วงจรปิด “ติดๆดับๆ” นับครั้งคลี่คลายคดี

รูปด้านหน้ารพ.พระมงกุฏเกล้า Image copyright WASAWAT LUKHARANG/BBC THAI
คำบรรยายภาพ เหตุวางระเบิด รพ.พระมงกุฎเกล้า ในวันครบรอบ 3 ปีการรัฐประหารของคสช. หลังพบว่าจาก กล้องวงจรปิด ในที่เกิดเหตุ จากทั้งหมด 13 ตัว ใช้การได้จริงเพียง 4 ตัวเท่านั้น

กล้องโทรทัศน์วงจรปิด หรือ "กล้องวงจรปิด" ที่ติดตั้งเพื่อดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน มีส่วนสำคัญในการคลี่คลายคดีสำคัญๆ หลายคดีที่เกิดขึ้นได้หลายครั้ง แต่เรื่องฉงนก็เกิดขึ้นหลายครั้งเช่นกัน เมื่อ กล้องวงจรปิด มักใช้การไม่ได้เมื่อเกิดเหตุสำคัญ อย่างกรณีเหตุวางระเบิด รพ.พระมงกุฎเกล้า ในวันครบรอบ 3 ปีการรัฐประหารของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) หลังพบว่า จาก กล้องวงจรปิด ในที่เกิดเหตุ จากทั้งหมด 13 ตัว ใช้การได้จริงเพียง 4 ตัวเท่านั้น

บีบีซีไทย ขอย้อนไปดูบทบาทของ กล้องวงจรปิด ในหลายคดีหรือเหตุการณ์สำคัญ ซึ่งมีทั้งใช้การได้ดี นำไปสู่การจับกุมผู้ต้องหา, ใช้การได้ แต่ไม่สามารถเปิดให้ดูได้ ไปจนถึงใช้การไม่ได้ หรือไม่มีให้ใช้การ เนื่องจากอยู่ระหว่างการซ่อมแซมหรือจัดซื้อ

คดีระเบิดใจกลางกรุง 3 ครั้ง ในปี 2560

ยังไม่หมดไตรมาสที่ 2 ของ ปี 2560 เกิดเหตุวางระเบิดใจกลางเมืองหลวงของไทย ถึง 3 ครั้ง ทั้งที่อยู่ภายใต้รัฐบาลทหารที่เน้นการรักษาความมั่นคงเป็นหลัก ทั้งบริเวณหน้ากองสลากเก่า (5 เม.ย.) บริเวณโรงละครแห่งชาติ (18 พ.ค.) และใน รพ.พระมงกุฎเกล้า (22 พ.ค.) โดย พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก ระบุว่า ทั้ง 3 เหตุการณ์มีความเชื่อมโยงกัน เพราะเป็น "ไปป์บอมบ์" เหมือนกัน แต่ถึงขณะนี้ การคลี่คลายคดีของเจ้าหน้าที่ตำรวจกลับไม่มีความคืบหน้า เพราะทั้งๆ ที่เกิดเหตุใจกลางเมืองหลวง ทว่า กล้องวงจรปิด ที่น่าจะมีอยู่ทุกมุมถนน รวมไปถึงจุดต่างๆ ในอนาคต กลับไม่สามารถนำมาให้ใช้เกิดประโยชน์ได้มากนัก

กรณีระเบิดหน้ากองสลาก กล้องวงจรปิด สามารถจับภาพผู้ต้องสงสัยได้ แต่ยังไม่มีการขอศาลให้ออกหมายจับ ส่วนระเบิดหน้าโรงละครแห่งชาติ ยากที่จะหาตัวผู้ก่อเหตุ เพราะ "กล้องวงจรปิด ไร้คุณภาพ" ขณะที่ระเบิดใน รพ.พระมงกุฎ กล้องวงจรปิด เสีย 9 ตัว จากทั้งหมด 13 ตัว

บทบาท กล้องวงจรปิด ต่อเหตุการณ์สำคัญในไทย
คดีเกาะเต่า ใช้จับกุมคนร้าย
คดีระเบิดราชประสงค์ ใช้จับกุมคนร้าย
คดีระเบิด 7 จว.ใต้ เห็นภาพผู้ต้องสงสัย
คดีวิสามัญชัยภูมิ ไม่เสีย แต่กองทัพปฏิเสธเปิดภาพ
คดีวิสามัญชัยภูมิ ไม่เสีย แต่กองทัพปฏิเสธเปิดภาพ
กรณีถอดหมุดคณะราษฎร ไม่มี อยู่ระหว่างซ่อมแซม
คดีระเบิดกองสลากเก่า เห็นภาพผู้ต้องสงสัย
คดีระเบิดโรงละครแห่งชาติ คุณภาพต่ำ ใช้การไม่ได้
คดีระเบิด รพ.พระมงกุฎฯ ใช้การได้ 4 จากทั้งหมด 13 ตัว

แม้การหาตัวผู้ก่อเหตุจะยังไม่มีความคืบหน้า แต่ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ ก็เปรยออกมาแล้วว่า หากยังเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้บ้านเมืองไม่สงบสุข อาจกระทบกับโรดแมปการเลือกตั้ง

"สิ่งสำคัญที่อยากให้ทุกคนคำนึงถึงก็คือว่าถ้าบ้านเมืองยังเป็นอยู่อย่างนี้อยู่ มีเรื่องการวางระเบิด การใช้อาวุธสงคราม การทำให้เกิดความขัดแย้งในภาคประชาชน เกิดมาแล้วก็มีปัญหาเหมือนเดิมๆ แล้วมันจะเลือกตั้งกันได้ไหม ผมกำหนดไปมันก็เท่านั้น

"มันอยู่ที่ทุกคนจะต้องร่วมมือกันในการที่จะเดินไปสู่ถึงจุดนั้น อย่าให้รัฐบาลเป็นคนกำหนดเองทั้งหมดเลย เพราะฉะนั้นมันขึ้นอยู่กับตรงนั้น ผมก็บอกไปแล้วว่าเร็วที่สุดได้อย่างไร แต่ถ้าเร็วที่สุดถ้ามันไม่ได้เพราะเหตุการณ์อย่างนี้มันเกิดขึ้น แล้วท่านจะว่างอย่างไร" พล.อ.ประยุทธ์ระบุ

กรณีถอดหมุดคณะราษฎร เม.ย. 2560

ช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา เกิดข่าวใหญ่ที่ทำให้คอการเมืองและผู้สนใจประวัติศาสตร์ได้ตกตะลึง เมื่อจู่ๆ หมุดคณะราษฎร ซึ่งติดตั้งไว้บริเวณราชพระราชวังดุสิตเพื่อรำลึกถึงสถานที่ที่คณะราษฎรเปลี่ยนแปลงระบบการปกครอง เมื่อปี 2475 ถูกสับเปลี่ยนเป็นหมุดอีกชิ้นหนึ่ง นำไปสู่การค้นหาว่าใครเป็นผู้เปลี่ยนหมุดคณะราษฎร แต่เมื่อไปขอดูภาพจาก กล้องวงจรปิด จากกรุงเทพมหานคร ก็ปรากฎว่าไม่สามารถดูได้ เพราะ กล้องวงจรปิด ทั้ง 11 ตัวในบริเวณดังกล่าวถูกถอดนำไปซ่อม และยังไม่นำกลับมาคืน

Image copyright WASAWAT LUKHARANG/BBC THAI
คำบรรยายภาพ หมุดใหม่ซึ่งไม่ทราบว่าเป็นของใคร เข้ามาแทนหมุดคณะราษฎรที่หายไปอย่างมีปริศนา

คำถามที่ว่าใครเป็นผู้เปลี่ยนหมุดคณะราษฎร จึงยังเป็นปริศนาถึงทุกวันนี้

คดีวิสามัญเยาวชนชาวลาหู่ มี.ค. 2560

17 มี.ค. ชีวิตของนายชัยภูมิ ป่าแส เยาวชนนักกิจกรรมชาวลาหู่ก็หลุดลอยไปจากคมกระสุนของเจ้าหน้าที่ทหาร ซึ่งอ้างว่าทำไปเพราะต้องการป้องกันตัวจากนายชัยภูมิที่ขัดขืนการตรวจค้นยาเสพติด และเตรียมขว้างระเบิดมือเข้าใส่ แต่ข้อมูลดังกล่าวขัดแย้งกับที่พยานผู้เห็นเหตุการณ์หลายคนบอกกับสื่อว่า นายชัยภูมิให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี แต่กลับถูกซ้อมจนต้องวิ่งหนี และได้ยิงเสียงปืนมากกว่า 1 นัด

Image copyright เครือข่ายสื่อชนเผ่าพื้นเมือง
คำบรรยายภาพ เจ้าหน้าที่ตำรวจในจ.เชียงใหม่เปิดเผยว่าได้รับฮาร์ดดิสก์ที่บันทึกภาพของกล้องวรจรปิดจากทหารแล้ว แต่ไม่กล้าเปิด

สิ่งที่จะช่วยคลี่คลายได้ว่าข้อเท็จจริงในคดีนี้เป็นอย่างไร คือ กล้องวงจรปิด หลายตัวในที่เกิดเหตุ แต่แม้สาธารณชนจะเรียกร้องให้เปิดภาพดังกล่าว ทว่ากองทัพกลับปฏิเสธโดยอ้างว่า "ภาพใน กล้องวงจรปิด ไม่ตอบโจทย์" และใช้เวลาถึงกว่า 2 เดือนกว่าจะส่งหลักฐานดังกล่าวให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ

คดีระเบิดและวางเพลิงใน 7 จังหวัดภาคใต้ เมื่อ ส.ค. 2559

หลังการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ก็เกิดเหตุลอบวางระเบิดหรือวางเพลิงใน 7 จังหวัดภาคใต้ในเวลาไล่เลี่ยกัน ประกอบด้วย ประจวบคีรีขันธ์ ตรัง กระบี่ พังงา ภูเก็ต สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช โดยเฉพาะในพื้นที่ อ.หัวหิน สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ นำไปสู่การควานหาตัวผู้กระทำผิด ซึ่งตัวช่วยสำคัญก็คือ กล้องวงจรปิด ที่เป็นหลักฐานสำคัญนำไปสู่การออกหมายจับผู้ต้องหาถึง 9 คน โดยบางคนเคยก่อเหตุในจังหวัดชายแดนภาคใต้

แต่ถึงปัจจุบันยังจับกุมผู้ต้องหาได้เพียง 2 คนเท่านั้น คนอื่นๆ ที่เหลือยังอยู่ระหว่างการติดตามจับกุม

คดีวางระเบิดศาลท้าวมหาพรหม เมื่อปี 2558

หลังเกิดเหตุได้ไม่นาน ภาพจากกล้องวงจรปิดก็ช่วยให้ได้เห็นรูปพรรณสัญฐานคนร้าย ที่สวมเสื้อเหลืองสะพายเป้ และจากการตรวจสอบภาพจาก กล้องวงจรปิด ที่อยู่ใกล้เคียงกว่า 50 ตัว รวมไปถึงการตรวจสอบสัญญาณโทรศัพท์ รวมถึงสอบถามจากพยานแวดล้อมที่เกี่ยวข้อง ก็นำไปสู่การจับกุมผู้ต้องหาเป็นชายชาวต่างชาติ 2 คน โดยสื่อไทยคาดการณ์ว่าแรงจูงใจมาจากการส่งตัวชาวอุยกูร์กลับประเทศจีนของรัฐบาลไทย

ปัจจุบัน คดียังอยู่ระหว่างการพิจารณาคดีของศาลทหารที่ต้องเลื่อนการสืบพยานมาแล้วหลายครั้ง เพราะไม่มีล่ามภาษาอุยกูร์

Image copyright PORNCHAI KITTIWONGSAKUL/AFP/Getty Images
คำบรรยายภาพ เหตุวินาศกรรมที่บริเวณศาลท้าวมหาพรม แยกราชประสงค์ เมื่อวันที่ 17 ส.ค.2558 มีผู้เสียชีวิต 20 คน บาดเจ็บ 130 คน

อย่างไรก็ตาม คดีนี้ทำให้เกิดข้อพิพาทระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) กับกรุงเทพมหานคร เมื่อ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติขณะนั้น ระบุว่า กล้องวงจรปิด ของกรุงเทพมหานครใช้การไม่ได้เป็นจำนวนมาก ทำให้ภาพไม่มีความต่อเนื่อง ทำให้ พล.ต.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สั่งการให้หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องปรับปรุงการทำงานของ กล้องวงจรปิด

คดีฆาตกรรมนักท่องเที่ยวบนเกาะเต่า เมื่อปี 2557

เจ้าหน้าที่ตำรวจเริ่มสืบสวนจากการตรวจสอบภาพจาก กล้องวงจรปิด ของร้านค้าต่างๆ ที่อยู่ใกล้เคียงกับที่เกิดเหตุฆาตกรรม 2 นักท่องเที่ยวชาวอังกฤษบนเกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี นำไปสู่การคาดคะเนเวลาก่อเหตุ รวมถึงบุคคลต้องสงสัยซึ่งเป็นแรงงานชาวพม่า 2 คน ก่อนจะมีการรวบรวมพยานหลักฐานอื่นๆ โดยเฉพาะดีเอ็นเอ เพื่อส่งฟ้องศาล ซึ่งล่าสุดเมื่อเดือน มี.ค.2560 ศาลอุทธรณ์ได้พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ "ประหารชีวิต" จำเลยทั้งสอง

ในคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ได้อ้างอิงถึงภาพจาก กล้องวงจรปิด ถึง 7 ครั้ง

20 ปี ราชการไทยจัดซื้อ "กล้องวงจรปิด" เกือบ 3 หมื่นล้าน

จากการตรวจสอบฐานข้อมูลจากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นเดิน (สตง.) พบว่า หน่วยงานราชการของไทย เริ่มจัดหากล้องวงจรปิด (กล้องวงจรปิด) พร้อมระบบที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะด้วยการซื้อหรือเช่า มาตั้งแต่ปี 2542 ถึงปัจจุบัน มีการจัดหาไปแล้วอย่างน้อย 2,707 สัญญา รวมเป็นเงินกว่า 29,740.85 ล้านบาท

โดยกรุงเทพมหานคร ถือเป็นหน่วยงานราชการที่จัดหา กล้องวงจรปิด มากที่สุด คืออย่างน้อย 195 สัญญา รวมเป็นเงินกว่า 8,686.15 ล้านบาท

และล่าสุด เตรียมจัดหา กล้องวงจรปิด มาติดตั้งบริเวณโดยรอบสนามหลวง พระบรมมหาราชวัง และเขตพระราชฐาน เพิ่มเติม

สำหรับสัญญาการจัดหาที่มีมูลค่าสูงสุดห้าลำดับแรก ประกอบด้วย

1. กระทรวงกลาโหม จ้างติดตั้ง กล้องวงจรปิด ในห้าจังหวัดชายแดนภาคใต้ วงเงิน 969.40 ล้านบาท เมื่อปี 2550 บริษัท ดิจิตอล รีเสิร์ซ แอนด์ คอนซัลทิ้ง จำกัด เป็นคู่สัญญา

2. กระทรวงกลาโหม จ้างเหมาติดตั้ง กล้องวงจรปิด โดยไม่ระบุสถานที่ เมื่อปี 2553 วงเงิน 960.00 ล้านบาท บริษัท ไทยทรานมิชชั่น จำกัด เป็นคู่สัญญา

3. การท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย ซื้อขายพร้อมติดตั้ง กล้องวงจรปิด เมื่อปี 2559 วงเงิน 891.00 ล้านบาท กิจการร่วมค้าล็อกซ์เลย์-สกายไฮ เป็นคู่สัญญา

4. กรุงเทพมหานคร จ้างเหมาจัดหาพร้อมติดตั้ง กล้องวงจรปิด บริเวณสถานศึกษาใน กทม. เมื่อปี 2554 วงเงิน 775.80 ล้านบาท กิจการร่วมค้ายูเทล ซีคอม เป็นคู่สัญญา

5. กรุงเทพมหานคร จ้างเหมาเชื่อมโยงสัญญาภาพ กล้องวงจรปิด จากสถานศึกษาและชุมชนไปยังสำนักงานเขตและสถานีตำรวจ เมื่อปี 2555 วงเงิน 615.40 ล้านบาท กิจการร่วมค้าจีเนียส เป็นคู่สัญญา

ทั้งนี้ นับแต่ คสช. เข้ายึดอำนาจการปกครองประเทศ มีการจัดหาไปแล้วอย่างน้อย 859 สัญญา รวมเป็นเงินกว่า 8,492.25 ล้านบาท

กล้องวงจรปิด กับการดูแลความปลอดภัยของประชาชน

ราชการไทยเริ่มจัดหา กล้องวงจรปิด มาใช้ ไม่ว่าจะด้วยการซื้อหรือเช่า ในปี 2542 โดยหน่วยงานแรกที่จัดหาก็คือจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อใช้ในห้องปฏิบัติการ ตึก อปร. คณะแพทยศาสตร์ ด้วยเงินกว่า 1.4 ล้านบาท

หลังจากนั้น หลายๆ หน่วยงานก็เริ่มจัดหา กล้องวงจรปิด มาใช้ โดยวัตถุประสงค์มีตั้งแต่ใช้ในห้องปฏิบัติการ ใช้สอนทางไกล ใช้สำรวจทรัพยากร ใช้ดูแลสถานที่ราชการ ใช้แก้ไขปัญหาจราจร ฯลฯ แต่หลังจากนั้น การจัดซื้อ กล้องวงจรปิด ด้วยเหตุผลเรื่องการดูแลความปลอดภัยของประชาชนก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

Image copyright WASAWAT LUKHARANG/BBC THAI

ในปี 2544 หลังเกิดเหตุระเบิดสถานีรถไฟชุมทางหาดใหญ่ ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย และบาดเจ็บอีก 38 ราย การรถไฟแห่งประเทศไทย ก็รายงานให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีรับทราบว่า มีความจำเป็นต้องติดตั้งกล้องวงจรปิดไว้ที่สถานีรถไฟทั่วประเทศ เพื่อดูแลความปลอดภัยของประชาชน

หลังเกิดเหตุร้ายรายวันในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ตั้งแต่ปี 2547 กระทรวงมหาดไทยรวมถึงหน่วยงานด้านความมั่นคง เช่น กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ก็จัดหากล้องวงจรปิดจำนวนมากไปติดตั้งในพื้นที่

แต่หน่วยงานที่จัดหากล้องวงจรปิดมากที่สุด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร เพื่อนำไปใช้ในงานจราจร รวมถึงงานดูแลความปลอดภัย โดยเฉพาะช่วงเวลาที่มีการชุมนุมทางการเมือง

Image copyright WASAWAT LUKHARANG/BBC THAI

ทว่าในปี 2555 มีการตรวจพบว่า กล้องวงจรปิดที่กรุงเทพมหานครติดตั้งบางจุด เป็นเพียง "กล้องพราง (dummy)" สภาผู้แทนราษฎรในขณะนั้นจัดตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเข้ามาตรวจสอบ ก่อนพบว่า การติดตั้งกล้องพรางเพื่องป้องปรามอาชญากรรมเป็นสิ่งที่ทำได้ และหลายประเทศก็ทำกัน เพียงแต่เสนอให้เปลี่ยนเป็น "กล้องจริง" ทั้งหมด ซึ่งกรุงเทพมหานครก็ดำเนินการเสร็จสิ้นในปี 2557 ทั้ง 4.7 หมื่นตัวเป็นกล้องจริง โดยรองผู้ว่าฯ กรุงเทพมหานครขณะนั้น ถึงกับประกาศว่า หากพบกล้องพรางอีก จะให้เงินรางวัลจุดละ 100,000 บาท

แต่ กล้องวงจรปิด ถือเป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ถูกใช้งานอยู่ตลอด 24 ชั่วโมง จึงต้องดูแลให้ใช้งานได้ตลอดเวลา โดยอายุการใช้งานเฉลี่ยจะอยู่ที่ระหว่าง 3-5 ปี ขึ้นอยู่กับลักษณะการใช้งานและการบำรุงรักษา

ส่วนสาเหตุที่ กล้องวงจรปิด มักเสียเวลาที่เกิดเหตุระเบิดที่มีแรงจูงใจทางการเมือง เรื่องนี้ยังคงเป็นปริศนาที่ผู้เกี่ยวข้องจะได้หาคำตอบกันต่อไป