เพิ่มเติม--หนีเสือปะจระเข้?: อนาคตชาวบ้านบุรีรัมย์หลังถูกรัฐไล่ที่อยู่มาร้อยปี

อุปกรณ์ของท่านไม่สามารถใช้งานเครื่องเล่นสื่อได้
อนาคตชาวบ้านใน อ.เมืองบุรีรัมย์ หลังถูกรัฐไล่ที่อยู่มาร้อยปีจากนโยบายทวงคืนผืนป่า

(เพิ่มคำชี้แจงจากนายกาญจนพจน์ และ ทนายความ)

"ทวงคืนผืนป่า" หนึ่งในนโยบายแห่งความภูมิใจของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กำลังสร้างความเดือดร้อนให้ ชาวบ้านหลายสิบครอบครัวในเทศบาลตำบลอิสาณ อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ พวกเขาถูกทางการบังคับให้ออกจากที่ดินซึ่งอยู่มาตั้งแต่ก่อนการประกาศขึ้นทะเบียนที่ดินสาธารณประโยชน์ ขณะที่ต้องหาเงินกว่าคนละครึ่งแสนเพื่อจ้างทนายสู้คดี จากคำแนะนำของชายต่างถิ่นที่เข้ามา "ช่วยเหลือ"

การประชุมที่เทศบาลตำบลอิสาณ อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ เมื่อ 9 ก.ย.2559 ใช้เวลาประมาณสองชั่วโมง ชาวบ้านหลายคนที่เข้าร่วมการประชุม กล่าวกับบีบีซีไทยว่า ก่อนเข้าฟังการชี้แจงของทางการ พวกเขาถูกเจ้าหน้าที่ห้ามถ่ายภาพหรือบันทึกเสียง ประเด็นหลักของการชี้แจงคือ ชาวบ้านเข้ามาอยู่ในพื้นที่อย่างผิดกฎหมาย ดังนั้น ต้องจัดทำบันทึกการสละสิทธิครอบครองที่ดินและส่งมอบที่ดินให้แก่เทศบาล

Image copyright JIRAPORN KUHAKAN/BBC THAI
คำบรรยายภาพ หนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงนั้นครอบคลุมทั้งหมด 3 ตำบล ซึ่งชาวบ้านอ้างว่าอยู่มาก่อนที่เอกสารแสดงกรรมสิทธิ์ของรัฐจะออก

นายแก้ว ทวีทรัพย์ อายุ 65 ปี คือ 1 ในชาวบ้าน 30 รายที่ไม่แสดงความประสงค์จะสละที่ดินให้แก่เทศบาลตามคำสั่งของทางการ เนื่องจากตายายของเขาได้ตั้งบ้านเรือนอยู่อาศัยมาก่อนบนที่ดินผืนนี้ ก่อนการประกาศขึ้นทะเบียนที่ดินสาธารณประโยชน์ อีกทั้งยังมีบ้านเลขที่ มีน้ำประปาและไฟฟ้าใช้อย่างถูกต้อง

"เขาไม่ฟังเหตุผลชาวบ้าน บอกว่าถึงจะอยู่ร้อยปีก็ผิด" นายแก้ว กล่าว

Image copyright JIRAPORN KUHAKAN/BBC THAI
คำบรรยายภาพ นายแก้ว ทวีทรัพย์ เคยยื่นหนังสือไปถึงผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์เพื่อขอให้มีการพิสูจน์สิทธิ์ในที่ดิน แต่ไม่มีการตอบรับใดๆ

ชาวบ้านคนอื่นๆ ที่พูดคุยกับบีบีซีไทยกล่าวตรงกันว่า ภาครัฐไม่เคยพูดถึงความช่วยเหลือใดๆ ทั้งสิ้น โดยในการลงพื้นที่สามรอบของเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองพร้อมทหารและตำรวจแต่ละครั้งนั้น เจ้าหน้าที่ได้พยายาม "เกลี้ยกล่อม" ให้ชาวบ้านเซ็นคืนพื้นที่ให้กับเทศบาล ซึ่งสวนทางกับคำให้สัมภาษณ์ของ พล.ต.เดชอุดม นิชรัตน์ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 26 (มทบ. 26) ค่ายสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก ซึ่งกล่าวกับบีบีซีไทยว่า ทางจังหวัดมีกลไกในการช่วยเหลือชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบ โดยจะนำเรื่องเข้าคณะกรรมการเพื่อพิจารณามอบพื้นที่เพื่ออยู่อาศัยให้กับราษฎรที่ยากจน

"ไม่มีที่จะไป"

ก่อนหน้านี้ ในเดือน ธ.ค.ปีที่แล้ว ตำรวจออกหมายเรียกนางหล่า ทวีทรัพย์ และนางสาคร พี่สาว ให้ไปที่ สภ.เมืองบุรีรัมย์เพื่อรับทราบข้อกล่าวหา คดีบุกรุกที่ดินสาธารณะ

"ยายบอกว่ายายเขียนหนังสือไม่ได้ เขาก็จับมือยายไปแตะโป้ง ยายก็งง ก็ทำตามเขาไปโดยไม่รู้" นางหล่า อายุ 67 ปี กล่าว

ในวันเดียวกันนั้น ทั้งคู่ถูกส่งตัวไปที่ศาลจังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งนางหล่ายอมรับว่าจนและพี่สาวรับสารภาพ เนื่องจากไม่อยากติดคุก

"ตำรวจบอกยายว่า ถ้าอยู่ในศาลยายยอมรับเลยนะ ยายก็ไม่รู้เรื่อง ยายก็ยอมรับ ยายก็กลัว คิดว่าถ้าเราติดคุก จะทำยังไง" นางหล่ากล่าว

Image copyright JIRAPORN KUHAKAN/BBC THAI
คำบรรยายภาพ นางหล่า ทวีทรัพย์ อ้างว่าเธอและพี่สาวสารภาพว่าบุกรุกที่ดินของรัฐจริง เนื่องจากกลัวว่าจะต้องติดคุก

ศาลจังหวัดบุรีรัมย์มีคำตัดสินให้รอการกำหนดโทษทั้งสองคนไว้หนึ่งปี เนื่องจากพื้นที่ที่บุกรุกเข้าไปไม่มากนัก ประกอบกับจำเลยไม่ได้ทำลายทรัพยากรธรรมชาติต่างๆ ที่เป็นการกระทบต่อสิ่งแวดล้อมร้ายแรง แต่จำเลยและบริวารต้องออกจากพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับว่าเทศบาลจะนำคำพิพากษาของศาลไปแจ้งกรมบังคับคดีให้ทำการรื้อเมื่อใด

"ยายไม่รู้จะทำอย่างไร ไม่มีที่จะไป จะให้ยายไปอยู่ไหนเขาก็ไม่ได้พูด รัฐบาลไม่มีมาดูแลเลย" นางหล่ากล่าวน้ำตาคลอกับ บีบีซีไทย "ถ้ามีเงินมีทองจะมีที่ไป แต่คนจนมันหาที่ไปไม่ได้"

ทว่า พ.ต.ท. สิริพงษ์ ฤทธิ์ไธสง รองผู้กำกับการสอบสวน สภ.เมืองบุรีรัมย์ กล่าวกับบีบีซีไทยว่าพนักงานสอบสวนทำตามขั้นตอนที่ถูกต้อง โดยก่อนการแจ้งข้อกล่าวหาและสอบปากคำ ต้องมีการสอบถามเรื่องทนายความก่อน และอธิบายให้ผู้ต้องหาฟังว่าเขากระทำผิดอะไร ซึ่งหากผู้ต้องหาปฏิเสธข้อกล่าวหา ก็สามารถยกข้อต่อสู้ในศาลก็ได้

Image copyright JIRAPORN KUHAKAN/BBC THAI
คำบรรยายภาพ ตำรวจภูธรเมืองบุรีรัมย์ได้ออกหมายเรียกผู้ต้องหาที่เทศบาลตำบลอิสาณกล่าวหาว่าบุกรุกที่ดินสาธารณประโยชน์

ความช่วยเหลือราคาสูง

แม้ว่าชาวบ้านที่เหลืออีก 27 รายยังไม่ตกเป็นจำเลยในคดี เนื่องจากอยู่ในขั้นตอนของการพิจารณาสำนวนของอัยการจังหวัดบุรีรัมย์ว่าจะฟ้องหรือไม่ แต่ชาวบ้านเหล่านั้นก็ได้รับคำแนะนำจากนายกาญจนพจน์ นาคคำ ผู้ซึ่งเรียกตัวเองว่าตัวแทน "ภาคประชาสังคม" และชาวบ้านมองว่าเขาเป็น "เอ็นจีโอ" ให้ฟ้องร้องเจ้าหน้าที่รัฐไปก่อน โดยที่เขาเป็นผู้หาทนายความให้ โดยชาวบ้านแต่ละรายต้องจ่ายเงินแก่ทนายความเป็นค่าดำเนินการทางกฎหมาย คนละ 50,000 บาท และหากชนะคดี จะต้องจ่ายเงินเพิ่มให้ทนายความอีกคนละ 50,000 บาท

Image copyright JIRAPORN KUHAKAN/BBC THAI
คำบรรยายภาพ นายกาญจนพจน์ นาคคำ อดีตนักเรียนแผนที่ กรมแผนที่ทหาร ได้ยื่นเรื่องฟ้องร้องเจ้าหน้าที่รัฐแทนชาวบ้าน เนื่องจากออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงบางส่วนทับที่ดินของชาวบ้าน

ต่อมาวันที่ 21 เม.ย. ทนายความของกลุ่มชาวบ้านได้ยื่นฟ้องอธิบดีกรมที่ดิน เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ และเทศบาลตำบลอิสาณ ที่ศาลแพ่ง จ. บุรีรัมย์ ให้ทำการเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) บางส่วน เป็นจำนวนประมาณ 139 ไร่ ในบริเวณที่ดินของโจทก์ทั้ง 27 ราย เนื่องจาก น.ส.ล. นั้นออกโดยไม่ชอบเพราะเป็นการออกทับที่ดินของชาวบ้าน

ในคำฟ้องระบุว่าชาวบ้านเข้าครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินแปลงพิพาทนับตั้งแต่ประมาณปี 2462 ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนที่จะมีการประกาศขึ้นทะเบียนที่ดินสาธารณประโยชน์ ซึ่งต่อมาถูกใช้เพื่อออกเอกสารแสดงกรรมสิทธิ์ของรัฐ หรือที่เรียกอย่างเป็นทางการว่า น.ส.ล. ในปี 2515 จำนวน 2,583 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ 3 ตำบล คือ สวายจีก เสม็ด และ อิสาณ

Image copyright JIRAPORN KUHAKAN/BBC THAI
คำบรรยายภาพ ชาวบ้านที่ไม่แสดงความประสงค์จะสละที่ดินให้แก่เทศบาล มีบ้านเลขที่ มีน้ำประปาและไฟฟ้าใช้อย่างถูกต้อง

"เทศบาลใช้วิธีร้องทุกข์กล่าวโทษและฟ้องศาลอย่างเดียว ใช้กระบวนการขับไล่ชาวบ้านก่อน ไม่มีการตั้งกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและพิสูจน์สิทธิ์" นายกาญจนพจน์ อดีตนักเรียนแผนที่ กรมแผนที่ทหาร กล่าวกับ บีบีซีไทย

เมื่อเดือน มี.ค. ที่ผ่านมา นายแก้วได้ยื่นหนังสือไปถึงนายอนุสรณ์ แก้วกังวาล ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อขอให้มีการพิสูจน์สิทธิ์ในที่ดิน เพื่อความเป็นธรรมกับชาวบ้านทุกคน แต่ไม่มีการตอบรับ

Image copyright JIRAPORN KUHAKAN/BBC THAI
คำบรรยายภาพ เทศบาลตำบลอิสาณกล่าวหาว่าชาวบ้าน 31 รายครอบครองที่ดินสาธารณประโยชน์โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

บีบีซีไทยได้ใช้ความพยายามตลอดสี่วันที่อยู่ในบุรีรัมย์ในการติดต่อเข้าพบนายสุพจน์ สวัสดิ์พุทรา นายกเทศมนตรีตำบลอิสาณ เพื่อขอสัมภาษณ์ แต่นายสุพจน์แจ้งว่าไม่สะดวก ทั้งปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ ส่วนนางสาวเมตตา สินยบุตร นายอำเภอเมืองบุรีรัมย์ ปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์บีบีซีไทย

นายพงศา ชูแนม อนุกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติด้านที่ดินป่าไม้ และประธานมูลนิธิธนาคารต้นไม้ กล่าวว่า องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) หรือเทศบาล สามารถเสนอเพิกถอน น.ส.ล. ได้ในกรณีที่คนจำนวนมากอยู่กันก่อนที่จะออก น.ส.ล. ซึ่งในกรณีที่ไม่ยอมเพิกถอน น.ส.ล. ประชาชนสามารถขอให้ศาลสั่งให้ออกโฉนดให้เป็นรายๆ ได้ หรืออีกทางหนึ่งคือ ฟ้องศาลปกครองให้เพิกถอนทะเบียนเนื่องจากทะเบียนไม่ถูกต้อง

ทวงคืนพื้นที่

การดำเนินการของเทศบาลในการตรวจสอบเรื่องการบุกรุกที่สาธารณะสืบเนื่องจากนโยบายของคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติในการทวงคืนผืนป่าหรือที่สาธารณะที่ประชาชนบุกรุก ซึ่ง พล.ต.เดชอุดม กล่าวว่า มีหลาย อบต. ที่มีหนังสือมาถึงศูนย์ดำรงธรรมเพื่อช่วยแก้ปัญหาการบุกรุกที่สาธารณะ และได้ขอกำลังทหารเข้าไปป้องกันการปะทะกับชาวบ้าน

"เราเข้าไปชี้แจงว่าเป็นที่สาธารณประโยชน์ของราชการ ไม่มีผู้ใดมีสิทธิ์ที่จะอยู่ ยกเว้นใครมีเอกสารสิทธิ์ ปรากฏว่าไม่มีใครมีเอกสารสิทธิ์สักคนเดียว" พล.ต.เดชอุดมกล่าวกับบีบีซีไทย ที่ มทบ. 26

Image copyright JIRAPORN KUHAKAN/BBC THAI
คำบรรยายภาพ พล.ต.เดชอุดม นิชรัตน์ กล่าวว่า จังหวัดบุรีรัมย์จะจัดหาที่อยู่ใหม่ให้กับชาวบ้านผู้ยากไร้ที่ได้รับผลกระทบ

พล.ต.เดชอุดม กล่าวว่า ทางจังหวัดได้ตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐ (กบร.) ซึ่งมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน เพื่อพิสูจน์คุณสมบัติผู้ที่ได้รับผลกระทบเพื่อจัดสรรพื้นที่อยู่อาศัยใหม่ให้กับผู้ที่ยากจน

"ถ้ามีเอกสารสิทธิ์ก็เอามาแสดงได้ และจะพิสูจน์สิทธิ์กัน แต่ถ้าเป็นมรดกตกทอดกันด้วยปากเปล่า ยังไงก็ฟังไม่ขึ้น" พล.ต.เดชอุดมกล่าว

ทั้งนี้ นายพงศากล่าวว่า ชาวบ้านสามารถรวมตัวกันแล้วร้องสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เพื่อเรียกร้องให้ผู้ว่าราชการจังหวัดขอให้เข้ากระบวนการพิสูจน์สิทธิ์ของ กบร. ซึ่งจะมีกรรมการในระดับจังหวัดมาพิจารณาว่าชาวบ้านอยู่ก่อนการออก น.ส.ล. จริงหรือไม่ และถ้าสามารถยืนยันได้ เช่น พิสูจน์จากภาพถ่ายดาวเทียม สำนักงานที่ดินจะต้องออกโฉนดที่ดินให้

Image copyright JIRAPORN KUHAKAN/BBC THAI
คำบรรยายภาพ ชาวบ้านส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำนา เลี้ยงสัตว์ ค้าขาย และรับจ้างทั่วไป

"ราคา" ของ "ความช่วยเหลือ"

ก่อนบทความนี้ตีพิมพ์ในวันที่ 7 พ.ค. นายกาญจนพจน์ประเมินว่ามีผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการทวงคืนพื้นที่ของเทศบาลประมาณ 300 ราย ในพื้นที่ น.ส.ล. ทั้งหมดกว่าสองพันไร่ และระบุว่า ในวันที่ 10 พ.ค. เขาจะเป็นผู้รับอำนาจยื่นฟ้องจากชาวบ้านอีกกว่า 20 รายของ ต. สวายจีก แต่ต่อมา ว่าที่ร้อยตรีกรณ์ไพบูลย์ จงกลวนิช ทนายความที่นายกาญจนพจน์หามา ได้ส่งอีเมล์มาที่ บีบีซีไทย เมื่อวันที่ 8 พ.ค. อธิบายชี้แจงเพิ่มเติมว่า "ข้อความนี้ไม่เป็นความจริง เพราะนายกาญจนพจน์ฯ ไม่ใช่ทนายความไม่สามารถยื่นฟ้องแทนชาวบ้านได้ และทนายก็ยังไม่ได้ตกลงรับว่าความให้แก่ชาวบ้านกลุ่มชาวบ้านสวายจิก และชาวบ้านก็ยังไม่มีการตกลงว่าจ้างกับทนายความจึงไม่มีการฟ้องในวันที่ 10 พ.ค.อย่างแน่นอน"

แม้ว่าชาวบ้านเทศบาลตำบลอิสาณกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่าเชื่อมั่นในความบริสุทธิ์ใจของนายกาญจนพจน์ และบางคนมองว่าเขาเป็น "เทวดาลงมาจากฟ้า" แต่เกษตรกรชาว ต.สวายจีก รายหนึ่ง ผู้ถูกขับไล่ออกจากที่ดินกว่า 30 ไร่ที่เขาอาศัยอยู่และไม่ขอเปิดเผยชื่อจริง กล่าวกับบีบีซีไทยว่า ยังรู้สึก "ตะหงิดใจ" และลังเลหลังจากได้รับคำแนะนำจากทนายความให้ร่วมต่อสู้กับชาวบ้านทั้ง 27 ราย โดยให้วางค่าทนายความเป็นจำนวนเงิน 50,000 บาท อีกทั้งชาวบ้านหลายรายยังถูกเรียกเก็บเงินอีก 3,000 บาทเมื่อทนายความเดินทางจากกรุงเทพฯ เข้ามาที่จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งเขามองว่าเป็นจำนวนเงินที่สูงเกิน

Image copyright JIRAPORN KUHAKAN/BBC THAI
คำบรรยายภาพ ชาวบ้านทั้ง 27 รายต้องหมดเงินไปกับค่าทนายกว่า 50,000 บาทต่อราย

นายประยงค์ ดอกลำไย ที่ปรึกษากลุ่มขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม หรือ พีมูฟ กล่าวว่า แนวทางการช่วยเหลือของเอ็นจีโอที่ทำเรื่องที่ดิน คือ ใช้กองทุนและกลไกสภาทนายความ ที่จะออกค่าใช้จ่ายในการสู้คดีให้

ส่วนถ้าเป็นคดีอาญาที่จำเป็นจะต้องมีหลักทรัพย์ในการค้ำประกัน จะมีกองทุนยุติธรรมซึ่งอยู่ภายใต้กระทรวงยุติธรรม ซึ่งให้ความช่วยเหลือในการประกันตัว การตรวจสอบแสวงหาข้อเท็จจริงในการต่อสู้คดี และค่าทนายความ

"สูงสุดคือออกค่าใช้จ่ายที่พัก ค่าเดินทาง ส่วนค่าว่าความแล้วแต่ชาวบ้านบริจาค" นายประยงค์กล่าว พร้อมเพิ่มเติมว่าทางพีมูฟเองจะมีเครือข่ายทนายความที่เป็นทนายความอาสา และมีเอ็นจีโอหลายองค์กรที่ทำเรื่องการต่อสู้คดีเลย

"หลักของการทำงานของเอ็นจีโอด้านที่ดิน จะต้องมีความโปร่งใส และเน้นไปที่กระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชน จะไม่มีการไปเรียกเก็บเงิน โดยเฉพาะเงินค่าตอบแทน เพราะเอ็นจีโอมีองค์กรของตัวเองที่จะหาเงินมาทำงานเพื่อสนับสนุนชาวบ้าน" นายประยงค์กล่าว

Image copyright JIRAPORN KUHAKAN/BBC THAI
คำบรรยายภาพ นายกาญจนพจน์ นาคคำ ใช้วิธีปักธงแดงรอบบริเวณหมู่บ้าน เพื่อแสดงเจตนารมณ์ในการต่อสู้เรื่องที่ดิน

ด้านนายกาญจนพจน์ปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องความไม่โปร่งใสในทำงาน พร้อมระบุว่า สาเหตุที่เขาถูกขับออกจากเครือข่ายของพีมูฟและเครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน เนื่องจากเกิดความไม่พอใจที่เขาไปก้าวก่ายการทำงาน

"อยู่ๆ มากล่าวหาว่าผมไปโกงเงินชาวบ้าน ในเมื่อผมไม่ได้จับต้องเงินเลย...ส่วนทนายผมให้ชาวบ้านตัดสินใจเอง เมื่อตัดสินใจเองจะโทษผมได้ยังไงว่าไปบังคับเขา ผมไม่เรียกแม้แต่บาทเดียว" นายกาญจนพจน์กล่าว

ทนาย "ชี้แจง"

ในอีเมล์ถึงบีบีซีไทย ว่าที่ร้อยตรีกรณ์ไพบูลย์ ยังได้ส่งแถลงการณ์ 5 หน้า ชี้แจงความเป็นมา และความยากลำบากของการปฏิบัติหน้าที่ ทนายความในคดีนี้ ยอมรับว่าได้เสนอค่าใช้จ่ายเป็นค่าจ้างในการทำคดีให้แก่ชาวบ้านทั้ง 27 คน โดยคิดค่าจ้่างต่อคน ให้แบ่งจ่ายเป็น 2 งวด งวดแรก 50,000 บาท เป็นค่าใช้จ่ายล่วงหน้าในการทำคดี ส่วนที่เหลือให้ชำระเมื่อคดีแล้วเสร็จ โดยเป็นการเหมารวมค่าใช้จ่ายใน 3 คดี คือ 1. การต่อสู้คดีอาญา 2. การฟ้องเพิกถอนที่ดินหลวงบางส่วนในคดีแพ่ง 3. การฟ้องต่อศาลปกครอง เป็นการเหมารวมค่าจ้างในการสู้คดีทั้ง ชั้นสอบสวน พนักงานอัยการ ศาลชั้นต้น อุทธรณ์ และศาลฎีกา

"การช่วยเหลือกลุ่มชาวบ้านในคดีนี้ ได้ทำเต็มความรู้ความสามารถ จะต้องมีการสู้คดีและสืบพยานที่ต้องใช้ระยะเวลานาน และกินเวลาในการต่อสู้คดียาวนานหลายปี...หากมีการต่อสู้คดีกันจริง กว่าคดีจะถึงที่สุดในชั้นศาลฎีกาจะใช้เวลาในการสู้คดีแต่ละสำนวนไม่ต่ำกว่า 3 ปี"