเทพธุรกิจ รายงานตรงกันว่า พล.อ.อ.คณิต สุวรรณเนตร ประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านสื่อสารมวลชน ระบุว่าก่อนเริ่มการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) พิจารณาร่าง พ.ร.บ.การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. ..... ในวันพรุ่งนี้ (1 พ.ค.) จะมีการหารือกับคณะกรรมาธิการฯ เพื่อเสนอให้ตัดหลักการเกี่ยวกับการออกใบประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน รวมถึงบทลงโทษออกจากร่างกฎหมาย หลังมีกระแสคัดค้านจากสื่อมวลชน แต่จะยังคงรายละเอียดตัวแทนภาครัฐ 2 คน ที่จะนั่งเป็นคณะกรรมการสภาวิชาชีพไว้

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาเกิดกระแสแสดงความไม่เห็นด้วยจากวิชาชีพสื่อสารมวลชน ทั้งจากองค์กรสื่อ และผู้สื่อข่าวภาคสนาม ต่อร่างกฎหมายที่ถูกเรียกว่า "กฎหมายคุมสื่อ" โดยเฉพาะประเด็นการขึ้นทะเบียนสื่อ ที่บังคับให้ผู้ที่ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน ขึ้นทะเบียนกับสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ ที่จะถูกจัดตั้งขึ้นตามร่าง พ.ร.บ.

Image copyright Getty Images

3 เรื่องในร่างกฎหมายคุมสื่อที่ถูกค้าน

  • ตีทะเบียนสื่อ

ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน ต้องมีใบอนุญาต ตามมาตรา 30 ของร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ระบุให้สภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ ซึ่งประกอบด้วยคณะกรรมการและสมาชิกที่เป็นองค์กรวิชาชีพ มีอำนาจหน้าที่รับขึ้นทะเบียน ออกและเพิกถอนใบอนุญาตให้ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน ตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการวิชาชีพกำหนด

ทั้งนี้ ร่างกฎหมายได้กำหนดโทษว่า หากสื่อไม่มีใบอนุญาต มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 60,000 บาท นอกจากนี้ สำนักข่าวหรือบริษัทสื่อที่รับนักข่าวไม่มีใบอนุญาตเข้าทำงานก็ มีโทษเช่นกัน ผู้บริหารต้องถูกจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 60,000 บาท

  • คณะกรรมการวิชาชีพมีใครบ้าง

คณะกรรมการสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติตามร่าง พ.ร.บ.กำหนดให้มีตัวแทนภาครัฐ 2 คน นั่งในคณะกรรมการ ได้แก่ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม นอกจากนี้ยังมีองค์ประกอบจากผู้แทนสมาชิกสภาวิชาชีพ 7 คน ผู้แทนคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ผู้แทนคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และกรรมการอื่นอีก 4 คน

Image copyright Getty Images
  • สื่อออนไลน์ บล็อกเกอร์ เพจเฟซบุ๊ก ที่มีรายได้ ต้องขึ้นทะเบียนด้วย

ในมาตรา 3 ของร่าง พ.ร.บ. ระบุนิยามของ "ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน" หมายความว่า บุคคลซึ่งประกอบวิชาชีพเป็นสื่อกลาง เพื่อนำข่าวสาร สาร และเนื้อหาเพื่อประโยชน์สาธารณะทุกประเภทไปสู่มวลชนไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบใด อย่างเป็นปกติธุระหรือทำอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ได้รับค่าตอบแทนเป็นประจำจากเจ้าของสื่อ หรือมีรายได้ จากการงานที่กระทำนั้น ไม่ว่าทั้งทางตรงและทางอ้อม

ก่อนหน้านี้ พล.ต.ต.พิสิษฐ์ เปาอินทร์ รองประธาน กมธ.ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชน สปท.ให้สัมภาษณ์สื่อว่า กระทั่งเว็บไซต์ sanook, kapook หรือข่าวทางไลน์ ที่มีรายได้ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม ถือว่าเข้าข่าย แต่ก็ยอมรับว่าเขียนร่างกฎหมายให้ครอบคลุมทั้งหมดไม่ได้

Image copyright THAI JOURNALISTS ASSOCIATION

ใครมองอย่างไรบ้างต่อเรื่องนี้

คณะผู้สื่อข่าวประจำรัฐสภา ออกแถลงการณ์ในวันนี้ (30 เม.ย.) เรียกร้องให้สปท.ถอนร่าง พ.ร.บ.การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน ออกจากระเบียบวาระการประชุมของ สปท.พรุ่งนี้ (1 พ.ค.) เพื่อให้มีการทบทวนเนื้อหา เปิดรับฟังความเห็นจากองค์กรวิชาชีพและสื่อมวลชนที่ปฏิบัติหน้าที่ในภาคสนาม ทั้งนี้เห็นว่าร่างกฎหมายนี้จะทำให้สื่อและบุคคลที่ใช้สื่อสังคมออนไลน์ ถูกกำกับควบคุม จนไม่อาจใช้สิทธิเสรีภาพได้อย่างสมบูรณ์ตามที่รัฐธรรมนูญให้ไว้ และเห็นว่าการออกกฎหมายเกี่ยวกับสื่อควรมุ่งคุ้มครองสิทธิเสรีภาพมากกว่า

องค์กรฮิวแมนไรท์วอทช์ (HRW) โดยนายแบรด อดัมส์ ผอ.ฮิวแมนไรท์วอทช์ประจำภูมิภาคเอเชีย แถลงค้านร่างกฎหมายคุมสื่อ โดยชี้ว่ารัฐบาลไทยควรถอนร่างกฎหมายฉบับล่าสุดที่มุ่งควบคุมการรายงานข่าวในประเทศไทยทันที

"กฎหมายว่าด้วยสิทธิและเสรีภาพสื่อซึ่งมีชื่อไม่ตรงกับเนื้อหาฉบับนี้ เป็นความพยายามล่าสุดของรัฐบาลทหารในการเข้าไปแทรกแซงและควบคุมการรายงานข่าวอย่างอิสระ...การผ่านร่างพระราชบัญญัตินี้เป็นกฎหมาย ย่อมทำให้ผู้สื่อข่าวในประเทศไทยต้องคอยกังวลอยู่ตลอดเวลาว่า พวกเขาอาจถูกจำคุกโดยคณะกรรมการที่แต่งตั้งโดยรัฐบาล" นายแบรด อดัมส์ ระบุ

Image copyright Getty Images

ด้านนายชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี ประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ เปิดเผยว่าตามที่ร่าง พ.ร.บ.กำหนดให้ประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติไปเป็น หนึ่งในคณะกรรมการเพื่อเตรียมการจัดตั้งสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ เป็นการแอบอ้างนำชื่อและองค์กรสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ โดยไม่ได้หารือ และไม่ได้รับความยินยอม จึงได้ส่งหนังสือไปยัง สปท.เพื่อแสดงให้เห็นว่ามีการแอบอ้างชื่อ ทั้งนี้ได้แสดงจุดยืนว่า สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติจะไม่ขอร่วมสังฆกรรมในคณะกรรมการที่ว่านี้ แม้ร่างกฎหมายนี้จะผ่านออกมาก็ตาม

ขณะที่ นายเทพชัย หย่อง นายกสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย บอกบีบีซีไทยว่า เนื้อหาของร่างกฎหมายปิดกั้นการทำงานของสื่ออย่างชัดเจน ทั้งการมีตัวแทนของรัฐนั่งในสภาวิชาชีพที่มีอำนาจตามกฎหมายในการลงโทษสื่อ และการต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ นอกจากนี้แนวทางการกำกับควบคุม ต่อไปอาจถูกใช้เป็นเครื่องมือของฝ่ายการเมืองหรือกลุ่มผลประโยชน์ ร้องเรียนให้มีการตรวจสอบสื่อมากขึ้นด้วย

นายเทพชัยยังกล่าวถึงการขยายขอบเขตการขึ้นทะเบียนสื่อไปยังกลุ่มผู้ผลิตสื่อออนไลน์ว่า สะท้อนให้เห็นว่าเป้าหมายไม่ใช่สื่ออย่างเดียว แต่รวมถึงประชาชนทั่วไปที่ใช้สื่อออนไลน์ "ทุกวันนี้ต้องยอมรับว่าการขุดคุ้ย เปิดโปงเรื่องบางเรื่องไม่ได้เกิดจากสื่อกระแสหลัก แต่เกิดจากกลุ่มคนหรือกลุ่มบุคคลที่ได้ข้อมูลมาเผยแพร่ในโซเชียลมีเดีย ก่อนที่สื่อกระแสหลักจะลงไปตรวจสอบต่อ จึงอยากให้คนในสังคมตระหนักถึงอันตรายของร่างกฎหมายฉบับนี้" นายเทพชัย ระบุ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง