สามปีรัฐประหาร: ปัญหาปากท้อง เรื่องใหญ่ที่ ใช้ ม.44 จัดการไม่ได้

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เมื่อเดือน ส.ค.2557 สามเดือนหลังการรัฐประหารที่ค่ายทหารเสือราชินี จ.ชลบุรี Image copyright PORNCHAI KITTIWONGSAKUL/AFP/Getty Images
คำบรรยายภาพ "บริหารบ้านเมืองไม่ใช่เรื่องยาก เพราะเคยบริหารกองทัพที่มีคนหลายแสนคนมาก่อน" - พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

22 พฤษภาคม ครบรอบ 3 ปีที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยึดอำนาจการบริหารราชการแผ่นดินจากรัฐบาลพลเรือน ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. เคยกล่าวไว้ว่า "บริหารบ้านเมืองไม่ใช่เรื่องยาก" เพราะเคยบริหารกองทัพที่มีคนหลายแสนคนมาก่อน

ขณะนั้น หน่วยงานราชการต่างๆ เปิดเพลงของ คสช. ที่มีเนื้อหาว่า ขอเวลาอีกไม่นานก็จะนำความสุขคืนมาให้กับคนไทย ดังกระหึ่ม

แต่เมื่อเวลาผ่านไป พล.อ.ประยุทธ์ น่าจะรู้ว่า การบริหารประเทศเป็นภาระที่ยุ่งยากและซับซ้อนยิ่งกว่าการบริหารกองทัพ ซึ่งเป็นเพียงหน่วยงานราชการ ระดับ "กรม" ที่เล็กกว่า "กระทรวง" กระทั่ง "ประเทศ" และมีผู้เกี่ยวข้องหลายสิบล้านคน ไม่ใช่แค่หลักแสนคน โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาด้านเศรษฐกิจ ที่ไม่สามารถใช้อำนาจพิเศษจากมาตรา 44 ไปแก้ไขเช่นเดียวกับปัญหาด้านความมั่นคงได้

กระทั่งการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ใหญ่ถึง 2 ครั้ง ยังมาจากความต้องการเปลี่ยนทีมหรือขยับเก้าอี้รัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ หลังคนเดิมทำงานไม่เข้าเป้า

Image copyright CHRISTOPHE ARCHAMBAULT/AFP/Getty Images
คำบรรยายภาพ การปรับ ครม.เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2558 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ตั้งนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ กำกับดูแลกระทรวงหลักที่ขับเคลื่อนงานด้านเศรษฐกิจทั้งหมด 7 กระทรวง

ปากท้อง ปัญหาที่แก้ไม่ตก

ปัญหาเศรษฐกิจหรือปากท้องเป็นเรื่องใหญ่ที่ประชาชนทั่วไปให้ความสำคัญ แต่เมื่อมีการสำรวจความคิดเห็น หรือ "โพล" ก็พบว่า รัฐบาล คสช. ยัง "สอบตก"

เอยูโพลของ ม.อัสสัมชัญ ระบุว่า สิ่งที่ทำให้คนเครียดมากที่สุดในขณะนี้ คือเรื่องเศรษฐกิจ/การเงิน (คะแนน 2.87 จากเต็ม 5) โดยเฉพาะปัจจัยเกี่ยวกับราคาสินค้าแพง ปัญหาหนี้สิน และรายรับไม่พอกับรายจ่าย ขณะที่สวนดุสิตโพล ของ ม.สวนดุสิต ระบุว่า กลุ่มตัวอย่างถึง 77.06% ระบุว่า สิ่งที่แย่ลงที่สุดในช่วง 3 ปีของ คสช. คือ สภาพเศรษฐกิจ ราคาสินค้าอุปโภคบริโภค และชีวิตความเป็นอยู่

Image copyright TANG CHHIN SOTHY/AFP/Getty Images
คำบรรยายภาพ ประชาชนร้อยละ 83.70 อยากให้รัฐบาลพัฒนาเศรษฐกิจให้ดีขึ้น แก้ไขปัญหาปากท้องในช่วงเวลาอีก 1 ปีก่อนการเลือกตั้ง (สำรวจกลุ่ม ตย.1,264 คน ทั่วประเทศ : สวนดุสิตโพล เผยแพร่ 20 พ.ค.2560)

ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาจากผลโพลของสถาบันการศึกษาต่างๆ ย้อนหลัง 3 เดือน (ระหว่างเดือน มี.ค. - พ.ค. 2560) ไม่ว่าจะเอยูโพล สวนดุสิตโพล กรุงเทพโพล นิด้าโพล ฯลฯ เมื่อมีการสอบถามถึงสิ่งที่รัฐบาลชุดปัจจุบันล้มเหลวหรืออยากให้เร่งปรับปรุงมากที่สุด กลุ่มตัวอย่างมักจะตอบเรื่อง "เศรษฐกิจ/ปากท้อง" เป็นอันดับหนึ่ง

โดยเฉพาะของสวนดุสิตโพล ที่มีการสอบถามเรื่องนี้ถึง 8 ครั้ง ผลที่ได้ก็ยังเหมือนเดิม คือรัฐบาลยังสอบไม่ผ่านการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ด้วยคะแนนที่ค่อนข้างสูง คือระหว่าง 74-88%

ดังนั้น ต่อให้ พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่า สถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศโดยรวมดีขึ้น แต่ประชาชนจำนวนไม่น้อย ดูเหมือนจะเห็นต่างในเรื่องนี้

ปัญหาที่ใต้พรม

แต่หากพิจารณาจากภาพใหญ่ "ตัวเลข" ทางเศรษฐศาสตร์ทั้งหลายอาจดูกระเตื้องขึ้นเล็กน้อย ถ้าเทียบกับปี 2557 แต่ผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่ายก็ยังไม่คลายความกังวล

เช่น ตัวเลขสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ที่ลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 11 ปี ในปี 2559 เหลือ 79.9% จากปีก่อน ซึ่งอยู่ที่ 81.2% ซึ่งนายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า แม้ตัวเลขจะลดลง แต่ก็ยังนับว่า "อยู่ในระดับสูงและมีหลายประเด็นที่น่ากังวล"

Image copyright Paula Bronstein/Getty Images
คำบรรยายภาพ สำนักข่าวบลูมเบิร์ก เคยออกบทวิเคราะห์เศรษฐกิจไทยเมื่อปี 2558 โดยเรียกประเทศไทยว่าเป็น "คนป่วยใหม่ของเอเชีย"

ในข่าวที่สำนักข่าวออนไลน์ไทยพับลิก้ารายงาน ผู้ว่าฯ ธปท. ได้อ้างถึงงานวิจัยของสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วยอึ๊งภากรณ์ (PIER) ที่ทำร่วมกับบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ ซึ่งระบุว่า "คนไทยเป็นหนี้เร็วขึ้น นานขึ้น และมีมูลค่ามากขึ้น" โดยคนวัยทำงานอายุไม่ถึง 30 ปี กว่าครึ่งมีหนี้ ผู้ที่มีหนี้ทุกช่วงวัย 16% หรือกว่า 3 ล้านคน ค้างชำระเกินกว่า 90 วัน ซึ่งจะต้องถูกทวงหนี้ตามกฎหมาย แปลว่ามีสถานะทางการเงินที่ค่อนข้างเปราะบาง และสัดส่วนหนี้เฉพาะต่อคนเพิ่มขึ้นถึงเท่าตัวในเวลาเพียง 7 ปี คือจาก 70,000 บาท เป็น 150,000 บาทในปัจจุบัน

ขณะที่ตัวเลขการเติบโตของจีดีพี จากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แม้ดูดีขึ้น โดยไตรมาสแรกของปี 2560 จีดีพีอยู่ที่ 3.3% และคาดว่าปีนี้จะอยู่ที่ ระหว่าง 3.3-3.8% แต่ก็ยังค่อนข้างพึ่งพาการส่งออก ที่ยังต้องจับตานโยบายของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นคู่ค้าสำคัญของไทย และพึ่งพาการท่องเที่ยว

ส่วนการลงทุนของภาครัฐแม้จะอยู่ในระดับสูง ทว่า ธปท. ก็ยังมองว่าเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ต้องจับตาความต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ตัวเลขจีดีพี นับแต่ คสช. เข้ามาบริหารประเทศ ในปี 2557 อยู่ที่ 0.9% ปี 2558 อยู่ที่ 2.9% และปี 2559 อยู่ที่ 3.2% ถือว่าค่อนข้างต่ำ หากเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาคอาเซียน

เทียบ GDP ประเทศกลุ่มอาเซียน ในรอบ 3 ปีหลัง

ปี 2557 ปี 2558 ปี 2559
บรูไน -2.3 -1.1 1.0
กัมพูชา 7.1 7.0 7.0
อินโดนีเซีย 5.0 4.8 5.2
ลาว 7.5 6.7 6.8
มาเลเซีย 8.7 7.2 8.4
เมียนมา 8.7 7.2 8.4
ฟิลิปปินส์ 6.1 5.8 6.0
สิงคโปร์ 3.3 2.0 2.0
ไทย 0.9 2.9 3.2
เวียดนาม 6.0 6.7 6.7

ที่มา: ธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (เฉพาะของไทย มาจาก สศช.)

การปฏิรูปไม่คืบหน้า

รัฐบาล คสช.อ้างเหตุผลในการยึดอำนาจว่าจะเข้ามาปฏิรูปประเทศ ขณะที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี หัวหน้าทีมเศรษฐกิจคนปัจจุบัน แสดงความมุ่งมั่นจะปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจ ชูนโยบายประชารัฐ Thailand 4.0 มุ่งผลักดัน Startup และสร้างความเข้มแข็งจากเศรษฐกิจฐานราก แต่ผลที่ออกมาก็ยังไม่มีอะไรเป็นรูปธรรมนัก

กระทั่งการปฏิรูปโครงสร้างภาษี เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและเพิ่มช่องทางหารายได้เข้ารัฐ เมื่อถึงเวลาก็ถูกปรับแก้เนื้อหาหรือดำเนินการล่าช้า เช่น กฎหมายภาษีมรดกถูกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แก้ให้เสียภาษีหากรับมรดกมูลค่าเกิน 100 ล้านบาท ในอัตราเพียง 5% จากเดิม 50 ล้านบาทในอัตรา 10% จนแทบใช้ไม่ได้จริง หรือกฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ก็เพิ่งเข้า ครม.ไม่นานมานี้

Image copyright CHRISTOPHE ARCHAMBAULT/AFP/Getty Images
คำบรรยายภาพ กฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เป็นหนึ่งในแพ็กเกจภาษีที่รัฐบาล คสช.เข็นออกมาหวังแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำตั้งแต่ปีแรกของการรัฐประหาร 2557

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกฯ ให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ NOW26 ว่า เหตุที่การปฏิรูปประเทศไม่คืบหน้า กระทั่งถอยหลัง เนื่องจาก รัฐบาล คสช. ต้องพึ่งพากลไกราชการเป็นหลัก ซึ่งจุดอ่อนของกลไกราชการทั่วโลก ก็คือแนวคิดในการปฏิรูปมีน้อย

"หลายๆ เรื่องจึงออกมาในแนวอนุรักษ์นิยม และถูกครอบงำโดยภาคราชการ" นายอภิสิทธิ์ระบุ

ความล้มเหลวในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ที่กระทั่งคนใน คสช.หลายๆ คนก็ยังยอมรับ น่าจะเป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ เลือกจะไม่แถลงผลงาน 3 ปี คสช .โดยอ้างว่า "จะเป็นประเด็น"

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม