85 ปีปฏิวัติสยาม: 83 ปีเปลี่ยนผ่านของ "มรดกคณะราษฎร" ที่ธรรมศาสตร์

อุปกรณ์ของท่านไม่สามารถใช้งานเครื่องเล่นสื่อได้
83 ปีเปลี่ยนผ่านของ "มรดกคณะราษฎร" ที่ธรรมศาสตร์

หากไม่มี "ปฏิวัติสยาม" 24 มิ.ย. 2475 ก็ไม่มี 27 มิ.ย. 2477 วันสถาปนา "มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง" (มธก.)

ด้วยเพราะคำประกาศคณะราษฎรในวันเปลี่ยนแปลงการปกครอง ระบุตอนหนึ่งว่า "การที่ราษฎรยังถูกดูหมิ่นว่ายังโง่อยู่ เพราะการศึกษาถูกเจ้าปกปิดไว้ไม่ให้เรียนอย่างเต็มที่"

ตอกย้ำด้วย 1 ในหลัก 6 ประการของคณะราษฎรที่ว่า "จะต้องให้การศึกษาอย่างเต็มที่แก่ราษฎร"

ธรรมศาสตร์ซึ่งเกิดขึ้นตามแนวคิดของผู้นำคณะราษฎรสายพลเรือนที่ชื่อ ศ.ดร.ปรีดี พนมยงค์ หรือหลวงประดิษฐ์มนูธรรม จึงถือเป็นมหาวิทยาลัยที่ก่อตั้งโดยมี "ภารกิจพิเศษ" ทั้งเพื่อหยิบยื่น "เสรีภาพทางการศึกษา" ให้แก่ลูกชาวบ้าน และเพื่อวางระบบการศึกษา-เผยแพร่ชุดความรู้การปกครองใน "ระบอบใหม่" แก่สังคม

ในหนังสือ "ปรีดี พนมยงค์ กับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง" (2543) ศ.พิเศษ ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) บรรยายลักษณะพิเศษของธรรมศาสตร์ไว้ว่า "เกี่ยวพันกับการเมืองและความเป็นไปของชาติ ตลอดจนเรื่องของรัฐธรรมนูญและประชาธิปไตย"

Image copyright WASAWAT LUKHARANG/BBC THAI
คำบรรยายภาพ ตึกโดม-ที่ทำงานของผู้ประศาสน์การ กลายเป็นฐานของขบวนการใต้ดิน "เสรีไทย" ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 และยังเปรียบเสมือน "ดินสอ" คอยจารึกประวัติศาสตร์ของชาวธรรมศาสตร์

สอดคล้องกับความเห็นของธรรมศาสตราภิชาน ศ.ดร.ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่กล่าวกับบีบีซีไทยว่า ระบอบใหม่ต้องอาศัยการมีส่วนร่วมจากประชาชน ธรรมศาสตร์จึงเป็นแหล่งสร้างพลเมืองในระบอบประชาธิปไตย

"วันที่มีความหมาย" ถูก ศ.ดร.ปรีดี-ผู้ประศาสน์การมหาวิทยาลัย กำหนดให้เป็นวันเปิดภาคเรียน โดยภาคแรกเปิดเรียน 27 มิ.ย. วันรัฐธรรมนูญฉบับแรกของสยาม และภาค 2 เปิดเรียน 10 ธ.ค. วันรัฐธรรมนูญ

กระทั่งเพลงประจำมหาวิทยาลัยอย่างเพลง "มอญดูดาว" ก็ยังแฝงด้วยนัยการเมือง "สำนักไหนหมายชูประเทศชาติ สำนักนั้นธรรมศาสตร์และการเมือง" และ "ไทยจะเฟื่องจะรุ่งเรืองก็เพราะการเมืองดี" (ก่อนเปลี่ยนเป็นเพลงพระราชนิพนธ์ "ยูงทอง" ในปี 2506)

มรดกความคิดของคณะราษฎร จึงส่งผ่านมาเป็นชีวิต-จิตวิญญาณธรรมศาสตร์

"นักศึกษาจะรู้สึกว่าเสรีภาพทางการเมืองเป็นอันแรกเลยที่เขาต้องมี มันเลยนำไปสู่การเข้าใจว่าการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิ.ย. 2475 คือการให้เสรีภาพทางการเมือง ถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลงอันนั้น มันยากที่เขาจะพูด จะคิด จะเคลื่อนไหว" ศ.ดร.ธเนศกล่าว

Image copyright กลุ่มงานพิพิธภัณฑ์และจดหมายเหตุ สำนักเลขาธิการสภาฯ
คำบรรยายภาพ ขบวนการนักศึกษาประชาชนเคลื่อนออกจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เข้าสู่ถนนราชดำเนิน ชูธงเรียกร้องรัฐธรรมนูญ ในเหตุการณ์ 14 ต.ค. 2516

แทบทุกความเคลื่อนไหวของนักศึกษาธรรมศาสตร์ในยุคต้น-ยุคสงครามโลก คือการยืนเคียงข้าง "ชาติ" และ "ประชาชน" แต่ทุกอย่างเริ่มเปลี่ยนไปหลังรัฐประหาร 2490

จอมพล ป. พิบูลสงคราม ก้าวเข้ามาเป็นอธิการบดีคนแรก (2495-2500) คำว่า "วิชา" และ "การเมือง" ถูกตัดออกจากชื่อสถาบัน ความก้าวหน้าทางวิชาการ "ถูกแช่แข็ง" ไม่ต่างจากการดัดแปลงความคิดชาวธรรมศาสตร์ให้กลายเป็นอนุรักษ์นิยม

"หลังจาก อ.ปรีดีถูกยึดอำนาจ (และถูกกล่าวหาว่าลอบปลงพระชนม์รัชกาลที่ 8) ต้องลี้ภัยไปต่างประเทศ สถาบันที่ถูกกระเทือนมากที่สุดนอกจากตัวรัฐบาลที่ต้องล้มไป ก็คือธรรมศาสตร์ว่าจะอยู่อย่างไร บรรดาอาจารย์รุ่นเก่าๆ ที่เคยทำงานกับ อ.ปรีดีถูกเรียกตัวกลับมา โดยให้ตำแหน่งด้วย แต่ระดับข้างบนจะเป็นคนของจอมพล ป. มาคุม บรรยากาศที่น่าสนใจคือในที่สุดอาจารย์ก็ค่อยๆ ยอมรับและกลืนเข้ากับสภาพภายใต้ระบอบรัฐประหาร แต่กลุ่มที่พยายามรักษาจิตวิญญาณคือนักศึกษา เพราะมองว่ารัฐบาลมายึดครองเป็น 'เมืองขึ้น' เลย จึงเดินขบวน 'ขอมหาวิทยาลัยคืน' มีการกรีดเลือด กลายเป็นตำนาน 11 ต.ค. 2494 ต่อสู้กับรัฐบาลเผด็จการ ในที่สุดจอมพล ป. ก็ต้องยอมผ่อน" ศ.ดร.ธเนศระบุ

ธรรมศาสตร์ในความทรงจำ
หลังรัฐประหาร 2490 กุหลาบ สายประดิษฐ์: "ฉันรักธรรมศาสตร์ เพราะธรรมศาสตร์สอนให้ฉันรักประชาชน"
วันเกิดอ.ปรีดี 11 พ.ค. 2495 เปลื้อง วรรณศรี: "หากขาดโดม เจ้าพระยา ท่าพระจันทร์ ก็ขาดสัญลักษณ์ พิทักษ์ธรรม"
2495 จอมพล ป. พิบูลสงคราม อธิการบดี: ตัดคำว่า "วิชาและการเมือง" ออกจากชื่อมหาวิทยาลัย
2503 จอมพลถนอม กิตติขจร อธิการ: ยกเลิกตลาดวิชา
ก่อน 14 ต.ค. 2516 ศ.สัญญา ธรรมศักดิ์ อธิการบดี: "ในธรรมศาสตร์ มีเสรีภาพทุกตารางนิ้ว"

เพราะมหาวิทยาลัยเป็น "ขุมกำลังคนหนุ่มสาว" ทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ ใครอยากมีอำนาจ-บารมี-อิทธิพล ก็ต้องเข้ามายึดสถานศึกษา

หลังจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ก่อรัฐประหารปี 2501 ได้ส่งจอมพลถนอม กิตติขจร มาเป็นอธิการบดีจอมพลคนที่ 2 (2503-2506) ธรรมศาสตร์เข้าสู่ยุคมืด-เงียบงันอีกครั้ง

สงครามเย็นแบ่งการเมืองโลกออกเป็น 2 ขั้ว ในประเทศไทยและธรรมศาสตร์ก็เช่นกัน รัฐบาลสฤษดิ์เอียงไปทางฝ่ายเสรีนิยม ขณะที่นักศึกษาและปัญญาชนหัวก้าวหน้าเลือกข้างสังคมนิยม

อย่างไรก็ตาม ศ.ดร.ธเนศได้ชี้ให้เห็นความยอกย้อนของระบอบสฤษดิ์ ที่ "ไม่ขาวกับดำ" เพราะเรียกใช้บริการเทคโนแครตที่ทำงานได้ในยุคพัฒนาอุตสาหกรรม แม้ไม่ฝักใฝ่เผด็จการ และจงใจโดดเดี่ยวพวกหัวรุนแรงทางการเมือง

"ผมคิดว่าสังคมไทยตอนนี้กำลังอยู่ในสภาพที่คล้ายกับสมัยจอมพลสฤษดิ์ กับบางคน เขาใช้ขาวกับดำคือเด็ดขาด กับบางกลุ่มก็เทาๆ พยายามดึงมาเป็นพวก แต่ไม่ต้องดึงมาก เพราะตอนนี้คนจำนวนไม่น้อยถือโอกาสเข้าไปมีบทบาท ถ้าอยู่ในวาระปกติอาจจะยาก ต้องแข่งกัน มีตัวชี้วัดต่างๆ แต่อยู่ภายใต้ระบอบเผด็จการ ตัวชี้วัดไม่ถูกใช้ สำคัญคือเขาเชื่อคุณไหม" ศ.ดร.ธเนศกล่าว

Image copyright WASAWAT LUKHARANG/BBC THAI
คำบรรยายภาพ อนุสาวรีย์ผู้ประศาสน์การ ปรีดี พนมยงค์ เปิดเมื่อ 3 ก.ค. 2527 โดยถือเป็นผู้มีฉากชีวิตหลากหลาย จากผู้ร่วมก่อการปฏิวัติสยาม ผู้ร่วมร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรก ผู้สำเร็จราชการ ผู้ก่อตั้งขบวนการเสรีไทย ก่อนกลายเป็น "แต่คนดีเมืองไทยไม่ต้องการ"

ความพลิกผันของการเมืองระดับชาติ ก่อให้เกิดความผันผวนในธรรมศาสตร์ แต่ภาพลักษณ์ "คู่แฝดปฏิวัติสยาม" ยังอยู่-ยังเป็นหนามตำใจของชนชั้นนำและฝ่ายอนุรักษ์นิยม

หลัง ศ.ดร.ปรีดีถึงแก่อสัญกรรมที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ในปี 2526 มีความพยายามฟื้นฟูเกียรติ ถึงขั้นตั้งอนุสาวรีย์ผู้ประศาสน์การ ปรีดี พนมยงค์ ภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้ในอีก 1 ปีต่อมา นักประวัติศาสตร์หลายคนคิดว่าการ "ชำระประวัติศาสตร์" เรียบร้อยแล้ว

ทว่าการณ์หาได้เป็นเช่นนั้น ปฏิบัติการลบ-ล้างความทรงจำเกี่ยวกับการ "ปฏิวัติสยาม" ยังเกิดขึ้นต่อเนื่อง

ศ.ดร.ธเนศจึงอยากชี้ชวนให้มอง 24 มิ.ย. 2475 อีกมุมในฐานะ "การสร้างองค์ความรู้" ซึ่งมีพื้นฐานแบบของไทยคือ "วิชาธรรมศาสตร์" มาจากคติความเชื่อของกฎหมายตราสามดวง ส่วน "การเมือง" มาจากฝรั่งเศสที่ อ.ปรีดีไปศึกษามา

นี่คืออุดมการณ์ 24 มิถุนาฯ ที่สังคมไทยมักไม่ค่อยมอง คิดเพียงแค่การล้ม-รื้อระบอบเก่า

Image copyright AFP/Getty Images

ถึงวันนี้สิ่งที่เขาต้องการเรียกร้องไปยังทุกสถาบันที่ทำงานใกล้ชิดกับมวลชน ไม่เฉพาะธรรมศาสตร์ คือการทำหน้าที่สร้างความจริง-คำอธิบายให้สอดคล้องกับยุคสมัย และ "ชูคบเพลิง 24 มิถุนาฯ" เพราะหากปราศจากจุดเริ่มต้นที่มีตรรกเชื่อมโยงกับความเป็นจริงอันใหม่ ประวัติศาสตร์สมัยใหม่ของไทยจะมีปัญหา

"จุดเริ่มต้นของการเมืองระบอบประชาธิปไตย จะชอบไม่ชอบก็ตาม แต่มันมาแล้ว มันเกิดแล้ว มันลงรากปักฐานแล้ว แต่ก็เกิดการโยงกันไปยึดกันมา และตอนนี้ก็เงียบๆ ไป โยนมันทิ้งเลย เอาหมุด (คณะราษฎร) ทิ้งอย่างนี้ ผมว่ามันไม่ได้เป็นผลดีต่อประวัติศาสตร์โดยรวมของประเทศ มันเป็นการปิดกั้นอดีตของตัวเอง แล้วจะให้คนรุ่นใหม่เขาเชื่อมโยงกับอะไรล่ะ มันจะกลายเป็นประเทศที่ไม่มีรากความเป็นจริงเลย มีแต่รากปลอมที่เราพยายามสร้างขึ้นมาให้คนเขาเชื่อ ผมว่าอันนี้เป็น 85 ปีที่มันไม่ควรจะเกิด"

ตลอด 85 ปีหลังปฏิวัติสยาม ประชาธิปไตยถูกท้าท้าย-ลดทอนความสำคัญเป็นบางช่วง ไม่ต่างจาก 83 ปีของธรรมศาสตร์ ซึ่งถูกท้าทายจิตวิญญาณอยู่บ่อยๆ

Image copyright WASAWAT LUKHARANG/BBC THAI
คำบรรยายภาพ ศูนย์กลางการชุมนุมของนักศึกษาและประชาชน ก่อนเคลื่อนขบวน 14 ต.ค. 2516 ซึ่งจบลงด้วยชัยชนะของฝ่ายประชาธิปไตย แต่จุดเดียวกันนี้ได้กลายสภาพเป็น "ลานประหาร" ในเหตุการณ์ 6 ต.ค. 2519

จากเคยเป็นพื้นที่ประวัติศาสตร์การต่อสู้ของประชาชนทุกหย่อมหญ้า ตั้งแต่เป็นฐานขบวนการเสรีไทย, ฐานขบวนการนักศึกษาประชาชน 14 ต.ค. 2516 รวมถึงร่วมเรียกร้องประชาธิปไตยอีกหลายยุค ฝ่ายบริหารมหาวิทยาลัยยุคใหม่พยายามเขียนประวัติศาสตร์หน้าใหม่ ด้วยการทำให้ "ธรรมศาสตร์ปลอดการเมือง"

แต่นั่นไม่ใช่ความคิดของนักศึกษาชั้นปีที่ 3 คณะรัฐศาสตร์ ที่บอกกับบีบีซีไทยว่า เขาเลือกมาที่นี่ด้วยเหตุผลทางประวัติศาสตร์

"ประวัติศาสตร์แทบจะทุกอย่างของธรรมศาสตร์ จะไปเกี่ยวโยงกับประวัติศาสตร์ของประเทศไทย เปรียบเสมือนประวัติศาสตร์ของธรรมศาสตร์ ก็คือประวัติศาสตร์ของประเทศไทย" นักศึกษาคณะรัฐศาสตร์กล่าว

ลูกแม่โดม-พ่อปรีดีรายนี้ ยังหวังให้ธรรมศาสตร์ควรเล่นบทเป็น "ผู้นำ" เสียด้วยซ้ำ ซึ่งไม่ใช่นำการชุมนุมแบบในอดีต แต่หมายถึงการนำแสงสว่างทางปัญญาให้สังคมไทย

ขณะที่ ศ.ดร.ธเนศผู้ใช้ชีวิตในรั้วแม่โดมมากว่าค่อนชีวิต จากสมัยผู้นักศึกษา 6 ต.ค. 2519 ถึงวัยเกษียณอายุราชการในฐานะครูอาจารย์ ให้ความเห็นว่า "พอธรรมศาสตร์หมดพลัง เป็นที่พึ่งไม่ได้ โอกาสจะพยายามยันการเปลี่ยนแปลงที่ไม่เป็นประชาธิปไตย มันก็ไม่มี"

Image copyright Wasawat Lukharang/BBC Thai

เขาชี้ว่าการสูญเสียบทบาท "พื้นที่การเมืองของภาคประชาชน" เริ่มต้นตั้งแต่รัฐประหาร 2549 เมื่อผู้บริหารมหาวิทยาลัยไม่สนับสนุน-กีดกัน ขณะเดียวกันอาจารย์และนักศึกษาจำนวนหนึ่ง ก็เห็นดีด้วยกับการรัฐประหารเพื่อโค่นล้มรัฐบาลนายทักษิณ ชินวัตร

"มันไม่ใช่เรื่องรัฐแทรกแซง แต่คนในธรรมศาสตร์เองก็แตกเป็น 2 ฝ่าย และจริงๆ ฝ่ายที่ต่อต้านประชาธิปไตยแบบเดิมเยอะกว่าด้วย ตอนนี้เราเป็นฝ่ายเสียงข้างน้อยแล้ว"

ในขณะที่การเมืองโลกเอียงขวา ปัจจัยเกื้อหนุนความไม่เป็นประชาธิปไตยในสังคมไทยมากกว่ายุคก่อน อ.ธเนศไม่อาจจินตนาการอนาคตของคนรุ่นใหม่

Image copyright WASAWAT LUKHARANG/BBC THAI
คำบรรยายภาพ ศ.ดร.ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ แห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

"นี่คือโลกที่มืดกว่าหลังรัฐประหาร 8 พ.ย. 2490 ตอนนั้นมันมืด แต่ยังมีนักคิดนักเขียนกลุ่มหนึ่งมองเห็นความจริง และพูดในส่วนที่เขาพูดได้ แต่พอคนได้ยิน มันดังทันทีเลย แต่ตอนนี้พูดไป ก็ถูกเสียงอีกกลุ่มปิดไว้ มันดังกว่า เห็นก็ไม่เห็นเพราะมันเบลอหมดเลย.. มันกำลังเข้าสู่ยุคมืด จะกลียุคหรือเปล่า"

นี่คือคำถามที่ครูประวัติศาสตร์ทิ้งไว้ให้ปัญญาชนรุ่นลูกหลาน ในสภาพการณ์ที่การเมืองไทยถูกทำให้ไร้ราก และถอยหลังไปถึง 70 ปี!!!