เอฟซีซีทีเรียกร้องยกเลิกข้อกล่าวหานักข่าวอังกฤษ

นายโทนี เช็ง เผชิญโทษจำคุกสูงสุดถึง 5 ปี Image copyright FACEBOOK/Tony Cheng
คำบรรยายภาพ นายโทนี เช็ง เผชิญโทษจำคุกสูงสุดถึง 5 ปี ข้อหาครอบครองอาวุธสงครามโดยไม่ได้รับอนุญาต

สโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศประจำประเทศไทย (เอฟซีซีที) ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ทางการไทยยกเลิกข้อกล่าวหาที่มีต่อนายโทนี เช็ง ผู้สื่อข่าวของสถานีโทรทัศน์ ซีซีทีวีของทางการจีน ที่ถูกจับกุมและตั้งข้อหาตาม พ.ร.บ.ควบคุมยุทธภัณฑ์ พ.ศ.2530 ซึ่งกำหนดให้หน้ากากกันแก๊สพิษและเสื้อเกราะกันกระสุน เป็นยุทธภัณฑ์ทางทหาร ที่มีการควบคุม โดยนายเช็งอาจต้องโทษจำคุกสูงสุดถึง 5 ปี

ตำรวจไทยยืนยันว่า ผู้สื่อข่าวสัญชาติอังกฤษคนดังกล่าวถูกจับกุมฐานพกพาหน้ากากกันแก๊สพิษและเสื้อเกราะกันกระสุนขณะจะเดินทาง ออกจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพื่อไปทำข่าวสงครามในเมืองโมซูลของอิรัก

นายเช็ง ถูกควบคุมตัวไว้ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเมื่อคืนที่ผ่านมา (29 พ.ค.) หลังถูกจับกุมฐานพกพา หน้ากากกันแก๊สพิษ 3 อัน และแผ่นเกราะกันกระสุนสำหรับใส่ ในเสื้อเกราะ 4 แผ่น ซึ่งถือเป็นอาวุธสงครามในไทยและผู้พกพาจะต้องมีใบอนุญาต ด้านพ.ต.ท.สมชาติ มณีรัตน์ รอง ผกก.(สอบสวน) สภ.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ยืนยันข่าวการจับกุมครั้งนี้กับสำนักข่าวเอเอฟพี โดยระบุว่า นายเช็งถูกตั้งข้อหาครอบครองอาวุธสงครามโดยไม่ได้รับอนุญาต

เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นในระหว่างที่ นายเช็ง และนายฟลอเรียน วิททูลสกี ผู้สื่อข่าวชาวเยอรมันกำลังเดินทางจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเพื่อไปรายงานข่าวการสู้รบในเมืองโมซูล ซึ่งกองทัพอิรักกำลังต่อสู้กับกลุ่มที่เรียกตัวเองว่ารัฐอิสลาม (ไอเอส) มีรายงานว่า นายวิททูลสกี ถูกจับกุมพร้อมนายเช็ง แต่ได้รับการประกันตัวไปด้วยหลักทรัพย์ 1 แสนบาท ส่วนทนายของนายเช็งได้ยื่นขอประกันตัวลูกความด้วยหลักทรัพย์จำนวนเท่ากัน และได้รับการปล่อยตัวหลังถูกควบคุมอยู่นาน 14 ชั่วโมง

เมื่อคืนที่ผ่านมา นายเช็ง ได้โพสต์ภาพห้องขังที่เขาถูกควบคุมตัวไว้ผ่านทางเฟซบุ๊ก พร้อมข้อความว่า แผ่นเกราะกันกระสุนและหน้ากากมีไว้ "สำหรับใช้ในโมซูลที่มีหลักฐานว่าไอเอสใช้แก๊สเป็นอาวุธ" และ "ผมไม่ทราบมาก่อนว่าสิ่งเหล่านี้ถืออาวุธสงคราม" ขณะที่นายวิททูลสกี เผยกับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า พวกเขาเคยนำแผ่นเกราะกันกระสุนไปทำข่าวในอิรักและอัฟกานิสถานแล้วหลายครั้งแต่ไม่เคยถูกทางการไทยจับกุมมาก่อน

Image copyright FACEBOOK/Tony Cheng
คำบรรยายภาพ นายเฉิง โพสต์ภาพห้องขังผ่านทางเฟซบุ๊ก พร้อมข้อความว่า "ผมไม่ทราบมาก่อนว่าสิ่งเหล่านี้ถืออาวุธสงคราม"

ที่ผ่านมาองค์กรสื่อมวลชนได้วิพากษ์วิจารณ์กฎหมายไทยในประเด็นนี้ และชี้ว่าผู้สื่อข่าวไม่ควรถูกลงโทษฐานพกพาเสื้อเกราะและอุปกรณ์ป้องกันตัวเวลาเข้าไปทำข่าวในและนอกเขตอันตราย แม้จะมีความพยายามผลักดันให้มีการแก้ไขกฎหมายดังกล่าวแต่ก็ไม่เกิดความคืบหน้าใด ๆ และแม้จะเป็นกฎหมายที่ไม่ค่อยถูกนำมาบังคับใช้บ่อยนักในอดีต แต่ก็มีเพิ่มขึ้นในสมัยที่ทหารเข้ายึดอำนาจในไทย โดยเมื่อเดือน ส.ค. 2558 ช่างภาพชาวฮ่องกงถูกตั้งข้อหาพกพาเสื้อเกราะและหมวกกันกระสุนขณะรายงานข่าวเหตุระเบิดในกรุงเทพฯ แต่ภายหลังศาลได้พิพากษายกฟ้องคดีนี้

พล.ท.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวกับเอเอฟพีว่า "มีปัญหาทำนองนี้เกิดขึ้นแล้วหลายครั้ง และผมเชื่อว่าจะมีการทบทวนเกี่ยวกับประเด็นนี้" พร้อมแนะว่าผู้สื่อข่าวควรแจ้งเจ้าหน้าที่หากมีแผนจะเดินทางไปพร้อมสิ่งของเหล่านี้

Image copyright AFP
คำบรรยายภาพ นายจ้างและบริษัทประกันภัยกำหนดให้ผู้สื่อข่าวที่ทำข่าวในพื้นที่ขัดแย้งต้องมีอุปกรณ์ป้องกันตัว

ด้านสโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศประจำประเทศไทย (เอฟซีซีที) ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ทางการไทยยกเลิกข้อกล่าวหาที่มีต่อนายเช็ง ที่ทางการไทยดำเนินการตาม พ.ร.บ.ควบคุมยุทธภัณฑ์ พ.ศ.2530 ซึ่งกำหนดให้หน้ากากกันแก๊สพิษและเสื้อเกราะกันกระสุนเป็นยุทธภัณฑ์ทางทหารที่มีการควบคุม โดยนายเช็งอาจต้องโทษจำคุกสูงสุดถึง 5 ปี

เอฟซีซีที ระบุว่า นายเช็งเคยเดินทางไปทำข่าวที่เมืองโมซูลมาแล้วในปีนี้ ซึ่งอุปกรณ์ป้องกันดังกล่าวถือเป็นสิ่งจำเป็น นอกจากนี้ควรเป็นที่ทราบด้วยว่านายเช็งถูกจับกุมขณะกำลังเดินทางออกจากไทย และตั้งใจจะนำอุปกรณ์ดังกล่าวไปใช้นอกประเทศ ดังนั้นจึงไม่อาจถือได้ว่านายเช็งจะกระทำในสิ่งที่เป็นภัยต่อความมั่นคงแต่อย่างใด

แถลงการณ์ของเอฟซีซีทีชี้ด้วยว่า เอฟซีซีทีเคยเสนอที่จะทำงานร่วมกับรัฐบาลไทยในการหาหนทางให้นักข่าวและบุคคลอื่น ๆ (โดยเฉพาะอย่างยิ่งเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์) ที่อาจจำเป็นต้องเดินทางไปในพื้นที่ขัดแย้ง สามารถนำอุปกรณ์ป้องกันตัวไปด้วยได้ ที่ผ่านมาเอฟซีซีทีได้หาทางจัดการปัญหานี้อย่างเร่งด่วน หลังจากช่างภาพผู้สื่อข่าวชาวฮ่องกงคนหนึ่งถูกจับกุม ที่ท่าอากาศยานและตั้งข้อหาเมื่อเดือนสิงหาคม 2558 ฐานพยายามนำเสื้อเกราะป้องกันกระสุนเดินทางออกนอกประเทศ และหลังจากการดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมายที่ใช้เวลาและเงินจำนวนมาก ในที่สุดทางการได้ยกเลิกการตั้งข้อหานักข่าวคนดังกล่าว

Image copyright AFP
คำบรรยายภาพ นายแอนโธนี กวาน ผู้สื่อข่าวชาวฮ่องกงที่เคยถูกจับที่สนามบินสุวรรณภูมิฐานพกเสื้อเกราะกันกระสุนหลังเดินทางมาทำข่าวระเบิดที่พระพรหมเอราวัณ

เอฟซีซีที กล่าวด้วยว่านักข่าวที่มีฐานการทำงานอยู่ในเมืองไทยและต้องเดินทางไปรายงานข่าวความขัดแย้งในประเทศอื่นนั้น ทั้งนายจ้างและบริษัทประกันกำหนดให้ต้องมีอุปกรณ์ป้องกันตัวที่เหมาะสม แต่การดำเนินการภายใต้ พ.ร.บ.ควบคุมยุทธภัณฑ์ พ.ศ.2530 ทำให้นักข่าวเหล่านั้นต้องเผชิญทางเลือกที่ไม่พึงปรารถนา คือละเมิดกฎหมายไทย หรือเสี่ยงกับการสูญเสียแขนขาหรือเสียชีวิต

เอฟซีซีทียกตัวอย่างกรณีนักข่าวสองคนที่เสียชีวิตในระหว่างรายงานข่าวเหตุการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้นในกรุงเทพฯ เมื่อปี 2553 คนทั้งสองอาจยังคงมีชีวิตอยู่หากในขณะนั้นได้สวมเสื้อเกราะกันกระสุน