วิเคราะห์: อนาคต สปท. จาก “สภาสารพัดฉายา” สู่ “พรรคเพื่อประยุทธ์”

สปท. Image copyright AFP/Getty Images

หลังนั่งเก้าอี้สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) มานาน 1 ปี 9 เดือน ใช้งบประมาณจ่าย "ค่าตอบแทน" ให้พวกเขาไปกว่า 735 ล้านบาท สปท.บางส่วนตัดสินใจทิ้งเก้าอี้ก่อนครบวาระ แต่นั่นไม่ใช่จุดสิ้นสุดทางการเมืองของพวกเขา ตรงกันข้ามบางคนวางแผน "คิดการใหญ่" วางฐานการเมืองทั้งในสภาล่าง-สภาสูง เพื่อล็อคชื่อ พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ อีกสมัย

ในวันสุดท้ายของการเปิดให้สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ที่ประสงค์จะลงสมัครรับเลือกตั้งทั่วไป แจ้งลาออกจากตำแหน่งภายใน 90 วันหลังประกาศใช้รัฐธรรมนูญปี 2560 ปรากฏว่ามี สปท. ลาออกรวม 18 คน เหลือสมาชิกในสภา 174 คนจากทั้งหมด 200 คน

บทบัญญัตินี้ยังบังคับใช้กับสมาชิกองค์กรอื่นๆ ที่มีต้นกำเนิดจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ทั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และคสช. ทว่าไม่พบสมาชิกใน "แม่น้ำ 3 สาย" ทิ้งเก้าอี้ก่อนหมดวาระแต่อย่างใด

แม้มีอายุสั้นกว่าองค์กรอื่นๆ ตามรัฐธรรมนูญ เพิ่งได้รับแต่งตั้งจากนายกฯ เมื่อวันที่ 5 ต.ค. 2558 ให้เข้ารับหน้าที่แทนสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ซึ่งหมดอายุขัยทางการเมือง พร้อมร่างรัฐธรรมนูญฉบับนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ที่ถูกโหวตคว่ำกลางสภา

Image copyright AFP/Getty Images
คำบรรยายภาพ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองประธาน สปช. และประธานกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ ประกาศไม่ขอร่างรัฐธรรมนูญอีกต่อไป หลัง สปช. มีมติ 135:105 เสียง ไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่เขานำทีมยกร่าง เมื่อวันที่ 6 ก.ย. 2558

แต่ สปท. ก็ถูกจับตามองทั้งด้วย "ส่วนผสม" ของสมาชิกที่มีทุกพรรค-ทุกสีเสื้อการเมือง และการสวมบทบาท "ตัวชง" และ "ตัวตบ" ตลอดการทำหน้าที่ 1 ปี 9 เดือน จนถูกตั้งสารพัดฉายา

สภาต่างตอบแทน

"สภาต่างตอบแทน" คือฉายาแรกของ สปท. ที่ได้มาเพราะนายกฯ เซ็น "ต่ออายุ" ให้สมาชิก สปช. กว่า 40 คนได้กลับเข้า "สภาปฏิรูปฯ ชุด 2" หลัง "ปิดจ็อบแรก" ด้วยการร่วมลงมติ "ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ" ฉบับนายบวรศักดิ์ ซึ่งหลายฝ่าย รวมถึงนายบวรศักดิ์เชื่อว่าเป็นไปตาม "คำสั่งนาย"

ฉายานี้ตั้งโดยนายสุริยะใส กตะศิลา อาจารย์คณะนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต และอดีตผู้ประสานงานกลุ่มคนเสื้อเหลืองที่เรียกตัวเองว่าพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

อย่างไรก็ตาม พล.อ.ประยุทธ์ชี้แจงว่าการเลือกอดีต สปช. เข้ามารับตำแหน่งใน สปท. เพราะเห็นว่าเคยอยู่ในกระบวนการทำงาน มีความเข้าใจงาน และเพื่อสร้างความสมดุล

รายจ่าย สปท. 1 ปี 9 เดือน พุ่งกว่า 735.39 ล้านบาท
ตำแหน่ง รายได้/คน/เดือน รวมรายจ่าย/เดือน
ประธาน สปท. 119,920 บาท 119,920 บาท
รองประธาน สปท. 115,740 บาท 231,480 บาท
สมาชิก สปท. 113,560 บาท 22,371,320 บาท
ที่ปรึกษาประธาน สปท. 72,660 บาท 72,660 บาท
ที่ปรึกษารองประธาน สปท. 72,660 บาท 145,320 บาท
เลขานุการประธาน สปท. 49,210 บาท 49,210 บาท
เลขานุการรองประธาน สปท. 49,210 บาท 98,420 บาท
ผู้ช่วยเลขานุการประธาน สปท. 43,490 บาท 43,490 บาท
ผู้ช่วยเลขานุการรองประธาน สปท. 43,490 บาท 86,980 บาท
ผู้ช่วยในการปฏิบัติงานของสมาชิก สปท. จำนวน 3 อัตรา/สมาชิก 1 คน 59,000 บาท 11,800,000 บาท
รวมค่าใช้จ่ายรายเดือน 35,018,800 บาท

ที่มา : บีบีซีไทยรวบรวมจาก พ.ร.ฏ.เงินประจําตําแหน่งและประโยชน์ตอบแทนอื่นของผู้ดํารงตําแหน่งตามรัฐธรรมนูญบางตําแหน่ง พ.ศ. 2557 และระเบียบรัฐสภาว่าด้วยการแต่งตั้งผู้ช่วยในการปฏิบัติงานของสมาชิก สปท. พ.ศ. 2558

สภารีโมท

ในการประชุม สปท. นัดแรกวันที่ 13 ต.ค. 2558 เพื่อลงมติเลือกประธาน พล.อ.ฐิติวัจน์ กำลังเอก สมาชิก สปท. ผู้มีบทบาทสำคัญในการประสาน-บริหารจัดการเสียงในสภา (วิป) ตั้งแต่ยุค สปช. ถึงสปท. โดยมักเป็นผู้เสนอญัตติหลักๆ ในสภา ได้ลุกขึ้นเสนอชื่อ ร.อ.ทินพันธุ์ นาคะตะ เป็นประธานแบบไร้คู่แข่ง

ก่อนทำภารกิจนี้ สปท.สายทหารรายนี้ยืนยันกลางสภาว่า สปท. มีอิสระในการทำหน้าที่ ไม่มีการ "รีโมท" หรือกดปุ่มใดๆ ตามเสียงวิพากษ์วิจารณ์ แต่เมื่อ สปท. มาจากการแต่งตั้งของนายกฯ ก็จำเป็นต้องสนับสนุนภารกิจนายกฯ

สภาตัวชง

คำว่า "สนับสนุนภารกิจนายกฯ" มาปรากฎแจ่มชัดขึ้น เมื่อที่ประชุม สปท. วันที่ 1 เม.ย. 2559 มีมติ 136 ต่อ 3 เสียง เห็นชอบกับประเด็นคำถามพ่วงที่ว่า "ท่านเห็นด้วยหรือไม่ที่ในระยะ 5 ปีแรกนับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยนี้ ให้นายกรัฐมนตรีต้องมาจากความเห็นชอบของรัฐสภา" ตามที่นายวันชัย สอนศิริ สมาชิก สปท. เสนอ เขาให้เหตุผลว่า "ถ้า ส.ว. 250 คนมีส่วนร่วมในการโหวตนายกฯ ก็จะช่วยดูได้ว่านายกฯ คนไหนไม่ฉลาด หรือประวัติไม่ดี ถือว่าเป็นการแก้วิกฤตของประเทศได้จริง"

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ การออกเสียงประชามติเมื่อวันที่ 7 ส.ค. 2559 นอกจากประชาชนต้องใช้สิทธิออกเสียงเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ ยังมีประเด็นคำถามพ่วงที่ให้ ส.ว.ร่วมลงมติเลือกนายกฯ เป็นอีกประเด็นที่ถูกนำไปทำประชามติด้วย

สุดท้ายคำถามจาก สปท.ถูกส่งต่อ-ไปขอความเห็นชอบจากที่ประชุม สนช. วันที่ 7 เม.ย. 2559 ก่อนบรรจุเป็น "คำถามพ่วง" ที่มีเนื้อหา 4 บรรทัด ในการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ วันที่ 7 ส.ค. 2559 ผลคือประชาชนร้อยละ 58.07 ให้ความเห็นชอบกับประเด็นคำถามพ่วง

ถือเป็นการชิงขอมติประชาชน-ปลดล็อคให้มี "นายกฯ คนนอก" ได้ เพราะแม้แต่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ยังเคยบอกว่าไม่กล้าเขียนเรื่องนี้ลงบทหลักของรัฐธรรมนูญ เพราะจะถูกมองว่าช่วย คสช. สืบทอดอำนาจ แต่เมื่อได้เสียงประชาชนสนับสนุนผ่านคำถามพ่วง จึงมี "ความชอบธรรม" จะบรรจุลงบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ เพื่อใช้ "ระยะเปลี่ยนผ่าน" การเมือง

นั่นทำให้การ "สนับสนุนภารกิจนายกฯ" ของ สปท. กินความไปไกลถึงการได้มาซึ่งนายกฯ ภายหลังการเลือกตั้ง

สู่แนวคิด "พรรค ส.ว."

นอกจากบทบาทในฐานะ "องค์กร" บรรดา สปท.ฝีปากกล้ายังขยันโชว์บทเด่นเฉพาะตัว-หวังเด้งเข้าตาผู้มีอำนาจ จนถูกนักการเมืองค่ายประชาธิปัตย์ตั้งฉายาว่า "ไอ้ห้อย-ไอ้โหน" มาแล้ว โดยเฉพาะการส่งสัญญาณสนับสนุน "นายกฯ คนนอก"

อย่างนายวันชัย สอนศิริ เจ้าของวรรคทอง "ขอเลือกเลียคนดี" (5 ก.ย. 2559) ภูมิใจนำเสนอ "เปรมโมเดล" โดยแนะให้ "บิ๊กตู่" เดินตามรอย "บิ๊กป๋า" หรือ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ผู้เป็น "นายกฯ รับเชิญ" 8 ปี (2523-2531) โดยระบุว่า "ถ้ารัฐสภาสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ ก็ควรรับ อย่าปฏิเสธ เป็นความสง่างามในรัฐสภา" (27 ส.ค. 2559)

Image copyright BBC Thai

แม้วันนี้เขายังไม่ทิ้งเก้าอี้ สปท. และตั้งใจปฏิบัติหน้าที่จนครบวาระในวันที่ 3 ส.ค. 2560 แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเขาจะวางมือ-วางเฉยทางการเมือง

นายวันชัยเปิดเผยกับบีบีซีไทยว่า มีแนวคิดจะลงสมัครเข้ารับการสรรหาเป็น ส.ว. ชุดใหม่ โดยนำประสบการณ์ในอดีต ทั้งในฐานะอดีต ส.ว. สปช. และสปท. มาปรับใช้กับการเป็น "ส.ว.ยุคประชาธิปไตยครึ่งใบ" ซึ่งมีอำนาจและความรับผิดชอบมากขึ้น โดยเฉพาะการร่วมลงมติเลือกนายกฯ และการกำกับติดตามการปฏิรูปประเทศ

หากฝันเป็นจริง นายวันชัยที่เคยเป็น "ผู้ชงคำถามพ่วง" จะกลายเป็น "ผู้ร่วมลงมติเลือก นายกฯ คนนอก" และยังวางแผนสวมบท "องครักษ์พิทักษ์นายกฯ" ต่อเนื่อง

"การที่ ส.ว. เลือกใครคนใดคนหนึ่งเป็นนายกฯ ก็แสดงว่าเราสนับสนุนผู้นำคนนั้น ดังนั้นบทบาทของ ส.ว. จะเป็น 'เสียงสนับสนุน' เป็นหู เป็นตา เป็นปากคอยบอกกล่าวตักเตือนในสิ่งไม่ถูกต้อง คนรักกันก็ต้องตักเตือนในสิ่งที่เหมาะควร ไม่ใช่หลับหูหลับตาเชียร์" นายวันชัยกล่าว

ส่วนสาเหตุที่ไม่ลาออกไปตั้งพรรคการเมืองใหม่แบบเพื่อนสมาชิก สปช. รายอื่นๆ เขาอธิบายว่าเป็นการทำคนละภารกิจ แต่มุ่งเป้าหมายเดียวกัน โดยยกเหตุผลประกอบว่า นายกฯ คนใหม่ จะเป็นนายกฯ ไม่ได้หากปราศจากเสียงสนับสนุนในสภาล่างเกิน 250 เสียงจาก 500 เสียง หรือถ้ามีเสียงข้างมากในสภาล่าง แต่สภาสูงไม่เอาด้วย ส.ว.ไม่โหวตให้ ก็ไปไม่ถึงฝั่งฝัน

Image copyright AFP/Getty Images

"ในช่วง 5 ปีนี้ การเมืองจะเป็นการ 'ประนีประนอมอำนาจ' ระหว่างฝ่ายทหารกับฝ่ายที่มาจากการเลือกตั้ง เพื่อช่วยกันประคับประคองบ้านเมือง" นายวันชัยกล่าว

ก่อนอธิบายย้อนไปที่แผน "แยกกันเดิน" ของเพื่อนร่วมอุดมการณ์ในสภาปฏิรูปฯ

"ใครอยากจะไปตั้งพรรค ลงเลือกตั้งได้ ส.ส. 3 คน 5 คน 7 คนก็ถือว่าโอเคแล้ว มีราคาใช้ได้ หรือใครจะไปสมัครเป็น ส.ว.สรรหา จะ 1 คน 3 คนก็มีราคาเหมือนกัน มันแล้วแต่ว่าคุณจะเลือกเดินทางไหน แต่ทั้ง 2 แนวทางมุ่งสู่เป้าหมายเดียวกันคือทำเพื่อประชาชน" นายวันชัยกล่าวทิ้งท้าย

ผนึกกำลัง "พรรคเพื่อประยุทธ์"

ขณะที่ 3 จาก 18 สมาชิก สปท.ที่ยื่นใบลาออก ประกอบด้วย นายสมพงษ์ สระกวี, พล.อ.ธวัชชัย สมุทรสาคร และ พ.อ.สุชาติ จันทรโชติกุล เตรียมเข้าสู่สนามเลือกตั้งภายใต้พรรคการเมืองใหม่

นายสมพงษ์เคยประกาศในวันแรกของการรับหน้าที่ สปท. ว่า "หัวใจยังเป็นคนเสื้อแดง" ก่อน "กลายพันธุ์" หลังเข้ามาอยู่ในสภาแต่งตั้ง เพราะก่อนสิ้นสุดการทำหน้าที่ เขาบอกว่าพรรคการเมืองของเขา "พร้อมเป็นพันธมิตรกับพรรคทหาร" (28 มิ.ย. 2560)

Image copyright AFP/Getty Images
คำบรรยายภาพ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้าคณะรัฐประหารปี 2549 (ซ้าย) หารือสถานการณ์ด้านความมั่นคงกับ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ขณะนั้น) หลังรัฐประหารปี 2549

รายละเอียดพรรคแนวร่วมทหารถูกขยายความโดย พ.อ.สุชาติ-เพื่อนร่วมรุ่นเตรียมทหารรุ่น (ตท.) 12 ของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่ตั้งเป้าควบรวมพรรคขนาดเล็กในระบบการเมือง โดยอ้างถึงชื่อพรรคมาตุภูมิของ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตหัวหน้าคณะรัฐประหารรุ่นพี่ปี 2549 พรรคทวงคืนผืนป่าแห่งประเทศไทย ของนายดำรงค์ พิเดช และพรรคของ พล.ต.อ.เสรีพิสุทธิ์ เตมียเวช ที่กำลังจะจัดตั้ง เพื่อรวม "พรรคดาวกระจาย" ให้เป็นบึกแผ่นในฐานะพรรคขนาดกลาง ซึ่งมีที่นั่งในสภา 30-50 เสียง

เพราะภารกิจสูงสุดของพวกเขาคือการผลักดันให้ พล.อ.ประยุทธ์กลับมาเป็นนายกฯ อีกสมัย

"วันนี้ยังมองไม่เห็นว่าใครจะเป็นนายกฯ ได้นอกจากพล.อ.ประยุทธ์ แม้ท่านยังปฏิเสธจะพูดถึงอนาคตทางการเมืองของตัวเอง แต่ถึงวันข้างหน้า อย่างไรต้องมีคนเป็นนายกฯ อยู่ดี สมมุติเป็นท่าน จะไม่มีเสียงสนับสนุนในสภาเลย คงเป็นไปไม่ได้ ดังนั้นเราต้องรวมกันไว้ก่อน ทำพรรครอไว้ก่อนเพื่อสนับสนุนท่าน และการรวมกันเช่นนี้ ก็ต้องโยงใยไปที่ ส.ว.ซึ่งจะมีส่วนร่วมในการโหวตเลือกนายกฯ คนใหม่ด้วย ส่วนสูตรจะเป็นอย่างไร ต้องไปว่ากันในช่วงใกล้ๆ" พ.อ.สุชาติกล่าวกับบีบีซีไทย

เปิดผลงานร้อน สปท. ส่งตรงถึงรัฐบาลก่อนทิ้งทวน
10 เม.ย. 2560 ข้อเสนอแก้ พ.ร.บ.ลักษณะการปกครองท้องที่ : เสนอลดวาระกำนันผู้ใหญ่บ้าน จากเกษียณอายุ 60 ปี เป็น 5 ปี
1 พ.ค. 2560 รายงานปฏิรูปสื่อ : เสนอให้องค์กรวิชาชีพออก "ใบรับรองวิชาชีพ" ให้สื่อมวลชน แต่ยอมตัดบทลงโทษจำคุกและปรับสื่อและเจ้าของสื่อออก
22 พ.ค. 2560 รายงานปฏิรูปตำรวจ: เสนอตั้งคณะกรรมการบริหารและปรับโครงสร้าง กต.ตร. ใหม่
3 ก.ค. 2560 รายงานปฏิรูปการปฏิบัติงานในรัฐสภา: เสนอตัดงบดูงานต่างประเทศของ ส.ส. และ ส.ว. ยกเลิกการแจกแท็บเล็ตให้สมาชิกรัฐสภา พร้อมเสนอให้ปฏิรูปหลักสูตร "สร้างคอนเนคชั่น" ของสถาบันพระปกเกล้า
3 ก.ค. 2560 รายงานปฏิรูปการใช้โซเชียลมีเดีย: เสนอให้นำมาตรการสแกนลายนิ้วมือก่อนซื้อซิมการ์ด มาใช้กับนักท่องโลกโซเชียล และให้กรมสรรพากรเร่งเก็บภาษีผู้ให้บริการออนไลน์ในต่างประเทศ

ที่มา : บีบีซีไทยรวบรวม

เมื่อถามว่าเหตุใดทหารต้องใช้บริการ "พรรคการเมืองใหม่" แทนการพึ่งพิง "พรรคขนาดกลาง" ที่มีฐานการเมือง-มียอด ส.ส.จับต้องได้ พ.อ.สุชาติตอบว่า "ความเป็นพวกไง มันคือความไว้ใจ"

ทั้งหมดนี้เป็นภาพอนาคตที่สมาชิก สปท.บางส่วนวาดไว้ โดยมีชายชื่อ พล.อ.ประยุทธ์เป็นองค์กรประกอบสำคัญทางการเมือง!!!

ข่าวที่เกี่ยวข้อง