85 ปีปฏิวัติสยาม: มองนิยาม “ประชาธิปไตย” ผ่านอนุสาวรีย์ฯ

กปปส. ชุมนุมที่อนุสาวรีย์ฯ 2556-2557 Image copyright AFP/Getty Images
คำบรรยายภาพ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยถือเป็น "มรดกคณะราษฎร" ที่รักษาปณิธานประชาธิปไตยแบบคณะราษฎรเอาไว้ได้ ด้วยพื้นที่และชื่อเรียก

85 ปีหลังปฏิวัติสยาม คนไทยเข้าใจความหมาย "ประชาธิปไตย" แค่ไหน เหตุใด "อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย" ซึ่งเป็นหนึ่งในมรดกของคณะราษฎร ถึงกลายเป็นหมุดหมายของนักเคลื่อนไหวทางการเมืองทุกยุค

อยู่บนถนน แต่ไม่ใช่พื้นที่ถนน..

ไม่ใช่พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ แต่สร้างความสนใจด้วยขนาดของอนุสาวรีย์ที่มีปีกสูง 24 เมตร รัศมีของวงเวียนกว้าง 24 เมตร..

ไม่มีการจารึกชื่อบุคคล มีแต่ชื่อเรียกขานที่ไม่เกี่ยวกับ "คณะราษฎร" หรือการเปลี่ยนแปลงการปกครอง แต่ใช้คำว่า "ประชาธิปไตย" ทำให้อนุสาวรีย์แห่งที่ 2 ที่สร้างโดยแกนนำผู้ก่อการ "ปฏิวัติสยาม 24 มิ.ย. 2475" กลายเป็นพื้นที่ที่กล่าวถึงการปกครอง "ระบอบใหม่" ที่ปรากฏเป็นรูปธรรม และยังเป็นการประกาศให้ชาวต่างชาติรู้ว่าสังคมไทยมีเจตนาแน่วแน่ในการปกครองแบบร่วมสมัยกับตะวันตก

8 ปีหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี และแกนนำคณะราษฎร ทำพิธีเปิดอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 24 มิ.ย. 2483

นักประวัติศาสตร์อย่าง ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ ชี้ว่านี่คืออนุสาวรีย์แห่งแรกที่พูดถึง "ประชาชน"

"รัฐธรรมนูญที่อยู่บนพานแว่นฟ้า หมายถึงรัฐธรรมนูญที่ส่งจากข้างล่างขึ้นไปข้างบน ไม่ใช่ส่งจากข้างบนลงมาข้างล่าง ทั้งหมดของอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยมีสัญลักษณ์ที่จะยืนยันหลักการที่ว่าอธิปไตยเป็นของปวงชน" บทความ "ชาติไทย เมืองไทย แบบเรียนและอนุสาวรีย์ : ว่าด้วยวัฒนธรรม, รัฐ และรูปการจิตสำนึก" (2538) ของ ศ.ดร.นิธิระบุ

เทียบอนุสาวรีย์ก่อนและหลังปฏิวัติสยาม

เพื่อแสวงหา “วีรบุรษ”

  • 2451-2475 สร้างอนุสาวรีย์ 3 แห่ง

  • 2475-2506 สร้างอนุสาวรีย์ 16 แห่ง

  • 2507-2526 สร้างอนุสาวรีย์ 102 แห่ง

Getty Images

ในฐานะเจ้าของวิทยานิพนธ์ดีเด่นหัวข้อ "นัยทางการเมืองของอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยในสังคมไทย" ซึ่งถูกตีพิมพ์เป็นหนังสือเรื่อง "อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย กับความหมายที่มองไม่เห็น" ทำให้ ดร.มาลินี คุ้มสุภา รองคณบดีคณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อยู่ในฐานะผู้เฝ้าสังเกตความเป็นไปของ "ประชาธิปไตย" ที่หลายครั้งไปผูกติดอยู่กับการใช้ "พื้นที่" ของอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และทำให้เกิดความหมายแตกต่างตามแต่ยุคสมัย ซึ่งจำแนกได้เป็น 3 ช่วง

ช่วงแรก (2478-2514) ความหมายผูกพันกับสิ่งที่กำเนิดขึ้นมา แต่มีนัยขยายความมากกว่า "ประชาธิปไตย-คณะราษฎร" เพราะไปเชื่อมโยงกับหลัก 6 ประการของคณะราษฎร โดยถือว่าอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยเป็น "ตัวแทนสัญญะ" ของการไปสู่ระบอบใหม่ที่มีเอกราชสมบูรณ์ มีความปลอดภัย เศรษฐกิจดี มีความเสมอภาค มีเสรีภาพ และมีการศึกษาดี

แต่ด้วย "ที่ตั้ง" บนถนนราชดำเนิน ทำให้อนุสาวรีย์แห่งนี้เคยร่วม "รับเสด็จ" พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาแล้ว 2 พระองค์ ในพิธีสวนสนามเหล่าทหารสัมพันธมิตรต่อหน้าพระพักตร์รัชกาลที่ 8 (2489) และพิธีสวนสนามของกองทัพบก การฉลองวันชาติ ซึ่งรัชกาลที่ 9 เสด็จเป็นประธานในพิธี รวม 7 ครั้ง (2495-2514) โดยพิธีการสุดท้ายเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 8 มิ.ย. 2514 เป็นการสวนสนามแสดงแสนยานุภาพเนื่องในพระราชพิธีรัชดาภิเษก ฉลองการครองสิริราชสมบัติครบ 25 ปี

หลังถูกผูกขาดโดยงานราชการและงานรัฐพิธีมานาน 30 ปี พื้นที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยก็ถูก "เบียดขับ" ด้วยการเข้ามาจับจองโดยขบวนการนักศึกษาและประชาชน

Image copyright AFP/Getty Images
คำบรรยายภาพ ภาพจำอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยในฉากสำคัญทางประวัติศาสตร์ 14 ต.ค. 2516 เมื่อขบวนการนักศึกษาและประชาชนลุกฮือเรียกร้องรัฐธรรมนูญ

ช่วงที่ 2 (2516-2535) ความหมายพิเศษในลักษณะ "กายภาพทางความเป็นจริง" เมื่อพื้นที่ถูกนำไปเชื่อมต่อกับความคิด อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยกลายเป็น "ฉากสำคัญ" ครั้งแรก ในเหตุการณ์ 14 ต.ค. 2516 ที่นักศึกษาและประชาชนชุมนุมเรียกร้องรัฐธรรมนูญจากรัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร

อีกครั้งคือเหตุการณ์ชุมนุมช่วง "พฤษภาทมิฬ" (17-20 พ.ค. 2535) เพื่อปฏิเสธการสืบทอดอำนาจของผู้นำรัฐประหารขณะนั้น-จุดกระแสปฏิรูปการเมืองใหม่ จนนำไปสู่การได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ที่ถูกขนานนามว่า "รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน"

ทั้ง 2 เหตุการณ์ ทำให้เกิด "ความหมายใหม่" เริ่มกลายเป็น "อนุสาวรีย์ของประชาชน"

อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

สะท้อนจิตวิญญาณ 24 มิ.ย. 2475

  • 3 เมตร ความสูงพานรัฐธรรมนูญ

  • 6 เล่ม พระขรรค์ประดับรอบป้อม

  • 24 เมตร ความสูงของ 4 ปีก

  • 24 เมตร รัศมีวงเวียน

  • 75 กระบอก ปืนใหญ่รอบอนุสาวรีย์ฯ

AFP/Getty Images

ช่วงที่ 3 (2549-ปัจจุบัน) ความหมายที่ถูกสร้างขึ้นพร้อมกับการตีความคณะราษฎร ผ่านการจัดกิจกรรมที่พยายามร้อยรัดไปสู่ความหมาย "ประชาธิปไตยแบบคณะราษฎร" จะเห็นว่ามีการเกิดขึ้นของนักเคลื่อนไหวหลายกลุ่ม เช่น กลุ่มที่เรียกตัวเองว่ากลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย, กลุ่มคณะราษฎร 2555, กลุ่มคณะราษฎรที่ 2

"มันมี 'เหตุแทรก' เกิดขึ้นในปี 2553 เมื่อกลุ่มที่เรียกตัวเองว่าแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ไปชุมนุมที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ก่อนเกิดเหตุล้อมปราบและปะทะกับเจ้าหน้าที่ที่แยกคอกวัว เมื่อวันที่ 10 เม.ย. 2553 ทำให้อนุสาวรีย์แห่งนี้กลายเป็นสถานที่จัด 2 กิจกรรมหลักคือ พิธีรำลึกเหตุการณ์สูญเสียปี 2553 และกิจกรรมต่อต้านรัฐประหาร" ดร.มาลินีกล่าว

นอกจากนี้ยังถูกใช้เป็นพื้นที่เคลื่อนไหวเรียกร้องในหลากหลายประเด็น อาทิ การต่อต้านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ของกลุ่มที่เรียกตัวเองว่าคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ปี 2556-2557, ต่อต้านร่าง พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ ปี 2559, เรียกร้องให้ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ปี 2560

Image copyright AFP/Getty Images
คำบรรยายภาพ แกนนำ กปปส. ใช้พื้นที่แห่งนี้เป็น 1 ใน 7 เวทีหลัก ชุมนุมขับไล่รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เมื่อปี 2556-2557

"ช่วงสุดท้ายเป็นช่วงที่น่าสนใจ เพราะเป็นการให้ความหมายที่ไปไกลกว่าเหตุการณ์ 14 ต.ค. 2516 โดยกลับไปหาความหมายที่แท้จริง กลับไปดูเจตนารมณ์แรกของคณะราษฎรที่อยากให้ 'ประชาชนเป็นใหญ่' ซึ่งเป็นหลักการสำคัญกว่าอะไรทั้งหมด ดังนั้นอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยจึงยืนอยู่บนหลักการ ไม่ใช่ตัวบุคคล ทำให้คนทุกกลุ่มเข้ามาใช้พื้นที่นี้อย่างสนิทใจ" ดร.มาลินีระบุ

ความหมายของอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยที่ผู้สร้างอย่างจอมพล ป. พิบูลสงคราม จงใจใช้ประกาศความสำเร็จของคณะราษฎร และสื่อถึง "ประชาธิปไตยที่เกิดจากการปฏิวัติสยาม 2475" จึงเลื่อนไหลไปเป็น "ประชาธิปไตยที่ประชาชนมีส่วนร่วม"

ด้วยสัญลักษณ์ ประวัติศาสตร์ความเป็นมา และคำว่า "ประชาธิปไตย" ของอนุสาวรีย์ จึงไม่แปลกหากอนุสาวรีย์แห่งนี้จะกลายเป็นหมุดหมายของนักเคลื่อนไหวทางการเมืองทุกยุค

Image copyright Malinee Khumsupa
คำบรรยายภาพ ดร.มาลินี คุ้มสุภา ชี้ว่า อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยเป็นสนามที่สอดประสาน ขัดแย้ง ต่อสู้กันตลอดเวลา เพราะเป็นพื้นที่ที่เปิดให้ทุกคนไปใช้งาน และสร้างความทรงจำในแบบตัวเอง

"ถ้าบอกว่ามีความทรงจำชิ้นเดียว ก็จะทำให้มันกลายเป็นวัตถุที่ตายนิ่ง คนอื่นมาใช้พื้นที่ไม่ได้ แต่ด้วยความเป็นพื้นที่เปิด ใครจะมาพูดเรื่องอะไรก็ได้ตรงนี้ เรียกร้องประชาธิปไตยก็ได้ เรียกร้องค่าแรงก็ได้ มันจึงเป็นสนามที่สอดประสาน ขัดแย้ง ต่อสู้ และต่อรองเพื่อสร้างความหมายใหม่อยู่ตลอดเวลา" ดร.มาลินีกล่าว

ทว่าแม้มีอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย มีการสถาปนาระบอบประชาธิปไตยมา 85 ปี แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าประเทศไทยเป็นประชาธิปไตย สะท้อนผ่านสถิติการรัฐประหารที่ประสบความสำเร็จ 13 ครั้ง จากความพยายาม 19 ครั้ง จำนวนรัฐธรรมนูญที่มีถึง 20 ฉบับ จนถูกวิจารณ์ว่า "ไทยใช้รัฐธรรมนูญเปลือง" เพราะเปลี่ยนรัฐธรรมนูญทุกๆ 4 ปีโดยเฉลี่ย ที่สำคัญคือมีเพียง 3 ฉบับเท่านั้นที่ยกร่างภายใต้รัฐบาลพลเรือน ขณะที่การเลือกตั้งทั่วไปเกิดขึ้นมาแล้ว 26 ครั้ง แต่มีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเพียงชุดเดียวที่อยู่ในตำแหน่งครบเทอม 4 ปี

อย่างไรก็ตาม "นี่คือระบอบที่ถูกตรวจสอบแล้วว่าสร้างความขัดแย้งน้อยที่สุด ถ้าเรายอมรับ ก็ปล่อยให้มันเปลี่ยนผ่านช่วงหนึ่ง" เธอบอก

Image copyright AFP/Getty Images

ท้ายที่สุด "ประชาธิปไตยของเขา-ของเรา" อาจไม่จำเป็นต้องมีนิยามเดียวกัน ไม่จำเป็นต้องคล้อยตามวาทกรรมไหน หรือยึดตามความทรงจำ-ประวัติศาสตร์ชุดใด ซึ่ง อ.มาลินีบอกว่า "แม้เราถูกทำให้จำ แต่เราก็สร้างความทรงจำใหม่ได้"

เฉกเช่นความหมายที่ไม่เคยหยุดนิ่งของอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ที่ทำให้เกิดพื้นที่ประชาธิปไตย-พื้นที่ของประชาชน!!!

หมายเหตุ : ติดตามรายงานพิเศษชุด "มอง 85 ปีประชาธิปไตยผ่านมรดกคณะราษฎร" ได้ตลอดเดือน มิ.ย. สัปดาห์หน้าพบกับ "มรดกความคิดคณะราษฎร ผ่านมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์"