3 ประเด็นถกเถียงสำคัญ แก้กฎหมายบัตรทอง

กลุ่มคนรักษ์หลักประกันสุขภาพ ชุมนุมหน้ายูเอ็นขอนายกฯ ยุติแก้ไขกฎหมายบัตรทองเมื่อวันที่ 6 มิ.ย.2560 Image copyright WASAWAT LUKHARANG/BBC THAI
คำบรรยายภาพ กลุ่มผู้ชุมนุมหลายร้อยคนที่ใช้ชื่อว่า "กลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ" รวมตัวหน้าสำนักงานยูเอ็นเพื่อยื่นหนังสือต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ให้ยุติกระบวนการแก้ไข พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ กม.บัตรทอง

เวทีรับฟังความเห็นร่าง พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... หรือร่าง กม.บัตรทองฉบับใหม่ ล่มไปแล้ว 2 เวที หลังภาคประชาชนที่คัดค้านร่าง กม.นี้ เดินวอล์คเอาท์ออกจากที่ประชุม แม้จะยังเหลืออีก 2 เวที ที่ จ.ขอนแก่นและ กทม. แต่ก็ไม่มีใครรับประกันได้ว่าจะเกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยหรือไม่

ข้อถกเถียงเรื่องการปรับปรุงโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ชื่อเดิม "30 บาทรักษาทุกโรค" ชื่อปัจจุบัน คือ "บัตรทอง" มีมาตลอด แต่เริ่มเป็นรูปเป็นร่างในรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ผู้นำออกมาวิจารณ์เองว่าเป็นภาระต่องบประมาณ กระทั่งมีการยกร่างออกมาเป็นกฎหมาย

ปัจจุบัน มีผู้ใช้สิทธิบัตรทองอยู่ราว 49 ล้านคน คิดเป็น 75% ของประชากรไทยทั้งหมด หากเกิดการเปลี่ยนแปลง บุคคลกลุ่มนี้ย่อมได้รับผลกระทบแน่ ๆ แต่จะเป็นไปในด้านใดนั้น ขึ้นอยู่กับเนื้อหาของร่าง กม.ที่กำลังเปิดรับฟังความเห็น

"บีบีซีไทย" ขอรวบรวม 3 ประเด็นสำคัญ ซึ่งเป็นหัวใจของข้อถกเถียง ระหว่างฝ่ายหนุน-ฝ่ายค้าน มานำเสนอ

ปรับ "สัดส่วน" บอร์ด สปสช.

สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ถูกจัดตั้งขึ้นพร้อม กม.บัตรทองฉบับแรกในปี 2545 ทำหน้าที่เป็น "ผู้ซื้อบริการ" ให้กับประชาชน แทนกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) พร้อมกับทำหน้าที่ควบคุม "ผู้ให้บริการ" ซึ่งได้แก่โรงพยาบาลต่าง ๆ ในอีกทางหนึ่ง

ผลของการมี สปสช. ทำให้การจัดซื้อยาบางชนิดได้ถูกกว่าสมัยที่ สธ.จัดซื้อเอง ไม่ว่าจะเป็นยาต้านมะเร็ง ยากำพร้า (ยาที่ไม่ค่อยใช้ ไม่มีขาดในท้องตลาด) ยาต้านพิษ วัคซีน ฯลฯ โดยยาบางชนิด ซื้อได้ถูกกว่าเดิมถึง 80%

Image copyright WASAWAT LUKHARANG/BBC THAI
คำบรรยายภาพ โฆษก คกก.พิจารณาร่าง กม.บัตรทอง ระบุว่าการเพิ่มสัดส่วนวิชาชีพผู้ให้บริการในบอร์ด สปสช. ไม่ได้มุ่งทำให้เสียงของภาคประชาชนถูกกลบ

ตามกฎหมายเดิม บอร์ด สปสช.จะมี 30 คน มีตัวแทนจากภาคส่วนต่าง ๆ ทั้ง ท้องถิ่น เอกชน และผู้ทรงคุณวุฒิ ส่วนกฎหมายใหม่ บอร์ด สปสช.จะเพิ่มเป็น 32 คน แต่ลดตัวแทนภาคส่วนข้างต้น ไปเพิ่มตัวแทนจากผู้ให้บริการ ซึ่งได้แก่ สธ. และโรงพยาบาลต่างๆ ทำให้เกิดคำถามเรื่องความเป็น "ตัวกลาง" ระหว่างประชาชน-ผู้ให้บริการ จะยังเข้มข้นเช่นเดิมหรือไม่

ประเด็นนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญในการถกเถียงกัน ด้านหนึ่ง นพ.มงคล ณ สงขลา อดีต รมว.สาธารณสุข และกลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ ก็มองว่าเป็นการ "ทำลายหลักการแยกผู้ซื้อบริการกับผู้ให้บริการออกจากกัน" แต่ในอีกด้าน ฝ่ายสนับสนุน นำโดยภาคีสภาวิชาชีพด้านสุขภาพ ก็มองว่าควรปรับสัดส่วนบอร์ด สปสช. "ให้มีความเหมาะสมมากขึ้น"

แยก "เงินเดือน" บุคลากร

หนึ่งในเหตุผลที่หลายฝ่ายยกมาอธิบายสาเหตุที่โรงพยาบาลบางแห่ง "ขาดทุน" จากโครงการบัตรทอง เพราะไม่มีการแยกเงินเดือนบุคลากรออกจากงบเหมาจ่ายรายหัว ซึ่งปัจจุบัน อยู่ที่ 3,109 บาท/คน/ปี ร่างกฎหมายบัตรทองฉบับใหม่ จึงกำหนดให้แยกค่าใช้จ่ายบุคลากรออกมา เพื่อให้สะท้อนต้นทุนการให้บริการที่แท้จริง

กลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ มองว่าประเด็นนี้ "ดูเหมือนดี แต่อันตราย" เพราะจะทำให้บุคลากรทางการแพทย์ขอย้ายไปทำงานในโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้เมืองหลวงหรืออยู่ในเขตเมือง โดยที่ตำแหน่งยังอยู่ในโรงพยาบาลในเขตทุรกันดาร เกิดเป็นปัญหาซ้ำซ้อนขึ้นมาอีก

นายอธึกกิต แสวงสุข เจ้าของนามปากกา "ใบตองแห้ง" อดีตผู้สื่อข่าวสายสาธารณสุข เขียนบทความลงในเว็บไซต์ the101world ระบุว่า การแยกเงินเดือนจะส่งผลกระทบ 3 อย่าง 1.โรงพยาบาลเอกชนจะหนีหมด เพราะไม่ธรรมกับเขา ที่ไม่ได้พึ่งเงินเดือนรัฐ 2.โรงพยาบาลชุมชนตายแน่ และ 3.บุคลากรทางการแพทย์จะกระจุกอยู่รอบกรุงเทพมหานครหรือเมืองใหญ่

ด้าน นพ.มรุต จิรเศรษฐสิริ โฆษกคณะกรรมการยกร่างกฎหมายบัตรทองฉบับใหม่ กล่าวชี้แจงว่า การแยกเงินเดือนก็เพื่อให้โรงพยาบาลต่าง ๆ บริหารจัดการได้ง่ายขึ้น ยืนยันว่าไม่กระทบกับการกระจายบุคลากรแน่นอน เพราะมีคณะกรรมการที่ดูเรื่องกำลังคนอยู่แล้ว

Image copyright WASAWAT LUKHARANG/BBC THAI

ประชาชนต้อง "ร่วมจ่าย"

หากยังจำได้ ตลอด 3 ปีของรัฐบาล คสช. มีการโยนหินถามทาง เรื่องการแก้ไขโครงการบัตรทองให้ประชาชนเข้ามา "ร่วมจ่าย" ในอัตรา 30-50% มาโดยตลอด แต่ก็ถูกเอ็นจีโอออกมาคัดค้านทุกครั้ง ด้วยเหตุผลว่าจะเป็นการกีดกันไม่ให้ประชาชนจำนวนหนึ่งเข้าถึงบริการสาธารณสุข

ในสื่อแอนิเมชั่นประชาสัมพันธ์ร่างกฎหมายบัตรทองฉบับใหม่ที่เผยแพร่ไว้บนเว็บไซต์ของกระทรวงสาธารณสุข ได้ระบุเรื่องการ "ร่วมจ่าย" ไว้เป็น 1 ใน 14 คำถามที่จะใช้ในเวทีรับฟังความเห็นด้วย

ด้านกลุ่มพลังแพทย์ 6 องค์กร ได้ยื่น 5 ข้อเสนอในการแก้ไขกฎหมายบัตรทองเดิมต่อนายกรัฐมนตรี โดยหนึ่งในนั้นมีข้อเสนอเรื่องการให้คนชั้นกลางร่วมจ่ายค่าบริการ เพื่อพัฒนาโรงพยาบาลรวมอยู่ด้วย ขณะที่ พญ.เชิดชู อริยศรีวัฒนา กรรมการแพทยสภา เคยให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ว่า ด้วยจำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้น และโรคที่ซับซ้อนหลากหลาย ทำให้ระบบบัตรทองหนีการ "ร่วม" จ่ายไม่พ้น

อย่างไรก็ตาม ผู้เกี่ยวข้องเคยออกมาชี้แจงว่า ร่างกฎหมายบัตรทองฉบับใหม่ ไม่มีการแก้ไขเรื่องการ "ร่วมจ่าย" เนื่องจากเป็นเนื้อหาที่อยู่ในร่างกฎหมายบัตรทองเดิมอยู่แล้ว และจะปล่อยให้เป็นทางเลือกในอนาคต

ทั้ง 3 เรื่องคือประเด็นที่กลายเป็น "ตาพายุ" สำหรับความพยายามในการแก้ไขโครงการบัตรทองรอบล่าสุดของรัฐบาล คสช.

ข่าวที่เกี่ยวข้อง