นักวิเคราะห์ชี้ ทรัมป์คุยประยุทธ์ ผลประโยชน์อเมริกาอยู่เหนือค่าประชาธิปไตย

ทรัมป์ Image copyright Google

นักวิชาการด้านการเมืองระหว่างประเทศเห็นพ้อง การสนทนาทางโทรศัพท์ระหว่างนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐกับผู้นำชาติอาเซียนที่มีปัญหาเรื่องประชาธิปไตย รวมทั้ง พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีของไทยที่มาจากการรัฐประหาร สะท้อนให้เห็นว่าผู้นำสหรัฐฯคนใหม่ยอมมองข้ามค่านิยมประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน เพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและความมั่นคงของอเมริกา ท่ามกลางภัยคุกคามของเกาหลีเหนือ และ ความสำคัญของจีนที่เพิ่มขึ้นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ด้าน นักวิชาการฝ่ายรัฐบาลไทยอ้าง สหรัฐปรับสัมพันธ์กับไทย หลังเห็นความมีเสถียรภาพและพัฒนาการทางการเมืองที่เป็นไปตามโรดแมป ย้ำที่ผ่านมาไทยก็ไม่ได้ลดระดับความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ ขณะที่โฆษกสถานทูตสหรัฐอเมริกาในไทยยังไม่สามารถให้คำตอบได้ในขณะนี้

รศ.ดร.ฐิตินันท์ พงษ์สุทธิรักษ์ ผู้อำนวยการสถาบันศึกษาความมั่นคงและนานาชาติ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวกับบีบีซีไทยว่า การที่ทรัมป์เข้าหาผู้นำชาติอาเซียนครั้งนี้ เป็นการแก้ไขสถานการณ์ด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ตามหลังจีน เพราะนโยบายของอดีตประธานาธิบดีบารัก โอบามาของสหรัฐฯ เพื่อ "ปักหมุดในเอเชีย" ได้ผลลัพธ์ ไม่ดีเท่าที่ควร

Image copyright Reuters

รศ.ดร.ฐิตินันท์ กล่าวว่า สิ่งที่ตอกย้ำจุดอ่อนของสหรัฐฯ ในภูมิภาคนี้ล่าสุด คือ ในแถลงการณ์ 25 หน้าของที่ประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน 10 ประเทศเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งฟิลิปปินส์เป็นเจ้าภาพ ปรากฎว่า ไม่มีมาตรการหรือท่าทีใดๆ ที่จะกดดันรัฐบาลจีนต่อการดำเนินการต่างๆในพื้นที่หมู่เกาะพิพาทในทะเลจีนใต้ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างเกาะเทียม หรือการส่งกำลังทหารเข้าประจำการบนเกาะดังกล่าว มิหนำซ้ำท่าทีของนายโรดริโก ดูแตร์เต ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ในฐานะที่เป็นประธานที่ประชุมอาเซียน แสดงออกมาชัดเจนผ่านการสัมภาษณ์สื่อมวลชน ว่าไม่มีประโยชน์ ที่จะหยุดยั้งการสร้างเกาะของจีน

อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ผู้นี้ มองว่าผลการประชุมดังกล่าวสร้างความพึงพอใจให้กับจีนเป็นอย่างมาก จึงทำให้ฝ่ายสหรัฐฯ ต้องพูดคุยกับผู้นำของฟิลิปปินส์ รวมทั้นนายลี เซียน ลุง นายกรัฐมนตรีของสิงคโปร์ และนายกฯ​ ประยุทธ์ เพื่อให้สามารถตามทันจีนให้ได้

Image copyright AARON FAVILA/AFP/Getty Images
คำบรรยายภาพ ผลจากการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน 10 ประเทศเมื่อวันที 29 เม.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งฟิลิปปินส์เป็นเจ้าภาพ ปรากฎว่า ไม่มีมาตรการหรือท่าทีใดๆ ที่จะกดดันรัฐบาลจีนต่อการดำเนินการต่างๆในพื้นที่หมู่เกาะพิพาทในทะเลจีนใต้

พล.ท.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงเมื่อวันจันทร์ว่า พล.อ.ประยุทธ์ ได้มีโอกาสพูดคุยทางโทรศัพท์กับนายทรัมป์ เป็นเวลา 5 นาที เมื่อวันที่ 30 เม.ย. โดยในการสนทนา ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ใช้โอกาสนี้แนะนำตัวหลังจากเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี รวมทั้งกล่าวแสดงความเสียใจต่อการสวรรคตของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พร้อมกล่าวชื่นชมประเทศไทย เนื่องจากนายทรัมป์มีเพื่อนเป็นคนไทยหลายคนและรู้จักประเทศไทยเป็นอย่างดี

ท่าทีเป็นมิตรดังกล่าว ต่างจากคำแถลงเมื่อ 3 ปีก่อน ของรัฐบาลโอบามา ที่ตำหนิการการยึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือนโดยคณะรัฐประหาร และประกาศแขวนงบช่วยเหลือทางทหาร มูลค่าราว 3.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ พร้อมกับการลดอันดับประเทศไทยไปอยู่ใน "เทียร์ 3" หรือ กลุ่มประเทศที่ไม่มีความก้าวหน้าและความพยายามใดที่ชัดเจน ใน รายงานประจำปีว่าด้วยสถานการณ์การค้ามนุษย์ทั่วโลก

Image copyright AFP/Getty Images
คำบรรยายภาพ นักวิชาการมองว่า ทรัมป์ยอมมองข้ามค่านิยมประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน ส่วนหนึ่งเพราะกังวลที่จีนขยายอิทธิพลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

หากพิจารณาในแง่เศรษฐกิจ รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการอิสระด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอธิบายว่า การยกเลิกความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก หรือ ทีพีพี โดยรัฐบาลของประธานาธิบดีทรัมป์ ก็อาจจะส่งผลกระทบต่อสหรัฐฯ ในแง่บทบาทในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งถือว่าเป็นกลุ่มเศรษฐกิจศูนย์กลางของเอเชีย และสหรัฐฯ จะละทิ้งไม่ได้ จำเป็นต้องมีส่วนร่วมผ่านความร่วมมืออื่นๆ เพื่อไม่ให้เสียหน้า นอกจากนี้ยังจะต้องมีการเจรจากับแต่ละประเทศทั้งในรูปแบบทวิภาค และพหุภาคี

"ที่สำคัญการเข้ามามีบทบาทในอาเซียนยังช่วยให้สหรัฐฯ สามารถถ่วงดุลอำนาจของจีนได้ และนี้ก็ถือเป็นการปกป้องผลประโยชน์สหรัฐฯ ตามนโยบายอเมริกาต้องมาก่อน (America First)" รศ.ดร. สมชายกล่าว

ทำไมสหรัฐฯ ยอมกลืนน้ำลายตนเอง

ในประเด็นนี้ รศ.ดร.ฐิตินันท์ อธิบายเพิ่มเติมว่า การที่ทำเนียบขาวของ ประธานาธิบดีทรัมป์ยอมพูดคุยโดยตรงกับผู้นำไทย เป็นการปรับกลยุทธ์ปรับตัวเพื่อรักษาผลประโยชน์และเดินหน้าเพื่อสร้างความได้เปรียบในภูมิภาคนี้ โดยละเลยค่านิยมบางอย่างไม่ว่าจะเป็นความไม่เป็นประชาธิปไตย หรือประเด็นปัญหาด้านสิทธิมนุษยชน

"ประเด็นหลักทั้งสองอาจจะต้องเบาลง แต่คงไม่ได้หายไป แต่เป็นไปเพื่อรักษาผลประโยชน์ของตนเอง" รศ.ดร.ฐิตินันท์กล่าว

Image copyright MOHD RASFAN/AFP/Getty Images
คำบรรยายภาพ ไทยมีรัฐธรรมนูญ และโรดแมปที่จะนำไปสู่การเลือกตั้งและจะกลับสู่ประชาธิปไตย ศ.ดร.ไชยวัฒน์ จึงมองว่า ปธน. ทรัมป์ เริ่มมีความต้องการหันมาคุยด้วย

ศ.ดร.ไชยวัฒน์ ค้ำชู สถาบันพระปกเกล้า กลับมองว่า ตอนนี้ไทยมีรัฐธรรมนูญ และโรดแมปที่จะนำไปสู่การเลือกตั้งและจะกลับสู่ประชาธิปไตย จึงเป็นเรื่องที่ ประธานาธิบดีทรัมป์ เริ่มมีความต้องการหันมาคุยด้วย เพราะไม่ช้าก็เร็วก็จะต้องเข้าสู่กระบวนการเลือกตั้ง

"ส่วนตัวมองว่า ที่ผ่านมาท่าทีของนายทรัมป์ ก็ไม่ได้สนใจรูปแบบการเมืองว่าจะเป็นประชาธิปไตยหรือไม่ อย่างเช่นการต้อนรับประธานาธิบดีของอียิปต์ที่ทำเนียบขาว เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา ถึงแม้ว่าประธานาธิบดีคนดังกล่าวจะขึ้นสู่อำนาจผ่านการก่อรัฐประหารก็ตาม" ศ.ดร.ไชยวัฒน์อธิบาย

ด้านนายปณิธาน วัฒนายากร ที่ปรึกษา พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง กล่าวว่า รัฐบาลไทยไม่เคยลดระดับความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ แต่ด้วยเงื่อนไขภายในประเทศ กฎหมายและแนวความคิดทางการเมือง จึงทำให้สหรัฐฯ ต้องลดระดับความสัมพันธ์ลง ในขณะที่ความสัมพันธ์ทางความมั่นคงยังไม่แตกต่างอย่างเช่นการฝึกซ้อมทางทหารคอบร้าโกลด์ประจำปีระดับพหุภาคีในหลายพื้นที่ทั่วประเทศไทยระหว่างวันที่ 14-24 ก.พ. 2560

Image copyright Stephen J. Boitano/LightRocket/Getty Image
คำบรรยายภาพ การฝึกซ้อมทางทหารคอบร้าโกลด์ประจำปีระดับพหุภาคีในหลายพื้นที่ทั่วประเทศไทย ย้ำความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงระหว่างไทยและสหรัฐฯ

แต่เมื่อสหรัฐฯ มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล ก็ถือได้ว่าเป็นโอกาสในการทบทวนนโยบายต่างประเทศใหม่

"ทั้งนี้ สหรัฐฯ คงเห็นถึงความมั่นคงและความมีเสถียรภาพและพัฒนาการทางการเมืองที่เป็นไปตามโรดแมป แม้ว่าจะมีอุปสรรคบ้างก็ตาม ก็อาจจะเป็นปัจจัยหนึ่งในการพิจารณาในการปรับเปลี่ยนท่าทีของสหรัฐฯ" นายปณิธานกล่าว

เมื่อถามถึงประเด็นเกี่ยวกับการกดดันเกาหลีเหนือนั้น ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง อธิบายต่อว่า ไทยเปิดกว้างสำหรับพันธมิตรต่างประเทศและพร้อมที่จะเป็นสะพานเชื่อมระหว่างชาติมหาอำนาจ ส่วนในด้านความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับเกาหลีเหนือนั้นถือว่าอยู่ในระดับดีมีการค้าขายและความสัมพันธ์กันอย่างยาวนาน อย่างไรก็ตาม ไทยก็ต้องปฏิบัติตามพันธสัญญาตามมติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ รศ.ดร.สมชาย ชี้ สหรัฐฯ ต้องการเรียกร้องให้ไทยและฟิลิปปินส์มีมาตรการกดดันทางการค้ากับเกาหลีเหนือ

สหรัฐฯ ต้องการหาพันธมิตรเพื่อกดดันเกาหลีเหนือใช่หรือไม่

ในมุมมองของ รศ.ดร.สมชาย ระบุว่า การบริหารงานภายใต้ประธานาธิบดีทรัมป์มีความแตกต่างจากจาก รัฐบาลภายใต้การบริหารของอดีตประธานาธิบดีบารัค โอบามา ที่ให้ความสนใจเรื่องประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนมากกว่า ในขณะที่นายทรัมป์ไม่ได้มีความเป็นรีพับลิกันมากนักและเห็นให้ความสำคัญในเรื่องเศรษฐกิจและความมั่นคงมากกว่า จึงลดความสำคัญเรื่องสิทธิมนุษยชน ลง เห็นได้จากการที่หันมาคุยกันนายโรดริโก ดูแตร์เต ประธานาธิบดีของฟิลิปปินส์

"ประเด็นหลักเรื่องเกาหลีเหนือก็ถือว่ามีส่วน เพราะต้องการเรียกร้องให้ทั้งไทยและฟิลิปปินส์มีมาตรการกดดันทางการค้ากับเกาหลีเหนือ เช่นเดียวกันกับมาเลเซียซึ่งเคยเป็นพันธมิตรหลักของเกาหลีเหนือ ได้ปรับลดระดับความสัมพันธ์กับเกาหลีเหนือลงหลังจากเหตุการลอบสังหารนายคิม จอง-นัม พี่ชายต่างมารดาของนายคิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ" รศ.ดร. สมชาย กล่าว

Image copyright สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์
คำบรรยายภาพ รศ. ดร. สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักรัฐศาสตร์และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

การที่สหรัฐฯ ออกมาเน้นการพูดเพื่อข่มขู่ว่าเกาหลีเหนืออย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะทางตรงผ่านการอ้างมติความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ หรือทางอ้อมด้วยการใช้การโจมตีซีเรียและอัฟกานิสถานข่มขู่ ก็เพราะได้ตระหนักแล้วว่า การพัฒนาขีปนาวุธพิสัยไกลระหว่างทวีปของเกาหลีเหนือ เป็นสิ่งที่จะกระทบต่อความมั่นคงของสหรัฐฯ

รศ.ดร. สมชายมองว่า ในที่สุดสหรัฐฯ ก็ต้องการกดดันให้เกาหลีเหนือหันหน้าเข้ามาสู่โต๊ะเจรจาอีกครั้ง และยุติโครงการทดสอบขีปนาวุธและนิวเคลียร์

แต่ก็มีคำถามขึ้นมาว่า เกาหลีเหนือกังวลต่อท่าทีสหรัฐหรือไม่ จากการวิเคราะห์ของศ.ดร.ไชยวัฒน์มองว่า สิ่งที่เกาหลีเหนือหวั่นเกรงก็คือการกดดันให้เปลี่ยนระบบการปกครอง เช่นเดียวกันกับที่เกิดขึ้นในอิรักและลิเบีย ในอดีตสหรัฐฯ สามารถดึงให้เกาหลีเหนือเข้าสู่โต๊ะเจรจาได้หลายครั้ง แต่สหรัฐฯ ก็ไม่ได้สร้างความมั่นใจให้กับเกาหลีเหนือเลย โดยเฉพาะสมัยของอดีตประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช จูเนียร์ ที่กล่าวโทษว่าเกาหลีเหนือเป็นหนึ่งในแกนแห่งความชั่วร้าย (Axis of Evil) ยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง เกาหลีเหนือจึงหันมาพัฒนาอาวุธแสนยานุภาพสูงอีก