"เกรซ เดอะ เฟส" กับขอบเขตจินตนาการ ความรู้สึก และความเป็นเหตุเป็นผล

นางแบบนอนถ่ายแบบชุด Homeless Not Hopeless เลียนแบบคนไร้บ้าน Image copyright PAnupong Meakkerdchoo
คำบรรยายภาพ ส่วนหนึ่งผลงานในชุด Homeless Not Hopeless ของ น.ส. ดลหทัย ไตรปิยานนท์ นักศึกษา สาขาแฟชั่นดีไซน์ คณะศิลปะและการออกแบบ มหาวิทยาลัยรังสิต

งานสร้างสรรค์กับประเด็นอ่อนไหวมักเป็นเรื่องที่ถูกหยิบยกมาเป็นประเด็นทางสังคมอยู่บ่อยครั้ง ยิ่งในปัจจุบัน ที่มีเสรีภาพทางความคิดบนพื้นที่ออนไลน์แบบไร้พรมแดน ยิ่งทำให้งานสร้างสรรค์ต่างๆ ถูกท้ายทายจากความคิดของทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ

กรณีล่าสุด ที่มีนักศึกษามหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่งได้นำเสนอผลงานการออกแบบเสื้อผ้าที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก "คนไร้บ้านในนครนิวยอร์ก" โดยให้นางแบบดัง "เกรซ เดอะ เฟส" เป็นผู้ใส่ กลับถูกวิพากษ์วิจารณ์ผ่านโลกออนไลน์อย่างหนักว่าเป็นการเหยียดหยามชนชั้น

แม้ว่าจะเป็นผลงานของนักศึกษา แต่การใช้นางแบบที่เป็นผู้มีชื่อเสียงในสังคม อย่าง น.ส.ณัฐธยาน์ บุญชมไพศาล ซึ่งรู้จักกันอย่างดีในชื่อว่า "เกรซ เดอะ เฟส ไทยแลนด์" คนล่าสุด ก็สร้างเสียงฮือฮา ได้อย่างมาก เพราะหลังจากที่เสื้อผ้าชุดดังกล่าวถูกถ่ายทอดผ่านนางแบบผู้นี้ในแนวความคิด "Homeless Not Hopeless" ถูกเผยแพร่ผ่านอินสตาแกรมส่วนตัว @shegrace ของนางแบบผู้นี้ ซึ่งมีจำนวนผู้ติดตามเกือบ 5 แสนคน ทำให้มีผู้ชมกดไลค์มากกว่า 22,000 ครั้งภายในระยะเวลาเพียง 21 ชั่วโมง ตามการรายงานของเว็บไซต์ Coconut Bangkok

Image copyright PAnupong Meakkerdchoo
คำบรรยายภาพ ภาพแฟชั่นชุด Homeless Not Hopeless ที่เคยถูกเผยแพร่ในอินตราแกรมของนางแบบชื่อดัง ซึ่งขณะนี้โพสต์ดังกล่าวถูกลบออกจากบัญชีของนางแบบคนดังกล่าวแล้ว

เสียงส่วนใหญ่ของผู้ติดตามค่อนข้างจะไปในแนวทางชื่นชมกับ "ความสวยปัง" ของนางแบบ

แต่เมื่อออกสู่โลกออนไลน์ ในสายตาของชาวต่างชาติ และสื่อมวชนชาวต่างชาติและคนไทยหลายคน กลับมองว่าเป็นการแบ่งแยกชนชั้นจนทำให้นางแบบคนดังกล่าวตัดสินใจลบภาพที่เป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ดังกล่าวในเวลาต่อมา

ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทยติดต่อไปยังที่ถูกเข้าใจว่าเป็นผู้จัดการส่วนตัวของนางแบบผู้นี้ เนื่องจากเปิดเผยหมายเลขโทรศัพท์ติดต่อไว้บนหน้าอินสตาแกรม ได้ระบุว่าไม่ทราบเรื่องเกี่ยวกับรูปที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ดังกล่าว

อะไรคือแนวคิดเบื้องหลังการออกแบบ?

น.ส.ดลหทัย ไตรปิยานนท์ นักศึกษา สาขาแฟชั่นดีไซน์ คณะศิลปะและการออกแบบ มหาวิทยาลัยรังสิต บอกกับบีบีซีไทย ว่า เป็นเจ้าของผลงานชื่อ "Homeless Not Hopeless" ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาในวิชา "สไตลิง (styling)"

ปัจจุบัน น.ส.ดลหทัย จบการศึกษาแล้วแต่อยู่ระหว่างรอรับปริญญา

Image copyright PAnupong Meakkerdchoo
คำบรรยายภาพ สำหรับสถานที่ถ่ายภาพชุดนี้ อยู่ที่สตูดิโอแห่งหนึ่งย่านรามอินทรา โดยจำลองบรรยากาศคล้ายกับอยู่บนถนนในนครนิวยอร์ก ของสหรัฐฯ

เธอเล่าให้ฟังว่า หลังจากที่ผลงานดังกล่าวผ่านความเห็นชอบของอาจารย์ผู้สอนแล้ว และเธอเองก็รู้จักกับนางแบบ จึงตัดสินใจให้ "เกรซ เดอะ เฟส" โพตส์รูปดังกล่าวบนอินสตราแกรมของเธอ โดยไม่คาดคิดว่าจะเกิดกระแสในทางลบ

"เจตนาเราคือ ไม่ได้มีความคิดด้านการแบ่งแยกชนชั้น เราชอบการแต่งตัวของกลุ่มคนไร้บ้านในนครนิวยอร์ก ของสหรัฐฯ เหล่านั้นด้วยซ้ำ และ เรากลับชื่นชมในผ้าที่เขาใช้พันตัว จึงเป็นที่มาของการปรับแนวทางในการออกแบบใหม่" น.ส.ดลหทัยกล่าวทางโทรศัพท์

ยอมรับภาพขาดคำอธิบาย

นักออกแบบรุ่นใหม่ผู้นี้ ยอมรับว่า การโพสต์รูปบนอินสตาแกรมของนางแบบพร้อมข้อความบรรยาย อาจสั้นเกินไป จนทำให้ผู้เข้าชมเข้าใจเจตนาในที่มาของความคิดของแฟชั่นชุดนี้คลาดเคลื่อนไป

"คำว่า 'Homeless Not Hopeless' ที่ต้องการสื่อคือ แม้ว่าพวกเขาจะเป็น 'คนไร้บ้าน' แต่ไม่ได้แปลว่า 'ไร้ความหวัง' ในฐานะดีไซเนอร์ เรายังต้องการนำพวกเขามาเป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบ และมีคุณค่าสำหรับศิลปินอีกหลายคน รวมทั้งฉันด้วย" น.ส.ดลหทัยกล่าวและว่า "เสียใจที่ถูกมองในแง่ลบ"

Image copyright PAnupong Meakkerdchoo

สำหรับสถานที่ถ่ายภาพชุดนี้ นักศึกษาคนดังกล่าวบอกว่า เป็นสตูดิโอแห่งหนึ่งย่านรามอินทรา โดยจำลองบรรยากาศคล้ายกับอยู่บนถนนในนครนิวยอร์ก

กรณีถกเถียงในอดีต

ประเด็นดังกล่าวไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะที่ผ่านมาผลงานสร้างสรรค์บางชิ้นก็เคยถูกท้าท้ายด้วยความคิดเกี่ยวกับการแบ่งแยกชนชั้น หรือการเหยียดสีผิว

โดยเมื่อต้นปี 2556 ผลิตภัณฑ์ทำให้ผิวขาวยี่ห้อหนึ่ง นำเสนอโฆษณา ซึ่งใช้สโลแกนว่า "แค่ขาวก็ชนะ" โดยมีคริส หอวัง เป็นตัวแทนนำเสนอสินค้า ซึ่งโฆษณาชุดดังกล่าวกลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กับอย่างกว้างขวางในสังคมไทย จนถึงมีสำนักข่าวต่างชาติหลายสำนัก เช่น ซีเอ็นเอ็น รวมทั้งบีบีซีนิวส์ ได้นำเสนอเรื่องนี้ด้วยย และในที่สุดทำให้บริษัทเจ้าของผลิตภัณฑ์ต้องยุติการออกโฆษณาดังกล่าว

คำบรรยายภาพ ผลิตภัณฑ์ทำให้ผิวขาวยี่ห้อหนึ่ง นำเสนอโฆษณา ซึ่งใช้สโลแกนว่า "แค่ขาวก็ชนะ"โดยมีคริส หอวัง เป็นตัวแทนนำเสนอสินค้า ซึ่งโฆษณาชุดดังกล่าวกลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กับอย่างกว้างขวางในสังคมไทย จนถึงมีสำนักข่าวต่างชาติหลายสำนัก

สำหรับกรณีในต่างประเทศในลักษณะเดียวกันก็เคยมีเช่นกัน โดยในเดือนพ.ค. 2557 บีบีซีไทยเคยรายงานข่าวเกี่ยวกับประเด็นร้อนที่จีน เมื่อมีโฆษณาของน้ำยาซักผ้ายี่ห้อหนึ่งสร้างความไม่พอใจให้กับผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทั่วโลก และตำหนิโฆษณาชิ้นนี้ว่ามีเนื้อหาเหยียดสีผิวมากที่สุดเท่าที่เคยมีการเผยแพร่ออกมา

โฆษณาที่ว่านี้เปิดฉากด้วยภาพของหญิงสาวผิวสาวชาวจีนคนหนึ่งที่กำลังซักผ้า จากนั้นก็มีชายผิวดำใบหน้าเปื้อนสีเดินเข้ามาในฉาก พวกเขามองหน้ากันอย่างมีความหมาย แล้วหญิงสาวก็ใส่น้ำยาซักผ้าเข้าไปในปากเขา ก่อนที่จะจับชายคนดังกล่าวลงเครื่องซักผ้า และเมื่อเปิดฝาเครื่องซักผ้าในเวลาต่อมาก็ปรากฏหนุ่มจีนผิวขาวดูสะอาดสะอ้านโผล่ออกมาจากเครื่อง สร้างความพึงพอใจให้แก่หญิงสาวคนดังกล่าวเป็นอย่างมาก

Image copyright QIAOBI

ในรายงานข่าวดังกล่าวระบุว่า โฆษณาที่มีเนื้อหาเหยียดเชื้อชาติและสีผิวไม่ใช่เรื่องใหม่ ทว่าเป็นเรื่องที่มีมายาวนานแล้ว โดยจะเห็นได้จากป้ายโฆษณาสบู่ยี่ห้อหนึ่งที่ขายในอังกฤษและสหรัฐฯในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 ที่นำเสนอแนวคิดแบบเหมารวมว่าการมีผิวสีดำคล้ำแสดงถึงความสกปรก ส่วนผิวสีขาวแสดงถึงความสะอาดบริสุทธิ์และเป็นสิ่งที่น่าปรารถนา

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังคงพบเห็นโฆษณาประเภทนี้ตามสื่อต่างๆ ทั่วเอเชีย อาทิ ฮ่องกง ฟิลิปปินส์ และไทย เป็นต้น ในไทยและจีนก็เคยมีโฆษณายาสีฟัน "ดาร์กี้" ที่ต่อมาต้องเปลี่ยนชื่อเป็น "ดาร์ลี"