สามปีรัฐประหาร: ภาคธุรกิจเร่งรัฐรีบทำนโยบายให้เกิดผลจริง หลังการเมืองมีเสถียรภาพ

อุปกรณ์ของท่านไม่สามารถใช้งานเครื่องเล่นสื่อได้
สามปีรัฐประหาร: แม้ว่าเศรษฐกิจไทยมีเสถียรภาพนโยบายชัดเจนแต่ภาคปฏิบัติยังไม่เป็นจริง

สามปีของเศรษฐกิจไทยภายใต้การบริหารงานของรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ภาคเอกชนเทคะแนนให้กับการนำความสงบและเสถียรภาพทางการเมืองกลับมา พร้อมกับความพยายามปราบคอร์รัปชั่น แต่เรียกร้องให้เร่งรัดอีกหลายเรื่อง เช่นการพัฒนาและส่งเสริมผู้ประกอบการรายย่อยและขนาดกลาง หรือเอสเอ็มอี การพัฒนาทักษะแรงงาน การลงทุนจากภาครัฐ และที่สำคัญ คือการปฏิรูประบบราชการ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

หนึ่งในปัจจัยที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามายึดอำนาจเมื่อปี 2557 ก็เพราะว่า การบริหารราชการแผ่นดินห้วงที่ผ่านมาไม่สามารถกระทำได้ และส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของชาติและก่อปัญหาความเดือดร้อนต่อประชาชนทุกระดับจนถึงรากหญ้า แล้วการเข้ามาของคสช. ณ วันนี้ เกือบ 3 ปีแล้วมีผลสัมฤทธิ์ออกมาเป็นอย่างไร

นอกจากการสร้างความมีเสถียรภาพทางการเมือง ที่จะเอื้อต่อการค้าการลงทุน การท่องเที่ยวแล้ว ภาคเอกชนยังเห็นตรงกันว่า ความพยายามในการปราบปรามคอร์รัปชั่น ยังเป็นสิ่งที่ช่วยสร้างความมั่นใจการลงทุนจากต่างชาติเพิ่มมากขึ้น

เปรียบเทียบอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP Growth) กับประเทศเพื่อนบ้าน

ประเทศ/ปี 2012 2013 2014 2015 2016 2017*
อินโดนีเซีย 6.0 5.6 5.0 4.9 5 5.1
มาเลเซีย 5.6 4.7 6.0 5.0 4.2 4.4
สิงคโปร์ 3.67 4.68 3.26 2.01 1.7 2.23
ไทย 7.2 2.7 0.9 2.9 3.2 3.5-4.0

หมายเหตุ- * ประมาณการ, หน่วยเป็นร้อยละ

ที่มา.-Asia Development Bank, The Malaysia Star newspaper, Ministry of Trade Republic of Indonesia

อย่างไรก็ตาม นายเกรียงไกร เธียรนุกุล รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) สายงานการค้าและการลงทุน เปิดเผยกับบีบีซีไทยว่า สิ่งที่ภาครัฐยังทำไม่ได้ตามคำเรียกร้องของภาคเอกชนคือ การปฏิรูปกฎหมายด้านการลงทุน หรือ Ease of Doing Business ในขณะที่ระบบราชการยังคงล่าช้า และไม่ได้สนับสนุนผู้ประกอบการและนักลงทุน อย่างเช่น การขอใบอนุญาตต่างๆ หรือใบรับรองต่างๆ ซึ่งหากเทียบกับบรรดาประเทศเพื่อนบ้าน เช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย ถือว่ายังล่าช้ากว่า

"ขณะที่ภาครัฐต้องการผลักดันประเทศให้กลายเป็น ไทยแลนด์ 4.0 ภาคอุตสาหกรรมก็เร่งพัฒนาให้เป็น อุตสาหกรรม 4.0 (Industrial 4.0) เช่นกัน แต่ว่าในส่วนราชการ ซึ่งถือว่าเป็นผู้เล่นสำคัญ ยังไม่ได้รับการปฏิรูปให้สอดรับกับแนวทางดังกล่าวในรูปแบบ ข้าราชการ 4.0 จึงอาจจะทำให้กลายเป็นปัญหาสำหรับการขับเคลื่อนประเทศไม่เป็นไปตามโรดแมปที่รัฐบาลกำหนดไว้" นายเกรียงไกร กล่าว

Image copyright Dario Pignatelli/Bloomberg/Getty Images
คำบรรยายภาพ ภาคอุตสาหกรรมตอบรับกับนโยบาย "ไทยแลนด์ 4.0" ของรัฐบาล ด้วยการปรับโครงสร้างในอุตสาหกรรมและนำเทคโนโลยีใหม่เข้ามาพัฒนาให้เป็น "อุตสาหกรรม 4.0" เช่นกัน

ความคิดเห็นดังกล่าวสอดคล้องกับทัศนะของนายสแตนลีย์ คัง ประธานหอการค้าร่วมต่างประเทศในประเทศไทย ที่ระบุว่า สิ่งที่ต้องการฝากรัฐบาลคือการลดระยะเวลาและขั้นตอนในการทำธุรกิจในประเทศไทยให้สั้นลงและมีประสิทธิภาพมากขึ้นเนื่องจากจะช่วยให้นักลงทุนชาวต่างชาติใช้เวลาไม่มากนักในการตัดสินใจลงทุนในประเทศไทย ในขณะเดียวกันภาครัฐจะต้องส่งเสริมให้ผู้ประกอบการคนไทยเข้าไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการที่ประเทศไทยจะก้าวไปสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0

Image copyright Dario Pignatelli/Bloomberg/Getty Images

"เรื่องนี้น่าจะเป็นประเด็นที่สำคัญที่รัฐบาลไทยจะต้องผลักดันให้เกิดรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (e-government) ซึ่งจะช่วยลดขั้นตอนเอกสาร รวมไปถึงการลดปัญหาคอร์รัปชั่นไปอีกทางด้วย" นายคังกล่าว

ทิศทาง-นโยบายชัด แต่ภาคปฏิบัติยังไม่เป็นจริง

ในแง่การกำหนดนโยบายและทิศทางการพัฒนาประเทศนั้น ภาคเอกชนดูเหมือนจะพอใจกับสิ่งที่รัฐบาลชุดปัจจุบันได้ดำเนินการไว้ ซึ่งนายคัง อธิบายว่า รัฐบาลชุดนี้มีการวางแนวนโยบายสำหรับอนาคตทั้งระยะสั้นห้าปี ระยะกลาง สิบปี และระยะยาว 20 ปี ซึ่งแตกต่างจากรัฐบาลชุดก่อนๆ ซึ่งมีการวางแผนระยะสั้นๆ เพื่อให้มีประสิทธิภาพหรือมีผลงานให้เห็นอย่างรวดเร็ว เพื่อรักษาฐานเสียงของรัฐบาล และผลประโยชน์ด้านการเลือกตั้งครั้งต่อไป

"การวางวิสัยทัศน์ของรัฐบาลชุดปัจจุบันถูกต้องแล้ว แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้น คือ การลงมือทำให้เป็นจริง (Implementation)" ประธานหอการค้าร่วมต่างประเทศในประเทศไทยกล่าวกับบีบีซีไทย

Image copyright Taylor Weidman/Getty Images
คำบรรยายภาพ นักท่องเที่ยวชาวจีนเป็นกลุ่มที่ขยายตัวอย่างมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

สอดคล้องกับความเห็นของนายอิทธิฤทธิ์ กิ่งเล็ก ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) ที่บอกกับบีบีซีไทยว่า ที่ผ่านมาความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนด้านการท่องเที่ยวและรัฐบาล ถือว่าเป็นไปในทิศทางที่ถูกต้องตามที่เอกชนต้องการ

นายอิทธิฤทธิ์กล่าวอีกว่า ในสามปีที่ผ่านมาภาคเอกชนและภาครัฐบาลมีความร่วมมือกันในการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว การตลาดและกำหนดทิศทางของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว เช่น การทำงานกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาและการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย แต่สิ่งที่ยังไม่เห็นจากรัฐบาลชุดนี้คือ การให้การสนับสนุนผู้ประกอบการในการพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการบริการด้านการท่องเที่ยว โดยเฉพาะเรื่องการสนับสนุนกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อยและขนาดกลาง หรือ เอสเอ็มอี ให้มีศักยภาพการแข่งขันมากขึ้น

"เอสเอ็มอี" หัวใจหลักเศรษฐกิจที่ยังขาดการสนับสนุน

นายเกียรติพงศ์ อริยปรัชญา นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ประจำประเทศไทย กลุ่มธนาคารโลก เปิดเผยกับบีบีซีไทยว่า สิ่งที่น่ากังวล คือ สมรรถภาพของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีของไทย ซึ่งงกำลังอ่อนลง จึงมีความจำเป็นที่รัฐจะต้องมีนโยบายส่งเสริม เช่น การงดเว้นการจัดเก็บภาษีสำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี

ประเด็นดังกล่าวทั้ง ส.อ.ท. สทท. และหอการค้าร่วมต่างประเทศในประเทศไทย เห็นพ้องกันว่า การพัฒนาผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ด้วยการมอบโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินด้วยอัตราดอกเบี้ยที่ถูก เป็นสิ่งที่รัฐบาลจะต้องให้ความสำคัญ

Image copyright Wasawat Lukharang/BBC Thai
คำบรรยายภาพ นายสแตนลีย์ คัง ประธานหอการค้าร่วมต่างประเทศในประเทศไทย กล่าวว่า กลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ยังไม่มีโอกาสเข้าถึงเงินทุนได้เท่าเทียมกับองค์กรขนาดใหญ่

"หลังจากที่ธุรกิจในประเทศไทยผ่านวิกฤตต้มยำกุ้งที่ผ่านมาทำให้องค์กรขนาดใหญ่มีความเข้มแข็งทางด้านการเงินมากขึ้น แต่สิ่งที่พบในปัจจุบันก็คือ กลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ยังไม่มีโอกาสเข้าถึงเงินทุนได้เท่าเทียมกับองค์กรขนาดใหญ่" ประธานหอการค้าร่วมต่างประเทศในประเทศไทยกล่าว

ทั้งนี้ จากสถิติของหอการค้าร่วมต่างประเทศในประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันมีสมาชิกกว่า 9,000 รายทั่วประเทศ ระบุว่า อัตราส่วนบริษัทใหญ่มีจำนวนเพียงร้อยละ 5 ส่วนที่เหลืออีกร้อยละ 95 เป็นผู้ประกอบการเอสเอ็มอี

Image copyright Brent Lewin/Bloomberg/Getty Images

นายเกรียงไกร แห่ง ส.อ.ท. อธิบายเพิ่มเติมในประเด็นนี้ว่า แม้ว่าปัจจุบันธนาคารพาณิชย์ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยสำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไปแล้วราวร้อยละ 0.25 - 0.5 มาเป็นประมาณร้อยละ 6 จากอัตราเดิมที่อยู่ประมาณร้อยละ 7.5 แต่ ก็ยังถือว่าสูงเมื่อเทียบกับอัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารพาณิชย์ทั่วไปให้กับลูกค้าองค์กรใหญ่ๆ

รัฐลงทุนล่าช้า-เอกชนชะลอโครงการใหม่

นายเกียรติพงศ์ แห่งกลุ่มธนาคารโลก ระบุว่า ในรอบ 4 ปีที่ผ่านมาภาคเอกชนชะลอการลงทุนใหม่ๆ เนื่องจากประเทศไทยขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะ ซึ่งจำเป็นต่อการขยายงานสำหรับบริษัทที่อยู่ในประเทศ ในขณะที่นักลงทุนต่างชาติก็มองเห็นปัญหานี้เช่นกัน จึงเลือกที่จะไปลงทุนในประเทศที่มีทรัพยากรแรงงานที่พร้อมมากกว่า

สอดคล้องกับความเห็นของประธานหอการค้าร่วมต่างประเทศในประเทศไทย ที่ระบุว่า ปัญหาที่ทำให้นักลงทุนชาวต่างชาติตัดสินใจเข้ามาลงทุนในประเทศไทยอย่างล่าช้าเนื่องมาจากประเทศไทยขาดแรงฝีมือที่มีทักษะ โดยเฉพาะนักลงทุนรายใหม่ หากว่ามีการพัฒนาฝีมือแรงงานตรงกับต้องการของตลาดได้ จะช่วยทำให้ประชาชนมีรายได้เพิ่มมากขึ้น และจะทำให้มีกำลังซื้อเพิ่มขึ้นอีกด้วย

Image copyright Dario Pignatelli/Bloomberg/Getty Images
คำบรรยายภาพ โครงการลงทุนของภาครัฐยังคงล่าช้า เนื่องจากกระบวนการศึกษา กระบวนการจัดจ้างที่ค่อนข้างเยอะและต้องมีขั้นตอนมากมาย

ในขณะเดียวกันในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา การลงทุนของภาครัฐผ่านโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ การลงทุนด้านโลจิสติก ก็เป็นไปอย่างล่าช้า เนื่องจากมีกระบวนการศึกษา กระบวนการจัดจ้างที่ค่อนข้างเยอะและต้องมีขั้นตอนมากมาย ซึ่งทำให้ไทยสูญเสียโอกาสในการกระจายรายได้ของประชากรในภูมิภาคต่างๆ รวมไปถึงการกระตุ้นการลงทุนในระหว่างภูมิภาค

ปฏิรูปเศรษฐกิจเริ่มมาถูกทาง:

บทวิเคราะห์ โดยนายเกียรติพงศ์ อริยปรัชญา นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ประจำประเทศไทย, กลุ่มธนาคารโลก

ในมุมมองของการแก้ไขปัญหาทางด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีการปฏิรูปในหลายมิติ ซึ่งถือว่าดีมากเทียบกับยุคก่อนๆ เช่น การกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านนโยบายการคลัง ที่ยังคงรักษาเสถียรภาพทางด้านการแข่งขันไว้ได้

Image copyright World Bank
คำบรรยายภาพ นายเกียรติพงศ์ อริยปรัชญา นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ประจำประเทศไทย, กลุ่มธนาคารโลก

ประการแรก: การเปลี่ยนแปลงภาษีที่ดินมรดก เพื่อช่วยในการลดความเหลื่อมล้ำของสังคม แม้ว่าเพดานที่กำหนดนั้นจากค่อนข้างน้อย แต่ก็ถือว่าเป็นแนวความคิดและเป็นการริเริ่มที่ดีในเรื่องของการปรับภาษีมรดกในอนาคต

ประการที่สอง: การอนุญาตให้ธนาคารแห่งประเทศไทย กำกับดูแล ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร และธนาคารอาคารสงเคราะห์ จากเดิมที่กำกับโดยกระทรวงการคลัง ซึ่งจะส่งผลให้มีการบริหารจัดการที่โปร่งใสมากยิ่งขึ้นและสามารถตรวจสอบได้มากขึ้น และป้องกันการเกิดผลประโยชน์ทับซ้อน (Conflict of Interest)

ประการที่สาม: การตั้งกองทุนการออมแห่งชาติ ซึ่งจะส่งผลดีต่อแรงงานนอกระบบและส่งเสริมกลุ่มผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นปัจจัยที่สำคัญในอนาคตเนื่องจากประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุในอัตราเร่งที่เร็วมาก

เมื่อพิจารณาปัจจัยอื่นๆ ทางเศรษฐกิจแล้ว จะเห็นได้ว่า ณ ปัจจุบัน เศรษฐกิจไทยค่อนข้างที่จะเข้มแข็ง เพราะว่า ยังสามารถควบคุมเงินเฟ้อให้อยู่ในระดับร้อยละ 1-4 ในขณะที่หนี้สาธารณะยังคงอยู่ในระดับร้อยละ 4.3 ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่น่าพอใจ

จำนวนนักท่องเที่ยวเติบโตอย่างต่อเนื่อง

ปี จำนวนนักท่องเที่ยว (ล้านคน) อัตราการเปลี่ยนแปลง (ร้อยละ)
2555 22.35 16.24
2556 26.54 18.76
2557 24.80 -6.54
2558 29.88 20.44
2559 32.58 8.91
2560* 34.4 5.51

หมายเหตุ.- * ประมาณการ

ที่มา.- กรมการท่องเที่ยว, กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

นอกจากนี้ปัจจัยบวก คือเห็นได้อย่างชัดเจนก็ คือการพัฒนาทางด้านการท่องเที่ยวโดยที่มีการกำหนดว่ารายได้จากการท่องเที่ยวจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากร้อยละ 17 ของจีดีพี ในปีที่ผ่านมา ส่วนในปีนี้ก็คาดว่าจะเติบโตมากกว่าร้อยละ 20 ของจีดีพี