20 ปีวิกฤตต้มยำกุ้ง: 4 คำถามกับ บัณฑิต นิจถาวร

อุปกรณ์ของท่านไม่สามารถใช้งานเครื่องเล่นสื่อได้
4 คำถามกับ บัณฑิต นิจถาวร

ย้อนอดีตมองปัจจุบันวาดฝันอนาคตประเทศไทย กับ ดร. บัณฑิต นิจถาวร ซึ่งเคยปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการฝ่ายการธนาคารของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) "หนึ่งในขุนพล" ผู้นำทีม"แบงก์ชาติ" ต่อกรกับนักเก็งกำไรค่าเงิน ก่อน ธปท. ประกาศ "ลอยตัว" ค่าเงินบาท 2 ก.ค. 2540

ปัจจุบัน เขาคือ กรรมการผู้อำนวยการ สถาบันกรรมการบริษัทไทย องค์กรที่ส่งเสริม การกำกับกิจการที่ดี หรือ ธรรมาภิบาล ใน หน่วยงานธุรกิจใหญ่น้อย เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดหายนะทางเศรษฐกิจซ้ำ ฟังเขาตอบ 4 คำถามถึงอนาคตเศรษฐกิจไทย

1.โอกาสที่ไทยจะเจอ "วิกฤตต้มยำกุ้ง" อีก?

"ประวัติศาสตร์ไม่เคยซ้ำรอย แต่มักจะเกิดขึ้นคล้ายๆ กัน" เขายกคำคมของ มาร์ค ทเวน นักคิด นักเขียนชาวอเมริกันมาตอบคำถามนี้

"ผมคิดว่าบทเรียนที่สำคัญที่สุดคือ ความสำคัญของการก่อหนี้ ความเสี่ยงที่มาจากการก่อหนี้ อันหนึ่งที่ชัดเจน คือ ถ้าประเทศก่อหนี้เกินความสามารถที่จะชำระคืนได้ วิกฤตเกิดขึ้นแน่นอน และที่สำคัญอีกข้อหนึ่งก็คือว่า วิกฤตเกิดขึ้นได้ไม่ว่า หนี้ของภาครัฐ หนี้ของภาคเอกชน หรือเป็นหนี้ของครัวเรือน หากมีหนี้เกินความสามารถ วิกฤตก็จะเกิด และสามารถเกิดขึ้นได้ในทุกประเทศ" ดร. บัณฑิตกล่าว

อดีตผู้บริหารแบงก์ชาติผู้นี้ยอมรับว่า วิกฤตทางเศรษฐกิจครั้งนั้นเป็นเรื่องใหม่ของระบบเศรษฐกิจ ที่ไม่เคยปรากฏขึ้นมาก่อน ที่เกิดจากการขับเคลื่อนของตลาดการเงินโลกในยุคโลกาภิวัฒน์ ผ่านกระแสเงินทุนการไหลเข้าออกระหว่างประเทศ และถูกจุดชนวนโดยการสูญเสียความเชื่อมั่นอย่างกระทันหันของนักลงทุน เนื่องจากนักลงทุนต้องการเคลื่อนย้ายการลงทุนไปยังเป้าหมายใหม่

Image copyright AFP/Getty Images
คำบรรยายภาพ ในช่วงวิกฤตต้มยำกุ้ง ที่มีกระแสเงินทุนต่างชาติไหลเข้ามาในประเทศมากขึ้น กระตุ้นให้เกิดภาวะฟองสบู่ในหลายอุตสาหกรรม หนึ่งในนั้นคืออุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งวิกฤตดังกล่าวทำให้มีตึกหลายร้อยแห่งในกรุงเทพมหานครถูกทิ้งร้างและสร้างไม่เสร็จ

นั่นก็นำไปสู่การลุกลามของวิกฤตปัญหาไปยังที่ต่างๆ คล้ายๆ กับการติดต่อของโรค เป็นครั้งแรกที่ผลกระทบทางเศรษฐกิจของประเทศหนึ่ง สามารถนำไปสู่อีกประเทศหนึ่งได้ เช่น จากไทย ไปยังเกาหลีใต้และอินโดนีเซีย

2.ทางแก้ไขที่ผ่านมา?

บทเรียนที่แสนสาหัสทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ทั้งในระดับในประเทศ และระหว่างประเทศ

  • ภาครัฐในประเทศ: โดยเฉพาะแบงก์ชาติ ได้เปลี่ยนกรอบนโยบายการเงินมาเป็นการกำหนดเป้าหมายเงินเฟ้อแบบหยืดหยุ่น และปลดล็อกระบบตะกร้าเงิน โดยผูกอัตราแลกเปลี่ยนกับเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐฯ มาเป็นระบบแลกเปลี่ยนแบบลอยตัวแบบมีการจัดการ เพื่อให้เป็นไปตามกลไกตลาด นอกจากนี้ยังได้พัฒนาและปรับโครงสร้างทางการเงินในแนวทางการตรวจสอบเพื่อลดความเสี่ยง มีการพัฒนาข้อมูลเครดิตของภาคธุรกิจ ตั้งเครดิตบูโร พัฒนาระบบเพย์เมนต์ พัฒนาระบบพันธบัตร ที่จะดึงความเสี่ยงออกจากระบบพาณิชย์ ให้มีความเข้มแข็งมากขึ้น
  • ความร่วมมือในภูมิภาค: 10 ชาติอาเซียน และอีก 3 ประเทศในเอเชีย ได้แก่ จีน ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ หรือ อาเซียนบวก 3 จับมือสร้างกลไกและเครื่องมือระดับภูมิภาคในการสอดส่องดูแลความเสี่ยงของการเกิดวิกฤต มีกลไกที่สามารถคุ้มครองและรักษาเสถียรภาพระบบการเงินของภูมิภาคได้ เช่น "มาตรการริเริ่มเชียงใหม่พหุพาคี" และมีวงเงินที่สามารถให้สมาชิกสามารถกู้ได้รวม 2.4 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ

3.เศรษฐกิจโตช้า คือปัญหาที่น่าห่วงกว่า?

วิกฤตที่เคยเกิดเมื่อ 20 ปีก่อนอาจจะไม่หวนกลับมา แต่อาจจะมีปัญหารูปแบบใหม่เกิดขึ้น สิ่งที่จะต้องให้ความสำคัญคือ ต้องตั้งอยู่ในความไม่ประมาท ทั้งประชาชน เอกชน และราชการ ตามแนวความคิดทางพระพุทธศาสนา

"สาระสำคัญก็คือ การตระหนักรู้ในเรื่องการไม่ก่อหนี้เกินความจำเป็น สถาบันการเงินที่มีความเข้มแข็งและมีวินัยทางการเงินการคลังที่ดี" เขากล่าวย้ำ

Image copyright AFP/Getty Images

อดีตผู้บริหารแบงก์ชาติ ประเมินความเสี่ยงของการเกิดวิกฤตด้านนี้อีกครั้งอาจจะไม่สูงมากหลังจากที่ประเทศมีเกราะป้องกัน มีมาตรการสนับสนุนและความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านไว้แล้ว

แต่ประเด็นที่น่าสนใจมากกว่านั้นที่ดร.บัณฑิตเสนอ คือ ความท้าทายของประเทศที่จะต้องพยายามเติบโตในอัตราที่สูงกว่านี้ เพราะในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา อัตราการขยายตัวของไทยไม่สามารถเทียบเท่ากับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค อัตราการเติบโตเฉลี่ยของภูมิภาคประมาณ 5% แต่ของไทยต่ำสุด 2-3%

4.ทำอย่างไรอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจจะเต็มศักยภาพ?

มองกลับไป 20 ปีที่แล้วเมื่อเกิดวิกฤตประเทศไทยไม่ได้ถูกโดดเดี่ยว เพราะมีหลายประเทศที่ตกอยู่ในสภาพเดียวกัน ดร.บัณฑิตยกตัวอย่าง เกาหลีใต้ ก็มีชะตากรรมคล้ายๆ กัน ภายใต้วิกฤตดังกล่าวทั้งไทยและเกาหลีใต้ประสบความสำเร็จในการก้าวออกมาจากวิกฤตได้เหมือนกันในเวลา 10 ปี

Image copyright JIRAPORN KUHAKAN/BBC Thai
คำบรรยายภาพ "ประวัติศาสตร์ไม่เคยซ้ำรอย แต่มักจะเกิดขึ้นคล้ายๆ กัน" ดร.บัณฑิตยกคำคมของ มาร์ค ทเวน นักคิด นักเขียนชาวอเมริกันมาอธิบายเมื่อถูกถามว่าไทยจะเจอ "วิกฤตต้มยำกุ้ง" อีก?

แต่ความแตกต่างที่ชัดเจนมีขึ้นใน 10 ให้หลัง เกาหลีใต้สามารถพัฒนาประเทศจนสามารถที่จะกลายเป็นประเทศที่พัฒนาประชากรมีรายได้สูง

อะไรคือปัจจัยที่ทำให้ผลลัพธ์ของเกาหลีใต้ ที่แตกต่างจากไทย ดร.บัณฑิต บอกว่า มี 3 สิ่งที่สำคัญคือ ประการแรก การพัฒนาด้านการศึกษาที่จะทำให้ประชาชนมีทักษะสูง รายได้ที่ดีขึ้น เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ประการที่สองคือ การเพิ่มผลิตภาพทางการผลิต ทั้งภาครัฐและเอกชน โดยเฉพาะ ความสามารถของบริษัทธุรกิจที่จะขยายการสร้างมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์และสินค้า ผ่านการพัฒนาทางด้านนวัตกรรม (innovation)เพื่อสร้างกลุ่มสินค้าใหม่สร้างกำไรสูง

ส่วนประเด็นท้ายสุด คือ ธรรมาภิบาล การกำกับดูแลกิจการเพื่อให้มีความโปร่งใส

Image copyright AFP/Getty Images
คำบรรยายภาพ ธรรมาภิบาล ถือเป็นส่วนสำคัญที่สนับสนุนการขับเคลื่อนและขยายตัวทางเศรษฐกิจให้เต็มศักยภาพ

"ปัจจัยทั้ง 3 นั้นหากยังไม่มีการแก้ไข ก็จะกลายเป็นต้นทุนแพง และฉุดขีดความสามารถในเติบโตของเศรษฐกิจตามศักยภาพที่มีได้" ดร.บัณฑิตกล่าว

ดังนั้น ความท้าทายสำคัญสำหรับ 10 ปีข้างหน้า ไทยต้องพยายามใช้การพัฒนาทั้ง 3 ด้านและเปลี่ยนให้เป็นโอกาส เพื่อลดช่องว่างทางเศรษฐกิจ และส่งเสริมให้มีการเติบโตทางเศรษฐกิจตามศักยภาพที่มี

เมื่อถามว่า การจัดการกับปัญหาดังกล่าวเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะเข้ามาช่วยหรือไม่ ดร.บัณฑิตทิ้งท้ายว่า "10 ที่ผ่านมาเราก็ผ่านรัฐบาลมาหลายรูปแบบแล้ว แต่ก็ยังไม่มีความแตกต่าง คำถามอยู่ที่ว่าคนไทย ภาคประชาสังคม ภาคธุรกิจจะต้องร่วมมือกันแก้ไข เพื่อผลักดันเศรษฐกิจเติบโตไปในแนวทางที่ควรจะเป็น อันนี้คือความหวัง"

ข้อมูลเศรษฐกิจไทยที่สำคัญในช่วง 20 ปี

รายการสำคัญ สิ้นปี 2540 สิ้นปี2559
จีดีพี -2.8% 3.2%
อัตราเงินเฟ้อ 5.64% 0.19%
อัตราแลกเปลี่ยน 47.25 บาท/ดอลลาร์สหรัฐฯ 35.82 บาท/ดอลลาร์สหรัฐฯ
เงินสำรองระหว่างประเทศ 2.7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ 1.71 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน 5.0 เท่า 1.3 เท่า
ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ 372 จุด 1,542 จุด

ที่มา.- สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ธนาคารแห่งประเทศไทย และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย